การบรรยาย เรื่อง สังคม เศราฐกิจ และโลกาภิวัตน์ กับผลกระทบต่อกระทรวงวัฒนธรรม
โดย ศ.ดร.สมภพ  มานะรังสรรค์
Analytical Mind
 Data Collectionข้อมูล (Data) เป็น ข่าวสาร (Information)
Information Mean End 
การแปรรูปข้อมูลดิบ เป็นวิธีการ หรือ เครื่องมือที่ Achieve the End
การมีข้อมูลข่าวสารจึงเพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างองค์ความรู้  (Knowledge)
การเปลี่ยนจาก Production Based Economy สู่ Knowledge Based  Economy/Society
·       Production Based Economy สังคมที่อิงอยู่การผลิตเพื่อการส่งออก
       o     ดังนั้นเมื่อเกิดกรณีค่าเงินบาทแข็งค่า จึงกระทบกับผู้ส่งออก เนื่องจากแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทได้มูลค่าที่ต่ำกว่าแต่ก่อน
·       Knowledge Based Economy/Society  สังคมที่อิงข้อมูลข่าวสาร ใช้องค์ความรู้เป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่ม
       o     สามารถสร้าง Country Image (ภาพลักษณ์ของประเทศ) และสามารถสร้าง Product Image (ผลิตภัณฑ์ของประเทศ) ทำให้คนต่างประเทศอยากซื้อสินค้า และเดินทางมาประเทศไทยมากขึ้น
       o     How to build up Country Image เพื่อ promote สินค้า และบริการการท่องเที่ยวของเรา
สรุปแล้ว ประเทศไทยลำบากมากขึ้น เมื่อขึ้นอยู่กับ Production Based Economy ทำให้ปัจจุบันไทยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น เช่น เวียดนาม (คนเก่งมาก สังเกตได้จากเป็นชาติเดียวที่ชนะสงครามอเมริกันได้)
เวียดนาม เปรียบดังสายเดี่ยว Center Point
(GDP 5 หมื่น สี่พันล้านเหรียญต่อปี เท่ากับ ¼ ของไทย)
ไทย เปรียบดังสายเดี่ยว เคี้ยวหมาก (เศรษฐกิจ โตจนเริ่มแก่แล้ว
วิเคราะห์จาก GDP 2 แสนล้านเหรียญต่อปี)
สังเกตว่า เวียดนาม เศรษฐกิจสามารถยังเติบโตได้อีก และเป็นไปอย่างรวดเร็ว 
ดังนั้น ประเทศไทยควรเปลี่ยนจาก Production เป็น Knowledge เข้าไปใส่ในสินค้าบริการมากขึ้น  
Data เป็น Information เป็น Knowledge เป็น Wisdom เป็น Vision   
** Vision – ต้องมี Analythical Mind
ทำให้สิ่งอื่นคู่กับเราไม่ได้
Product Differentiation  By Cultural  Factor-          ใส่ตัวแปรวัฒนธรรมเข้าในสินค้า เช่น อาหารญี่ปุ่นเป็นต้น
-          ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถเปลี่ยนสินค้าเป็น Brandnameของตนเอง หลังจากที่จัด กีฬาโอลิมปิก
-          Ford 2447  GM 2448 ตัวอย่างของยานยนต์โลก แต่ปัจจุบัน โดน Toyotaแซง หลังจากจัดกีฬาโอลิมปิก
-          การมี Brand name สามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างมหาศาล  เช่น Nike และ Addidas ได้กำไร 10 เท่า
      จากการมี Brandname เนื่องจากใช้ความเป็น Cultural Product สู่การสร้างความแตกต่างขึ้นมา เป็นจุดกำเนิดของการสร้าง Brand Loyalty  (ตัวแปรด้าน Culture ที่ติดเป็นนามธรรม สามารถนำสู่การสร้างความแตกต่างที่ถาวรยาวนาน)
ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เกิดจาก
                        1. มีนักข่าวจำนวนมาก
                        2. มี VIP จำนวนมาก               
ช่วยในการโปรโมทสินค้า และสร้าง Brand ใหม่
**ประเทศไทย จุดเด่น คือการท่องเที่ยว   ควรใช้เป็นจุดเริ่มในการ Promote ให้คนนึกถึงประเทศไทย  
ตัวอย่าง ธรรมเนียมชาวดัชท์ ซื้อดอกไม้ไปฝาก (ประเทศที่ส่งออกดอกไม้เป็นอันดับหนี่ง ทุกมุมถนนมีร้านขายดอกไม้อยู่ทั่วประเทศ) 
ตัววัด เศรษฐกิจรัสเซีย ดีไม่ดี ใช้  Soi NaNa Index เป็นตัววัด (วันไหนคืนไหนเข้าไปซอยนานาแล้วเจอสาวรัสเซียเต็มไปหมด แสดงว่าไม่ดี หนุ่มรัสเซีย เต็ม แสดงว่าดี )เศรษฐกิจไม่ดี ผู้หญิงรัสเซียจะออกมาหาเงินจากข้างนอก (รัสเซีย อยากได้เงินบาท เนื่องจากทุกเดือนพฤศจิกายน มาเมืองไทย และกลับไปเดือนมีนาคม)
