สวัสดีครับลูกศิษย์กระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 และชาว Blog
ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นผู้จัดโครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว จากประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับลูกศิย์ทุกรุ่นที่ผ่านมานั้น ผมรู้สึกประทับใจ และสังเกตเห็นได้ว่าอนาคตของกระทรวงวัฒนธรรมจะเป็นองค์กรที่พัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรประสิทธิภาพสูงที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทยของเราได้อย่างแน่นอน
การใช้ Blog เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้กันในรุ่น 4 นั้นได้ผลดีมาก จะเห็นได้ว่า Blog จะเป็นคลังความรู้ที่บันทึกสิ่งที่เป็นประโยชน์และความทรงจำของเราไว้ที่นั่น สำหรับ Blog นี้ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดประโยชน์ต่อพวกเราและผู้ที่สนใจงานด้านวัฒนธรรมได้มากเช่นกัน
ขอต้อนรับทุกท่านสู่โครงการพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ 5 ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ภาพบรรยากาศการทัศนศึกษาและดูงาน ณ วันที่ 22 มีนาคม 2550
วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐ นี้เป็นวันแรกของการจัด Learning Forum โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพ รุ่นที่ ๕ เริ่มต้นด้วยพิธีเปิดโดย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณวีระ โรจน์พจนรัตน์ ซึ่งท่านได้แลกเปลี่ยนมุมมองที่เป็นประโยชน์ และถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความคิดแหลมคมมาก โดยลำดับต่อมา ผม ก็ได้ปฐมนิเทศ กล่าวถึงหัวข้อในหลักสูตรที่จะเรียนรู้ในครั้งนี้
หลังจากนั้น ผมก็ได้ให้แต่ละกลุ่มทำ Workshop ว่าจะได้อะไรบ้างจากการเรียนรู้ในโครงการนี้ ซึ่งผมได้สรุปมาให้ดังนี้ครับ
กลุ่มที่ ๓ ได้ - องค์ความรู้ในการพัฒนาตนเอง
- กระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการ
- การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม และนอกกลุ่ม
กลุ่มที่ ๒ ได้ - การเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาบุคลากรในองค์กรให้เป็นผู้ที่มีศักยภาพในการทำงานและเพื่อสร้างจิตวิญญาในการทำงานให้กับบุคลากรในองค์กร
กลุ่มที่ ๗ ได้ - พัฒนาตนเอง
- พัฒนาองค์กร
- สร้างมนุษย์สัมพันธ์
กลุ่มที่ ๕ ได้ - อยากทราบว่าที่ผ่านมาเราทำงานไปแล้วนั้นตรงกับทฤษฎีไหน
- อยากได้ทฤษฎีใหม่ ๆ นำไปใช้ในการพัฒนางาน
- อยากได้เพื่อนใหม่ ๆ
กลุ่ม ๖ ได้ - ได้ความรู้
- ได้แลกเปลี่ยนความรู้
กลุ่มที่ ๔ ได้ - ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ จากผู้เข้ารับการอบรม
- เรียนรู้จากวิทยากรเพื่อพัฒนาตนเอง
- คาดหวังเพื่อเป็นผู้บริหารในอนาคต
กลุ่มที่ ๑ ได้ - อยากเป็นผู้บริหารมืออาชีพ
- นำสิ่งที่ได้ไปพัฒนาตนเอง องค์กร และเพื่อนร่วมงาน
- ให้มีวิสัยทัศน์ และความรู้ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ความรู้กับการพัฒนาอย่างมืออาชีพ และพัฒนาความสามารถของบุคลากร
ประเด็นที่ได้รับจากการบรรยายของ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
กลุ่มที่ ๓ - อาจารย์นำเสนอทฤษฎีที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีปัจจัยกระบวนการคิดบนรากเหง้าเดียวกัน แต่ต่างกันตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อม
- ประเด็นต่าง ๆ อาจนำไปปรับใช้ หรือประยุกต์ใช้ได้ในการงานจริง
กลุ่มที่ ๗ ในยุคที่โลกเปลี่ยน บทบาทของผู้นำ จะต้อง - กล้าคิดนอกกรอบ
- จะต้องเป็นผู้นำองค์กรที่มีขั้นตอนการบริหารจัดการแบบสั้น ๆ พยายามไม่ให้เป็น Vertical แต่ควรจะเป็นแบบ Flat
- จะต้องสามารถนำเอาทฤษฏีต่าง ๆ มาประยุกต์กับองค์กร
กลุ่มที่ ๔ จากการเรียนรู้ทฤษฎีต่าง ๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นทฤษฎีกลางๆ สามารถหยิบยกขึ้นมานำไปใช้ ในการปฏิบัติ และพัฒนาให้เกิดภาวะผู้นำได้ ในการพัฒนานั้น หากทฤษฎีใดเหมาะสม กับ สภาวะปัญหาตัวเรา ก็สามารถนำทฤษฎีนั้น มาวิเคราะห์นำมาใช้ให้เข้ากับภาวะของตนเองได้
กลุ่มที่ ๕ - ได้วิธีการเรียนรู้ ซึ่งมีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายหลากหลาย เราจะได้เรียนรู้ว่า ควรจะใช้อะไร อย่างไร
- ได้แนวในการคิด ซึ่งต้องมามองว่าเราได้คิดงานแบบไหน นอกกรอบ ในกรอบ และผลที่จะได้เป็นอย่างไร (ให้รู้จักคิดนอกกรอบ แต่ไม่ผิดกฎหมาย)
กลุ่มที่ ๒
การเรียนรู้ มีช่องทางของการเรียนรู้หลากหลาย เช่นจากการเรีนรู้จากประสบการณ์ จากการทำงาน การอบรม จากการแลกเปลี่ยนรู้จากเอกสาร ตำรา ทฤษฎี สื่อต่าง ๆ การคิดโดยการนำทฤษฎีต่าง ๆ ของต่างประเทศมาต้อมีการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม กับองค์กร และให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การมีการเรียนรู้เพื่อให้รอบรู้ แต่ไม่ใช่ลอกเลียน
กลุ่มที่ ๖
วิธีการคิดนอกกรอบ (ในแง่ศิลปะ) ศักยะ ขุนพลพิทักษ์ สน.ช่างสิบหมู่
ขัดแย้งกับนโยบายที่จะต้องอยู่ในกรอบ เป็นจิตรกร นักสร้างสรรค์ศิลปะ แต่ต้องทำตามคำสั่ง หรือผู้ขอรับบริการ ไม่สามารถสร้างสรรค์ได้ตามจินตนาการ จึงไม่สามารถทำงานให้ได้ผลเลิศ
สรุป ปัญหาของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ
- ไม่สามารถพัฒนางานศิลปกรรมให้เป็นเลิศได้ตามต้องการ
- ช่างขาดความเป็นตัวของตัวเอง
- ช่างไม่ค่อยได้รับการสนับสนุน
- ต่อไปจะไม่มีผู้ปฏิบัติงานที่ทุ่มเท พัฒนาการทำงานอย่างเต็มที่
คิดว่าการคิดนอกกรอบในบางเรื่องโดยยึดถือเหตุผล กฎระเบียบที่ถูกต้อง สามารถก่อให้เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่มีคุณค่า มีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมที่พิเศษชิ้นสำคัญในยุคปั่จจุบันได้ แต่ผู้ที่จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีคุณสมบัติพิเศษ คือมุ่งมั่น ตั้งใจ มีอุดมการณ์ทุ่มเท จริงใจให้กับงาน
กลุ่มที่ ๑
ทรัพยากรมนุษย์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่พูดในการพัฒนาภารกิจของหน่วยงบานไปสู่ผลสำเร็จ ซึ่งหมายถึงทรัพยากรบุคคลทั้งหมด ไม่เฉพาะผู้บริหารแต่รวมไปถึง ผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด น่าจะกำกับที่การมีบุคคลากรที่มีคุณธรรม จริยธรรม สำนึกรัก สำนึกรับผิดชอบให้มีอยู่ในทุกผู้คนก่อนอย่างอื่น
กลุ่ม ๖
ทฤษฎีภาวะผู้นำ นั้นควรเน้นการพัฒนาคนจะเป็นสิ่งสำคัญเริ่มจากครูต้นแบบ คือ พ่อ และ แม่
- สนใจใฝ่รู้ และใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง
- ค้นหาคำตอบด้วยความอดทน มุ่นมั่น
- เป็นขั้นตอน
- เผยแพร่
- นำไปสู่ความสำเร็จ
- เป็นตามทฤษฎี โป๊ะเช๊ะของ ดร.จีระ
กลุ่ม ๒
สังคมการเรียนรู้ และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ผู้นำต้องกระหายเรียนรู้ตลอดเวลา ควรเริ่มที่ตนเองเป็นขั้น ต้น ก่อน ควรต่อเนื่อง และตลอดเวลา มีกระบวนการความคิดที่ชัดเจน มีการพยายามไม่ท้อถอย เรียนรู้จากสิ่งที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น สู่การกล้าเผชิญปัญหา และแก้ปัญหาได้ การมีบุคคลต้นแบบ และการส่งเสริมการตัดสินใจ เป็นส่วนช่วยในการเสริมความรู้อีกแบบหนึ่ง
- เป็นผู้กระหายที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
- มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
- มีความคิดที่ชัดเจน
- มีความพยายามไม่ท้อถอย มีความกล้าเผชิญปัญหา กล้าเรียนรู้
- มีบุคคลต้นแบบ
- สถานการณ์สร้างผู้นำ
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ตอนช่วงแรก อาจารย์ไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ เริ่มชอบตอนอ่าน Times Magazine ก่อน สมัยเป็นนักเรียนทุนที่เมืองนอก และมีความสุขเวลาอ่านหนังสือการเรียนหนังสือ มาจาก 2 ทฤษฎี
LA – Learning From Adversity เรียนจากความเจ็บปวด
LE – Learning From Experience เรียนรู้จากประสบการณ์ อาจารย์จีระ ใช้ทฤษฎี 4E’s คือ Energy Energize Edge และ Execution
กลุ่ม ๓
การจะเป็นสังคมการเรียนรู้
๑.การอยากรู้อยากเห็น Learning By Doing เรียนเพื่อแก้ไขปัญหาและอยู่รอดในสังคม
๒. การเรียนรู้ต้องประกอบด้วยระบบ เรียนรู้การเปลี่ยนแปลง นำองค์ความรู้ต่าง ๆ ประยุกต์เข้าสู่สมัยใหม่
๓.การเรียนรู้ต้องต่อเนื่อง Life Long Learning ทำให้การต่อยอด คิดค้นต่าง ๆ ต่อเนื่อง
๔. ต้องยึดกฎและทฤษฎีเป็น Model และปรับพฤติกรรมเข้าสู่การเรียนรู้
อาจารย์จีระ เสริมว่า ต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ความรู้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด สังคมการเรียนรู้ ถ้าสำเร็จในห้องนี้ อย่างอื่นที่จะทำต่อไปจะง่าย วัฒนธรรม นั้น คือการทำ Habits ของมนุษย์ด้วยเนื่องจากเป็นวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สังเกตจาก เมืองนอก คนจะชอบถือหนังสืออ่านบนรถไฟฟ้า แต่เมืองไทยพบน้อย
กลุ่ม ๗
ความเป็นผู้นำสังคมการเรียนรู้ของ ดร.ปุระชัย เริ่มจากครอบครัว จากคุณแม่ ทำให้รักการอ่าน เป็นการจุดประกายการเรียนรู้ต่าง ๆ มากมาย ถ้ามีบุคคลต้นแบบก็จะกระตุ้นได้มากขึ้น ผู้นำควรเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วนำมา R&D จะทำให้เราพัฒนาไปเรื่อย ๆ สำหรับในเรื่องต้นแบบ จากที่อาจารย์อ่านหนังสือหลาย ๆเล่ม ดีใจที่เรียนร่วมกับศิลปินแห่งชาติอายุน้อยที่สุดบุคคลข้างนอกอยากรู้งานของก.วัฒนธรรมเยอะมาก มีเยาวชนของชาติมากมายอยากเรียนทางสายนี้ อย่างน้อยให้เยาวชนที่รักวัฒนธรรม มีหนังสืออ่าน แล้วต่อยอด