           สายการบินไทย กับ สายการบินจีน ถ้าบินคู่กัน สายการบินจีน จะแจกของแจกสารพัดเพื่อดึงดูด
           ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวไปจีน ได้  One Stop Shopping เพื่อเอาไปใช้ในประเทศของเขา  ทำให้ไม่อยากมาประเทศไทย เพราะไทยเอาของจีนมาขาย  ทำให้ในอนาคตไทยจะผลิตสู้กับเขาไม่ไหวประเทศไทยจะอยู่รอดได้อย่างไรถ้าไม่ขาย Cultural Product ที่เชื่อมโยงกับภาคบริการ
** ประเทศไทยต่อไปนี้จะไม่ใช่ Production Based Economy เราต้องเป็น Service Based Economy ต้องขึ้นอยู่กับภาคบริการมากขึ้น
            เมื่อคนร่ำรวยขึ้น จะกินและเที่ยวมากขึ้น และถ้านึกถึงประเทศไทยเป็นอันดับแรก ๆ ก็จะมาที่ประเทศไทยมากขึ้น 
           (ประเทศจีนมีประชากร 1,300 ล้านคน = 21% ของโลก (6,400 ล้านคน)) เศรษฐกิจประเทศจีนอย่างมากเป็นสายเดี่ยว RCA มีขนาดของ GDP 2.6 ล้านล้านเหรียญ  ของโลก 42 ล้านล้านเหรียญ  (20กว่า%ของโลก)
                USA  GDP 13.7 ล้านล้านเหรียญ  ประชากร 4.5% ของประชากรโลก  (30กว่า %ของโลก)
                 ดังนั้นสรุปได้ว่า เศรษฐกิจจีนต้องโตกว่านี้แน่นอน            
                  GDP จีน  ไม่โตสมัยก่อนเนื่องจากเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ มุ่งสู่การเป็นสังคมไร้ชนชน ทำลายความคิดแบบทุนนิยมทั้งหมด รัฐเป็นเจ้าของ
                  ประเทศจีน เป็น Production Economy ต้องขายของได้มาก ดังนั้นจึงขายของราคาถูก ดังนั้นประเทศไทยไม่สามารถผลิตสู้จีนได้ ไทยจึงควรเปลี่ยน Service Based Economy  โดยใช้ Historical Factor และ Cultural Factor
             ทำไมคนต่างชาติถึงชอบดูบ้านเชียงและกรุงเก่าศรีอยุธยา  
Sequences Economic Development 
1.   Collection Economy
ไทยเป็นประเทศที่รวบรวมของจากธรรมชาติมาขาย                            
- เป็นตัวแปรที่สร้างความรุ่งเรืองในอดีต
- เป็นมาตั้งหลายร้อยปีทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นที่รู้จักในนานาชาติมาก เช่น ดัชท์ ส่งออกหนังกวางจากไทย ได้กำไรมหาศาล จนอยากจะขอผูกขาด            
            กรุงศรีอยุธยามีอายุ 417 ปี กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุ 225 ปี            เพราะเหตุใดกรุงศรีอยุธยา จึงเป็นราชธานีไทยที่ยาวนาน  และมีความมั่งคั่ง
          เพราะเป็นเมืองท่าที่มีการค้ากับต่างประเทศ มีสถานีการค้าของโปรตุเกส   ปากน้ำพระประแดง (New Amsterdum) ค้าขายกับดัชช์   กับประเทศฮอลแลนด์ 400 ปีที่แล้ว           
          จดหมายเหตุกรุงศรีอยุธยาเล่มแรกเขียนด้วยคนโปรตุเกส         การค้าขายกับดัชช์ เช่น ของป่า (หนังกวาง)จากไทย เอาไปทำโล่ห์ และเสื้อเกราะ
         ไทยส่งออกไม้กฤษณา ไม้ฝาง ส่งไปเมืองจีน                
          พืชส่งออกที่ยาวนานมากของไทยคือ พริกไทย           
          สังเกต จาก พระเจ้าตากสินไปตีเมืองจันทน์ ก่อน ที่จะมากรุงศรีอยุธยา เนื่องจากบิดา พระเจ้าตากเป็นคนจีนเชื้อสายแต้จิ่ว พระเจ้าตากตีเมืองจันทน์ เพราะ จะเอาสำเภาบรรทุกพริกไทยไปขายที่จีน ทั้งเรือ และพริกไทย  เอาเงินมาสร้างเรือรบภายใน 7 เดือนและสามารถชนะพม่าจนกอบกู้เอกราชให้กรุงศรีอยุธยาสำเร็จ
            สินค้า 3 ตัวที่ทำให้ต่างชาติสนใจประเทศในเอเชีย ได้แก่  ใบชา ผ้าไหม เครื่องเทศ (พริกไทย , กระวานฯลฯ)
             สินค้าที่ทำให้เศรษฐกิจสมัยรัชกาลที่ 3 รุ่งเรืองมาก คือน้ำตาล (ผลิตที่ลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี และ ชลบุรี) แต่ยังไม่สามารถสู้เกาะชวาประเทศอินโดนีเซียไม่ได้ 