อาจารย์จีระ เสริม ควรสนับสนุนให้มี Pocket Book อยู่ในโครงสร้างของรุ่นที่ ๕ผู้นำควรมอบประวัติศาสตร์เขา moment เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับคนทุกคนในห้องนี้ ยังไม่สายเกินไป ไม่ว่าหนุ่ม หรือ แก่ ควรเริ่ม และพยายามทำให้โดดเด่น , คนในห้องนี้ที่เรียนโบราณคดีมาอาจเป็นนักพัฒนาคนที่ยิ่งใหญ่ได้
กลุ่ม ๕
ในส่วนของการเรียนรู้ ดร.ปุระชัย เริ่มจากครอบครัว อบอุ่น มีการเรียนรู้ เด็ก ก็จะเรียนรู้มาด้วย ชีวิตบุคคลสำคัญ มาเป็นแนวทาง จากการทดลอง ต่าง ๆ ควรนำมาเป็นแนวทางของผู้นำครอบครัว มีลูกชอบอ่านหนังสือแต่ไม่ตั้งใจเรียน ดังนั้นที่พูดถึง เอดิสัน ที่ตั้งใจเรียนแต่ประสบความสำเร็จได้ ก็เป็นแรงบันดาลใจ ไอเซ่นฮาวน์ ต้นไม่สำเร็จ แต่ปลายสำเร็จ ก็เป็นประโยชน์เช่นเดียวกันคุณลักษณะการเรียนรู้ของ ดร.ปุระชัย คือ เป็นผู้นำใฝ่เรียนรู้ มีความรู้ที่หลากหลาย เริ่มจาก Model คือ
๑.จากครอบครัว
๒. จากหนังสือ /ตำรา
๓. จากวิถีชีวิตของบุคคลที่เราประทับใจ
๔. จากการทดลอง
๕. จากศาสนา และคำสอน
การเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต Model ที่ได้ต้องนำมาวิเคราะห์ แล้วนำไปใช้วิถีชีวิต ทฤษฎีการเรียนรู้ LV – Learning From VCD
กลุ่ม ๔
ขอสนับสนุนว่าผู้นำขาดการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคมโลกมีตลอดเวลา เพราะการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องมีประโยชน์มาก ความสำเร็จ หรืออุปสรรค มีประโยชน์สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีพได้เช่นเดียวกัน ถ้าหยุดการเรียนรู้เมื่อใด แม้ผมเป็นศิลปินแห่งชาติ ผมก็จะกลับเป็นนักศึกษาเหมือนเดิม ดังนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำทุกคนต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิตในตนเอง
อาจารย์จีระ เสริม เรื่อง วัฒนธรรมคุณภาพ และวัฒนธรรมในการเรียนรู้ เป็นการสร้างอุปนิสัยในการสร้างวัฒนธรรมที่มีประโยชน์
Learning Culture –area ของวัฒนธรรมอยู่ในการบริหารจัดการ วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ แต่เกิดขึ้น ขอเสริมว่าในวันนี้ห้ามพูดเฉย ๆ ว่าสังคมการเรียนรู้คืออะไร แต่ต้องบอกว่าจะทำให้เกิดสังคมการเรียนรู้ได้จริงหรือไม่
กลุ่ม ๑
เป็นแนวทางการสอนให้รู้จักวิธีการเรียนรู้ ดร.ปุระชัย จะบอกให้รู้ว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันสำคัญสถาบันแรกในการสร้างสังคมการเรียนรู้ การทำงานบอกว่า การทำงานได้ดีต้องมีใจรักในอาชีพในงานที่จะทำ ก็จะทำให้งานที่เราทำประสบความสำเร็จ เรื่องต่อมาคือเรื่องภาวะผู้นำที่ทุกคนต้องมีคือการนำความรู้ และประสบการณ์ที่สะสมมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน เป็นการสร้างภาวะผู้นำของตัวเอง
อาจารย์จีระ เสริมว่า ภาวะผู้นำมีหลายชนิด มีเรื่องเยอะที่ต้องทำ แต่วันนี้ เราเลือก Role Model และวิธีการวิเคราะห์ผู้นำแบบหนึ่ง ทำให้ติดตัวเราไป โดยเฉพาะ อยู่ในสังคมฐานความรู้ นั้นเป็นประโยชน์แน่ แต่จริง ๆ ยังมีการวิเคราะห์ผู้นำอีกหลายด้าน ที่ดร.จีระ จะมาพูดต่อการที่แต่ละกลุ่มออกความเห็นเป็น Benchmark ของการเรียนรู้ที่สำคัญ
กลุ่ม ๕
Learning Forum เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๐ ต้องยอมรับว่าสุดยอดทั้ง รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และ ศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ทั้ง ๒ ท่าน เป็นนักเศรษฐศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย โอกาสที่จะได้ฟังแนวคิดที่มีการประยุกต์และประสานระหว่างเศรษฐศาสตร์กับวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนนั้นไม่ได้มีมากนัก
อาจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ชี้ให้เห็นทั้งโลกาภิวัตน์ว่าครอบคลุมไปทุกหนทุกแห่ง การปะทะทางวัฒนธรรม หรือ สงครามทางวัฒนธรรม นับวันจะรุนแรงและรุนแรงมากยิ่งขึ้น อาจารย์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์ ไม่ได้มีผลในทางลบอย่างเดียวแต่มีผลในทางบวกด้วย โดยเฉพาะเป็นกระบวนการที่จะทำให้สังคมของเราเข้าไปสู่ระดับนานาชาติ สังคมไทยจะต้องตั้งรับ การครอบงำทางอารยธรรมให้ได้ โดยมีแนวทางคือ
๑. ต้องฝึกคนในประเทศให้มีระบบคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และต้องยอมรับจุดอ่อนของตนเอง อย่าหลงตนเองจนเกินไป
๒. สังคมจะต้องไม่ผูกขาดความฉลาด ต้องหัดขอโทษในความผิดผลาดที่เกิดขึ้น
อาจารย์สมชายได้ทิ้งท้ายไว้ว่า การรับอารยธรรมจากภายนอกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องยอมรับเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อรับมาแล้วจะต้องนำมาใช้อย่างฉลาด ผสมผสานกับพื้นฐานของเราให้เป็นระบบและสมดุล สร้างมูลค่าเพิ่มจากเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่เรามีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม
อาจารย์สมภพ มานะรังสรรค์ นักเศรษฐศาสตร์ระดับสุดยอดอีกท่านหนึ่งของประเทศไทย อาจารย์ได้ชี้ให้เห็นถึงเครื่องมือสำคัญในการบริหาร คือความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล จะต้องรู้จักนำข้อมูลไปสร้างองค์ความรู้ และนำภูมิปัญญาที่เรามีอยู่มาผสมผสานเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ ที่สามารถจะแข่งขันได้ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ เราต้องรู้จักสร้างผลผลิตที่แตกต่างจากคู่แข่งโดยนำเอา Cultural Factor และ Historical Factor มาใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการผลิต
การแข่งขันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรง เพราะคู่แข่งที่มีเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจะต้องปรับระบบเศรษฐกิจในแบบ Collection Economy และ Production Economy ให้เป็นแบบ Service Based Economy ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบกว่าคู่แข่งอื่น ๆ เนื่องจากเรามีภูมิหลังทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่ยาวนานา เพราะมีความน่าสนใจ หากเราสามารถนำความได้เปรียบดังกล่าวนั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่มในผลผลิตได้
กลุ่ม ๕
นายอนันต์ ชูโชติ เลขที่ ๔๐
นางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน เลขที่ ๔๗
นางยุพา ประเสริฐยิ่ง เลขที่ ๓๓
นางสุรีย์รัตน์ วงศ์เสงี่ยม เลขที่ ๑๒
นางวรรณนี ภูมิจิตร เลขที่ ๒๖
นางสาวนัยนา แย้มสาขา เลขที่ ๑๙
นางอัญชนา วิริยประสิทธิ์ เลขที่ ๕
พีรพน พิสณุพงศ์
กระแสโลกาภิวัตน์ มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมค่อนข้างมาก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งด้านลบ และด้านบวก ซึ่งต้องยอมรับว่าพัฒนาการของวัมนธรรมคือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เป็นคุณ หรือเป็นโทษอย่างใดอย่างหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ในปัจจุบันโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมการบริโภคอาหาร ก่อนให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ทางโภชนาการอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตามโลกาภิวัตน์ ยังได้จัดเตรียมข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ทางด้านโภชนาการแก่สังคม การขยายตัวของการบริโภคเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์ เช่น น้ำผักผลไม้ กับการลดลงของการบริโภคน้ำอัดลม ก็อาจเป็นตัวอย่างของกระแสโลกาภิวัตน์ กับค่านิยมในสังคมที่อาจคาดหมายทิศทาง พัฒนาการวัฒนธรรมการกินของสังคมในอนาคตได้
การพัฒนาผู้นำ และผู้บริหารมืออาชีพอาจไม่ประสบความสำเร็จ ได้ตามที่ต้องการ หากไม่สามารถนำไปปฏิบัติในขณะนี้ได้ โดยมีปัจจัยสำคัญอันหนึ่ง คือ ผู้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม การพัฒนานี้อาจรอคอยผลสัมฤทธิ์ได้เมื่อวันหนึ่ง ผู้ที่ได้รับการอบรมได้เลื่อนขั้นไปอยู่ในสถานะผู้บังคับบัญชาที่สามารถขับเคลื่อน ปรับเปลี่ยน กระบวนการพัฒนาขององค์กร และกระบวนการบริหารจัดการองค์กร ขอเพียงผู้รับการอบรมไม่ลืมเลือน ความรู้ ประสบการณ์และอุดมการณ์จากการอบรมครั้งนี้
ข้อสรุปความคิด
การได้เข้าร่วมเรียนรู้ตามโครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของกระทรวงวัฒนธรรมรุ่นที่ ๕ เป็นประโยชน์และเป็นโอกาสให้แก่ดิฉันอย่างมาก จากความรู้ดั้งเดิมที่ได้มาจากการเรียนรู้ในระดับเบื้อต้น จากการทำงานไม่พอสำหรับการดำเนินชีวิตในโลกยุคนี้ เมื่อได้พบกับท่านวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ประธานโครงการฯ ทำให้เกิดแรงกระตุ้นความอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆให้แก่ดิฉัน ต้องเรียนรู้ให้ได้มากขึ้น เพื่อการพัฒนาปัญญาในทางโลกให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทันสมัยขึ้น โดยใช้ระบบ IT และพบว่าหนังสือดี ๆ เป็นเพื่อนและเป็นครูของเราได้เป็นอย่างดี ผู้นำจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ต้องควบคู่กับการพัฒนาคุณธรรม คือ การพัฒนาจิต ซึ่งดิฉันก็ตั้งใจปฏิบัติอยู่และพบว่ามีผลดีกับตนเองอย่างมาก ทำให้เรามีหิริโอตัปปะ มีความซื่อสัตย์ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้น มีความตั้งใจและยินดีช่วยงานสังคม เห็นใจผู้อื่นมากขึ้น จะทำไม่ดีก็ละอายใจ
จากการเรียนรู้ครั้งนี้ ทำให้ดิฉันคิดถึงคนอื่น ๆ ที่เป็นประชากรของชาติ และไม่มีโอกาสได้เรียนรู้แบบเรียนลัดมากนัก น่าจะได้รับรู้กระบวนการเรียนรู้เพิ่มขึ้น เพื่อพัฒนาตนเองให้ทันโลก ไม่ถูกหลอกลวง การเรียนรู้เพื่อให้มีความมั่นใจ มั่นคงทางอารมณ์ จะได้เป็นภูมิคุ้มกันตนเองในการตามกระแสโลกแบบผิด ๆ และสามารถพึ่งตนเองในสังคมปัจจุบัน เป็นผู้นำที่ดีในสังคม ครอบครัว เพื่อสร้างอนาคตของชาติต่อไป