            ต่อมาอุตสาหกรรมยางพารา เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มโตสหรัฐอเมริกา
           สมัยรัชกาลที่ 4 สัญญาเบาว์ริ่ง ทำให้น้ำตาลผลิตสู่อินโดนีเซียไม่ได้ เนื่องจากดัชด์ ส่งเสริม ให้ชวาผลิตน้ำตาลมากขึ้น ภาษีแค่ 3% ทำให้ไทยส้ไม่ได้
2.   Production Economy
       1. เริ่มจากการค้าเสรีที่มาพร้อมการเซ็นสัญญาเบาว์ริ่ง ปี 1958                            
             2. Transportation Development ความเปลี่ยนแปลงของการสื่อสารและขนส่ง เปลี่ยนจากเรือสำเภา เป็นเรือที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ เกิดการย้ายฐานอุตสาหกรรมจากยุโรปมาสู่เอเชีย
                 - มีการตัดคลองซูเอต เพื่อเชื่อมโยงระหว่างไทยและยุโรป ย่นระยะเวลา ทำให้ส่งออกได้มากขึ้น             ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นข้าวกล้อง (กึ่งสี กึ่งไม่สี) ถ้าส่งออกเป็นข้าวเปลือกข้าวสามารถงอกได้ระหว่างทาง                        
            3. พัฒนาของการสื่อสาร การมีโทรเลขในปลายรัชกาลที่ 5 กรุงเทพ เชื่อมย่างกุ้ง ,ไซง่อน, ปารีส             เปลี่ยนเกษตรแบบยังชีพ มาเป็นแบบก้าวหน้า เริ่มจากการค้าข้าวสมัยปลายรัชกาลที่        
            Communication – ปัจจุบันการสื่อสารยุคอินเตอร์เนต online ประเทศไทยเป็น Production Economy เริ่มจากเกษตร  อุตสาหกรรมสิ่งทอ Garmentเครื่องใช้ไฟฟ้าคอมพิวเตอร์ 
3. Service Economy เริ่มจากที่จีนเปิดประเทศปี 1992 ทำให้ค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย การผลิตต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าประเทศไทยมาก ทำให้ถูกตีตลาด ไปเรื่อย ทำให้ไทยไม่สามารถรักษา Production Economy ได้เนื่องจากคู่แข่งมากขึ้น ทั้ง จีน และเวียดนาม
          ไทยจึงควรเปลี่ยนเป็น Service Economy ซึ่ง ต้องมี History Factor และ Cultural Factor ด้วย 
           โดยประเทศไทยอาจขาย
             1. Tourism             
             2. Food Service ใส่ Culture ไปด้วย (ตำราทำอาหารฉบับแรก อยู่ในปลายรัชกาลที่ 5 ชื่อหนังสือแม่ครัวหัวป่า)                   
             3. ธุรกิจบันเทิง เช่น หนังพระนเรศวร                      
             4. Health Care การสาธารณสุขทั้งปัจจุบัน และ โบราณ                      
            5. การกีฬา สปอร์ต เช่น สนามกอล์ฟ
4. Speculation Economy  
ถาม-ตอบ
ราขายมิติอะไรในศิลปะวัฒนธรรม
กลุ่มที่ 4 มีคนบอกว่างานวัฒนธรรมเหมือนใส่แหวนเพชร  ดังนั้นการจะสร้างความตระหนักให้คนทุกระดับเห็นคุณค่าของการมีแหวน ทางลัดที่จะช่วยได้  คนระดับผู้นำของประเทศ จะช่วยลดภาระในการสร้างความตระหนักในเชิงวัฒนธรรม ซึ่งยากมาก
ตอบ เรื่องแรก เราจะต้องผลักดันเพื่อให้ผู้นำเห็นคุณค่า จะรอผู้นำอย่างเดียวคงเป็นไปได้ยาก ต้องทำแบบ  Bottom Up ด้วย งานต่อไปคือนำไปคบคิด และสร้างแผนงานขึ้นมา
กลุ่ม 1 จากที่ อาจารย์บอกว่า ไทยควรก้าวสู่ Service Base Economy ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมมีบทบาทหลักในการสร้าง History Factor และ Cultural Factor ถ้าจะจับฐานลูกค้าเกี่ยวกับประเทศจีน จะจับจุดอะไร
ตอบ พัฒนาการของ SMEs มีมาก ดังวารสารที่อาจารย์เขียน  ออกวิทยุ  ศูนย์จีนศึกษาที่จุฬาฯ คาดว่าไทยน่าจะได้ประโยชน์ในเรื่องการท่องเที่ยว เนื่องจากคาดว่าในอนาคตจีนจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้น ส่วนสินค้าที่ขายให้จีน นั้น อาจจะยากกว่า ตัวอย่างเช่น สร้างมิติประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมเสริมการท่องเที่ยวที่เยาวราช  การค้าสำเภาระหว่างไทยกับจีน เป็นต้น