นางบุญลาภ ตรีแก้ว
กลุ่ม ๒ (บุญมา ชมมาลี นักวิชาการวัฒนธรรม จ.สมุทรปราการ)
การบริหารงบประมาณของส่วนราชการ ปัจจุบันนี้ การใช้เงินงบประมาณจะใช้ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน องค์ประกอบที่สำคัญก็คือ มุ่งเน้นผลสำเร็จของงานตามผลผลิต ผลลัพธ์ และเน้นหลักธรรมาภิบาล แต่การยึดหลักธรรมาภิบาลในวงราชการ มีความเชื่อว่าบุคคลส่วนใหญ่จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนส่วนน้อยที่ละเลย ไม่ยึดตามหลักการนี้ ในการนี้ควรจะต้องสร้างความร่วมมือร่วมใจ ทุกคนจะต้องให้ความร่วมมือ ร่วมใจกันพัฒนา สร้างความกระตือรือร้นให้เกิดความร่วมมือ กระตุ้นบุคคลในองค์กร ให้เกิดการสร้างองค์กรที่มีธรรมาภิบาล ที่เรียกว่า “องค์กรธรรมาภิบาล” จะได้เป็นองค์กรต้นแบบ
จากการที่มีโอกาสได้รับการพัฒนาโดยเข้าร่วม “โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพ” ของกระทรวงวัฒนธรรม รุ่นที่ ๕ มีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ยกระดับความมีศักดิ์ศรีของตนเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จากการเรียนรู้ ทำให้รู้ว่า สังคมการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง วัฒนธรรมการเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง อ่านอย่างต่อเนื่อง อะไรที่เรียนรู้ได้ผล ควรจดจำไว้ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และนำธรรมะเข้ามาประยุกต์ใช้ คนกับผู้นำต้องไปด้วยกัน ปัจจุบันวัฒนธรรมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้นำจึงต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การที่องค์กรใดก็ตามมีการพัฒนาคน เห็นคุณค่า คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรแล้ว จะทำให้องค์กรนั้น ๆ ประสบความสำเร็จ ผู้นำสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง บุคคลที่แสวงหาการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มีศักยภาพในการทำงาน สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ดังนั้นการเรียนรู้ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
พีรพน พิสณุพงศ์
การประชาสัมพันธ์องค์กร - บรรยายโดยอาจารย์ลักขณา จำปา สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี เป็นหน่วยงานของกรมศิลปากรในการสำรวจ ศึกษา ค้นคว้า อนุรักษ์ และดูแลรักษา มรดกศิลปะวัฒนธรรม ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ๖ จังหวัด ประกอบด้วยราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ ผู้สนใจข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณสถาน และโบราณวัตถุ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fad1.go.th
งบประมาณ การบูรณะโบราณสถานที่ คุณจิตรปรีดี พร้อมสู้ทอง ได้สอบถามอาจารย์อาณัติ วิลาสินีวรรณว่า โบราณสถานเป็นวิธีการ (mean) หรือเป็น ผล (end) นั้น โดยส่วนตัวเห็นว่าโบราณสถานเป็นวิธีการ (mean) ที่จะนำไปสู่ผล (end) คือความรู้ ความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ ของผู้ที่สนใจ หรือของนักท่องเที่ยว หรือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของโบราณสถาน
รายชื่อกลุ่มวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐
กลุ่ม ๑
๑. นายจิรศักดิ์ ไทยานนท์
๒. นายวิโรจน์ ใจอารีรอบ
๓. นายประทีป เพ็งตะโก
๔. นางสาวบุษกร ลิมจิตติ
๕. นางอัญชนา วิริยะประสิทธิ์
๖. นายสุรจิตร สุจิตรเมธี
๗. นายกฤษฎา คงคะจันทร์
๘. นายไสว ไชยเมือง
กลุ่ม ๒
๑. นางสุทธินี ยาวะประภาษ
๒. นางสาวศุภรัตน์ สาลีคงประยูร
๓. นางจิตรปรีดี พร้อมศรีทอง
๔. นางสุรีย์รัตน์ วงศ์เสงี่ยม
๕. นางอัมพร ชนะทอง
๖. นางบุญลาภ ตรีแก้ว
๗. นางสาววิภารัตน์ กอพยัคฆินทร์
๘. นายไชยนันท์ แสงทอง
กลุ่ม ๓
๑. นางสาวดารุณี ธรรมโพธิ์ดล
๒. นางอุทัย พัฒนพิชัย
๓. นางสาวนัยนา แย้มสาขา
๔. นายพีรพน พิสณุพงศ์
๕. นางสาวสายสมร งามล้วน
๖. นางศุภดี วิถีธรรมศักดิ์
๗. นายเจษฎาวุฒิ บุตรเพชร
กลุ่ม ๔
๑. นางสิรินชญา กันธิยะ
๒. นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์
๓. นางวรรณี ภูมิจิตร
๔. นายนิติ แสงวัณณ์
๕. นางสุวรรณา อิ่มโอษฐ์
๖. นางวันทนา สุวรรณรัศมี
๗. นางสาวบุญมา ชมมาลี
กลุ่ม ๕
๑. นางสาวอรวรรณ ฟุ้งเกียรติไพบูลย์
๒. นายสถาพร ขวัญยืน
๓. นางยุพา ประเสริฐยิ่ง
๔. นายประจวบ เทพศิริสุนทร
๕. นางรฐาภัสส์ ธัญวิรัณโรจน์
๖. นางฐิติรัตน์ เค้าภูไทย
๗. นางศันสนีย์ พุกกานนท์
กลุ่ม ๖
๑. นายสุทธิพงศ์ ชาญชญานนท์
๒. นางสุนทรี ประสงค์
๓. นายอนันต์ ชูโชติ
๔. นายศักย ขุนพลพิทักษ์
๕. นางสาวเพลินตา ประดับสุข
๖. นายโกวิท ผกามาศ
๗. นางอุดมลักษณ์ ประชุมรักษ์
กลุ่ม ๗
๑. นายเชลียง เทียมสนิท
๒. นางวาสนา บุญญาพิทักษ์
๓. นางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน
๔. นายสมศักดิ์ จีระธัญญาสกุล
๕. นางดวงจันทร์ สุขวิลัย
๖. นางจุฑาทิพย์ โคตรประทุม
๗. นายวิชัย สิมมาอ่อน
รายชื่อกลุ่มวันที่ ๑๕ - ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๐
กลุ่ม ๑
๑. นายจิรศักดิ์ ไทยานนท์
๒. นางสุทธินี ยาวะประภาษ
๓. นางสาววิภารัตน์ กอพยัคฆินทร์
๔. นางศุภดี วิถีธรรมศักดิ์
๕. นางวันทนา สุวรรณรัศมี
๖. นางฐิติรัตน์ เค้าภูไทย
๗. นายโกวิท ผกามาศ
๘.นางจุฑาทิพย์ โคตรประทุม
กลุ่ม ๒
๑. นายวิโรจน์ ใจอารีรอบ
๒. นางสุทธินี ยาวะประภาษ
๓. นายไชยนันท์ แสงทอง
๔. นายเจษฎาวุฒิ บุตรเพชร
๕. นางสาวบุญมา ชมมาลี
๖. นางศันสนีย์ พุกกานนท์
๗. นางอุดมลักษณ์ ประชุมรักษ์
๘. นายวิชัย สิมมาอ่อน
กลุ่ม ๓
๑. นายประทีป เพ็งตะโก
๒.นางสาวศุภรัตน์ สาลีคงประยูร
๓. นางสาวดารุณี ธรรมโพธิ์ดล
๔. นางสิรินชญา กันธิยะ
๕. นางสาวอรวรรณ ฟุ้งเกียรติไพบูลย์
๖. นายสุทธิพงศ์ ชาญชญานนท์
๗. นายเชลียง เทียมสนิท
กลุ่ม ๔
๑. นางสาวบุษกร ลิมจิตติ
๒. นางจิตรปรีดี พร้อมศรีทอง
๓. นางอุทัย พัฒนพิชัย
๔. นายศุภชัย จันทร์สุวรรณ์
๕. นายสถาพร ขวัญยืน
๖. นางสุนทรี ประสงค์
๗. นางวาสนา บุญญาพิทักษ์
กลุ่ม ๕
๑. นางอัญชนา วิริยะประสิทธิ์
๒. นางสุรีย์รัตน์ วงศ์เสงี่ยม
๓. นางสาวนัยนา แย้มสาขา
๔. นางวรรณนี ภูมิจิตร
๕. นางยุพา ประเสริฐยิ่ง
๖. นายอนันต์ ชูโชติ
๗. นางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน
กลุ่ม ๖
๑. นายสุรจิตร สุจิตรเมธี
๒. นางอัมพร ชนะทอง
๓. นายพีรพน พิสณุพงศ์
๔. นายนิติ แสงวัณณ์
๕. นายประจวบ เทพศิริสุนทร
๖. นายศักย ขุนพลพิทักษ์
๗. นายสมศักดิ์ จีระธัญญาสกุล
กลุ่ม ๗
๑. นายกฤษฎา คงคะจันทร์
๒. นางบุญลาภ ตรีแก้ว
๓. นางสาวสายสมร งามล้วน
๔. นางสุวรรณา อิ่มโอษฐ์
๕. นางรฐาภัสส์ ธัญวิรัณโรจน์
๖. นางสาวเพลินตา ประดับสุข
๗. นางดวงจันทร์ สุขวิลัย
วิชา อ.นัทธี จิตสว่าง การล่มสลายของสังคมนิยมที่เกิดขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่า จะเหลือขั้วของทุนนิยม แต่เพียงขั้วเดียว แต่อย่างไรก็ตามมีความเห็นว่ายังมีขั้วของการต่อต้านทุนนิยมอยู่ ในกลุ่มตะวันออกกลาง Anti-zionist ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มใหม่ที่มาแทนที่กลุ่มสังคมนิยมในการคานอำนาจของกลุ่มทุนนิยม
พีรพน พิสณุพงศ์
จากการอภิปรายกลุ่ม เรื่อง วัฒนธรรมไทยจะเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ กรณีศึกษาจากบทความ ของพลวัตสังคม โดย สามารถ มังสัง ที่พูดถึงว่าคนไทยสนใจวัฒนธรรมต่างประเทศ โดยยกเหตุการณ์วันวาเลนไทน์ ว่ามีคนแห่ไปจดทะเบียนสมรส การซื้อดอกกุหลาบ หรือการเสียตัวของวัยรุ่น
จากกรณีดังกล่าว ผมคิดว่า เราจะมองในแง่ร้ายเกินไป วันแห่งความรักก็มีจุดดีที่มีการส่งเสริมในทุกคนรักกัน เราอาจสนับสนุนให้ทุกคนในชาติรักกันอยู่แล้ว พ่อ กับ แม่ แม่ กับ ลูก ระหว่างเพื่อน ๆ ซ่งเป็นข้อดี และควรสนับสนุน ส่วนใครจะเสียตัวในวันนี้ หากเขามีสติเรื่องดังกล่าวก็จะไม่เกิด ผมคิดว่าถ้าเด็กคนใดไม่มีสติมันก็เสียได้ทุกวันอยู่แล้ว
สรุปการบรรยาย บทบาทข้าราชการไทยในยุคโลกาภิวัตน์ โดย คุณนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์
การเมือง
<div class="content"><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border-color: #ece9d8"><div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"> </p></div></td></tr></tbody></table></div>
</span><div class="content"> o การแข่งขันเสรี (แบบยุติธรรม?) </div><div class="content"> o นโยบายต่าง ๆ เกิดขึ้น เช่น FTA, การกีดกันทางการค้า, ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตร ฯลฯ </div><div class="content"> o ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ประเทศเล็กจะเสียเปรียบ </div><div class="content"> o ตัวอย่างบทความในคอลัมน์ “โลกาภิวัตน์ย้อนศร” ที่พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร เช่น ยา ซึ่งก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องของการต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศ </div><div class="content"> เราจะรับมือกับโลกาภิวัตน์อย่างไร? </div><div class="content"> สำหรับมิติทางด้านวัฒนธรรม </div><div class="content"> o WORKSHOP วิเคราะห์จากบทความ “นิยมวัฒนธรรมนอกเหตุให้เป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรม” </div><div class="content"> ความคิดเห็น </div><div class="content"> - นอกจากกระทรวงวัฒนธรรมแล้วกระทรวงศึกษาฯ มีบทบาทสำคัญ </div><div class="content"> - การปลูกฝังวัฒนธรรมในสถานศึกษา โดยเฉพาะการจัดกิจกรรม เช่น วันคริสต์มาส วันวาเลนไทน์ เป็นต้น ดังนั้น เราควรเน้นการปลูกฝังวัฒนธรรมไทยตั้งแต่การจัดกิจกรรมใน สถานศึกษา </div><div class="content"> - ปัญหาทางวัฒนธรรมนั้น นโยบายภาครัฐจะต้องชัดเจนเพื่อจะเป็นหลักเกณฑ์ไปสู่การปฏิบัติ </div><div class="content"> - การถูกครอบงำจากวัฒนธรรมต่างชาตินั้น พวกเราชาวกระทรวงวัฒนธรรมเองจะต้องเริ่มมองที่ตัวเราเองว่าตัวเราเองเริ่มทำเป็นตัวอย่างกันแล้วหรือยัง ดังนั้น เราควรเริ่มทำเป็นตัวอย่างอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้เราเอง (กระทรวงวัฒนธรรม) เป็นตัวอย่างให้แก่ผู้อื่นได้ </div><div class="content"> - เราควรจะสำรวจตัวเราเองก่อน การบริโภค การสร้างเอกลักษณ์ </div><div class="content"> - วัฒนธรรมมันอาจจะต้องเปลี่ยนตามกระแสโลกหรือมีพลวัตร แต่เราจะจัดระบบของเรายังไงไม่ให้วัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมที่ดีงามของเรา สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ ศีลธรรมจรรยา คุณธรรม จริยธรรมที่จะช่วยได้ ไม่ใช่วัฒนธรรม </div><div class="content"> - ดร.จีระ เสริมว่า“ในยุคที่โลกไร้พรมแดนเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่สิ่งที่สำคัญคือเราจะเลือกใช้อย่างไร เช่น วัฒนธรรมที่ดี มีประโยชน์ก็ไม่เสียหายที่เราจะนำมาใช้ เช่น การเป็นสังคมการเรียนรู้ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามันเป็นวัฒนธรรมของตะวันตกซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเราก็น่าจะรับเข้ามาใช้ แต่วัฒนธรรมไทยที่เป็นเรื่องที่ดีเราก็ต้องพยายามรักษาเอาไว้” </div><div class="content"> - กระทรวงวัฒนธรรมต้องบอกให้ได้ (Define) ว่าอะไรคือวัฒนธรรม อะไรคือแฟชั่น </div><div class="content"> - การที่สื่อนำเสนอบางครั้งสร้างความสับสนให้แก่สังคม ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องชัดเจนสร้างความชัดเจน และนำเสนอเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของคนส่วนใหญ่ในสังคม </div><div class="content"> - ตอนนี้เรามีทั้งวิกฤตและโอกาส คนวัฒนธรรมจะต้องมองให้ถูกจุดและแก้ปัญหาให้ถูกจุดและเรียงลำดับความสำคัญให้ได้ว่าอะไร คือ เป็นปัญหาเร่งด่วนที่เราจะต้องแก้ </div><div class="content">- โลกาภิวัตน์ส่งทั้งผลบวกและผลลบ เมื่อเราซึ่งเป็นกระทรวงวัฒนธรรมได้รับรู้ปัญหาแล้วก็อย่ามองว่ามันเป็นปัญหาเดิม ๆ แก้ไม่ได้ เพราะเราแก้ได้ เราต้องผลักดันให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไข เช่น การสร้างความเข้าใจให้แก่ส่วนต่าง ๆ ในสังคม โดยควรจะเริ่มที่สถาบันครอบครัวก่อนเพราะมีความสำคัญมากและเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งวัฒนธรรมและสังคม</div><div class="content"> WORKSHOPเราควรจะสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์โดยเข้าไปร่วมกับกระแสของทุนนิยมหรือเราจะสู้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง? </div><div class="content">ความคิดเห็น</div><div class="content"> กลุ่ม 2เราคงหลีกเลี่ยงโลกาภิวัตน์ไม่ได้ แต่เราจะต้องอยู่ในสังคมโลกาภิวัตน์ให้ได้โดยใช้เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นเครื่องช่วย และปรับใช้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น </div><div class="content"> o เรื่องบริหารจัดการ </div><div class="content"> o เรื่องทุนทางวัฒนธรรม </div><div class="content"> o เรื่องการสร้างจิตสำนึกเพื่อให้คนมีภูมิคุ้มกัน </div><div class="content"> กลุ่ม 5เราต้องตั้งรับโลกาภิวัตน์อย่างมีสติ โดยใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือ ขณะเดียวกันเราก็ต้องรุก โลกาภิวัตน์ด้วยโดยใช้ความได้เปรียบของเรา คือ มิติทางวัฒนธรรมของเรา </div><div class="content"> o ในภาคธุรกิจกระทรวงวัฒนธรรมจะส่งสัญญาณเรื่องอะไรให้เขาได้บ้าง </div><div class="content"> o ในภาคประชาชนเราจะเผยแพร่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร </div><div class="content"> กลุ่ม 3 </div><div class="content"> - โลกาภิวัตน์เป็นวัฒนธรรม เราจึงจะต้องไปด้วยกันกับโลกาภิวัตน์อย่างชาญฉลาด มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน นั่นก็คือการใช้เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง </div><div class="content">- โลกาภิวัตน์ถ้าเป็นเรื่องที่ดีเราก็ควรรับ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมซึ่งเราควรจะเลือกรับสิ่งที่ดี และมีประโยชน์ต่อเรา ต่อสังคมของเรา</div><div class="content"> กลุ่ม 6 </div><div class="content">- เรารู้จริงรึยังเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง?</div><div class="content">- การเข้าสู่สังคมโลกาภิวัตน์ข้อเสียคือ เราแข่งกับคนที่เก่งกว่าเรา ใหญ่กว่าเรา แต่เศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เราเจ็บตัวน้อยลง</div><div class="content">- เศรษฐกิจพอเพียงดูเหมือนจะขัดแย้งกับทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับเราคงจะต้องผสมผสานทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน คือ การแข่งขันบนความไม่ประมาณและมีภูมิคุ้มกัน</div><div class="content"> กลุ่ม 7 </div><div class="content"> - ในกระแสของโลกาภิวัตน์เราจะต้อง </div><div class="content"> 1. รู้เขารู้เรา เลือกรับ ปรับใช้ </div><div class="content">2. ยึดหลักการมีส่วนร่วมหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐด้วยกันเอง ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชนเพื่อสร้างพลัง</div><div class="content"> กลุ่ม 1 </div><div class="content">- ในกระแสของโลกาภิวัตน์เราจะต้อง </div><div class="content">1. ใช้โลกานุวัตร </div><div class="content">2. ใช้โลกาภิวัตร</div><div class="content">3. ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง</div><div class="content"> ข้าราชการจะปรับตัวอย่างไรในยุคโลกาภิวัตน์? </div><div class="content"> 1. โปร่งใส พร้อมรับการตรวจสอบ </div><div class="content"> 2. เปิดรับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน </div><div class="content"> 3. ทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ </div><div class="content"> 4. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง </div><div class="content"> 5. ทำงานแบบบูรณาการ </div><div class="content"> 6. คิดเป็น (คิดสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม) ทำงานเชิงรุก </div><div class="content"> *7. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง </div><div class="content"> 8. ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง </div>
ในการบรรยายเรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาและบริหารคนในการสร้างผลงานที่เป็นเลิศและมูลค่าเพิ่ม" นั้น
ค่านิยมขององค์กร (organization's value) ดูจะเป็นปัญหาสำหรับเรา เพราะดูเหมือนว่าในองค์กรหลายๆองค์กร ค่านิยมองค์กรก็มักจะเป็นค่านิยมของผู้บริหารมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้บริหารมององค์กรไม่รอบคอบหรือมุ่งเน้นไปทางใดทางหนึ่ง
ค่านิยมองค์กรน่าจะมาจากความคิดร่วมกันของบรรดาสมาชิกในองค์กร เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร ภายใต้การวินิจฉัยกลั่นกรองของผู้บริหาร
กลุ่ม ๖
๑. นายสุรจิตร สุจิตรเมธี
๒. นางอัมพร ชนะทอง
๓. นายพีรพน พิสณุพงศ์
๔. นายนิติ แสงวัณณ์
๕. นายประจวบ เทพศิริสุนทร
๖. นายศักย ขุนพลพิทักษ์
๗. นายสมศักดิ์ จีระธัญญาสกุล
บทเรียนจากส้ม โดยคุณพจนารถ ซีบังเกิด
เลือกส้มมา 1 ผล พินิจพิจารณา พูดคุยเจรจา จนเป็นส้มที่สนิท แล้วนำไปรวมกัน เมื่อค้นหาส้มกลับคืน ส่วนใหญ่ได้ใบเดิม หรือยืนยันว่าใบเดิม(ทั้งๆที่อาจเปลี่ยนไปแล้ว) แต่บางคนไม่ได้ใบเดิม ยืนยันว่าไม่ใช่ใบเดิม(ก็คนที่หยิบผิดไปไม่ยอมรับ แล้วก็เหลือที่ไม่ใช่)
ผลส้มคืองาน คือเจ้านาย คือลูกน้อง ซึ่งเราเลือกไม่ได้ เขาอาจหายไปมีคนใหม่มาแทนทั้งโดยการที่เขาอยากไปหรือเขาถูกคว้าตัวเอาไป แต่ที่สำคัญถ้าเราไม่มีเขาก็ไม่ได้ จึงต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้เขาเป็นอย่างที่เราต้องการ หรือหากทำให้เขาปรับตัวเป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้ เราจะปรับตัวให้ไปกับเขาได้อย่างไร
กลุ่ม ๖
๑. นายสุรจิตร สุจิตรเมธี
๒. นางอัมพร ชนะทอง
๓. นายพีรพน พิสณุพงศ์
๔. นายนิติ แสงวัณณ์
๕. นายประจวบ เทพศิริสุนทร
๖. นายศักย ขุนพลพิทักษ์
๗. นายสมศักดิ์ จีระธัญญาสกุล
การประชาสัมพันธ์องค์กร นอกจากจะขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ขององค์กรแล้ว ภาพลักษณ์ของคนในองค์กรโดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์กรด้วย
ลองมองดูตัวเองว่าเป็น อินเดียน่าโจนส์ หรือ อินเดียหน้าโจร ก่อนที่จะไปประชาสัมพันธ์องค์กร หากเป็นอย่างหลังแล้ว น่าจะทำเอกสารเผยแพร่เสียจะดีกว่าไปนำเสนอด้วยตนเอง
ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ อวิหึสญฺจํ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ
กลุ่มที่ ๖
๑. นายสุรจิตร สุจิตรเมธี
๒. นางอัมพร ชนะทอง
๓. นายพีรพน พิสณุพงศ์
๔. นายนิติ แสงวัณณ์
๕. นายประจวบ เทพศิริสุนทร
๖. นายศักย ขุนพลพิทักษ์
๗. นายสมศักดิ์ จีระธัญญาสกุล