สวัสดีครับ


ขอต้อนรับเข้าสู่โครงการพัฒนาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาสายสนับสนุน มหาวิทยาลัยทักษิณ (ช่วงที่ 1: ระหว่างวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2560)

ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการพัฒนาผู้นำและนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยทักษิณรุ่นที่ 1 เมื่อปีที่แล้ว


ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยทักษิณจัดโครงการให้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 51 คน จากทั้งวิทยาเขตสงขลาและพัทลุง


และขอใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ที่เราจะเรียนร่วมกันสำหรับช่วงที่ 1 ครับ


จีระ หงส์ลดารมภ์


#โครงการพัฒนาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยทักษิณ

#TSUsupportingleaders2017



โครงการพัฒนาผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาสายสนับสนุน

.. สร้างพลังในการขับเคลื่อนความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย

สรุปการบรรยาย

วันที่ 4 กรกฎาคม 2560

ณ ห้องประชุมอาคารห้องสมุด ชั้น 2 มหาวิทยาลัยทักษิณ


(สรุปการบรรยายโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy)

 

พิธีเปิด

กล่าวต้อนรับและรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการ

โดย    อาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์

         รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ

 

         ตามที่ ม.ทักษิณทำแผนบริหารทรัพยากรบุคคลของมหาวิทยาลัยตามแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี

1. การวางแผนกำลังคน สรรหา คัดเลือก สร้างและปลูกฝังค่านิยมองค์กร มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และทัศนคติที่ดีของมหาวิทยาลัย เพื่อการขับเคลื่อนความเป็นผู้นำ ม.ทักษิณ ได้อย่างมีคุณภาพในระดับสากล

โครงการนี้เป็นโครงการที่ 2 โครงการแรกจัดเมื่อต้นปี 2559

         การพัฒนาการศึกษาในวันนี้เริ่มจากการศึกษาบริบทของปัจจุบัน บทบาทต้องเป็นการดำเนืนงานตามภารกิจของมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและบริหาร ซึ่งการจัดหลักสูตรในครั้งนี้ ได้มีการเริ่มเช่นเดียวกับหลักสูตรแรก คือการยกร่างหลักสูตร และร่วมหารือกับหัวหน้าฝ่าย ในนามผู้รับผิดชอบโครงการฯ ผู้บริหารสายสนับสนุน ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทุกท่าน และอธิการบดีที่ให้ดำเนินกจัดการโครงการ

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1. เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ และพัฒนาผู้บริหารสายสนับสนุนให้มีวิสัยทัศน์ ความรู้ ทักษะการบริหาร      และการสร้างเครือข่ายในการบริหารงาน ภาวะผู้นำ การทำงานเชิงรุก การสร้างแรงบันดาลใจและทัศนคติที่ดีเพื่อการพัฒนาตนเอง งาน และองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

2. เพื่อถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้ (Process of Learning) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ แก้ปัญหา และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมในการเรียนรู้และนำไปสู่การเป็นองค์การและสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยพัฒนาให้ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

3. เพื่อเปิดโลกทัศน์และมุมมองของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ให้ได้รับความรู้ แนวคิด และกรณีศึกษาที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์จากผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ที่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยซึ่งจะสามารถให้คำแนะนำแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคตได้

4. เพื่อจุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ สร้างพลังในการพัฒนาและขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

         หลักสูตรในวันนี้เป็นหลักสูตร 60 ชั่วโมงรวมระยะเวลา 10 วัน สัปดาห์ละ 2 วัน มีการศึกษาดูงาน และการมอบหมายงานการศึกษาเพิ่มเติม

         มีการประเมินผล 2 ส่วนคือ การประเมินจากการเข้าชั้นเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 และการจัดทำกิจกรรมตามหลักสูตรร้อยละ 70 ซึ่งการเรียนจะมีการบ้านไปทำต่อให้ได้รับความรู้ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วันนี้จึงเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ มีผู้เข้าร่วม 51 คน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม

         1. ผู้บริหาร

         2. หัวหน้างาน เตรียมเป็น Successor ในอนาคต

         3. ผู้ที่สนใจเรียนรู้เรื่องการบริหาร

         หลักสูตรนี้จึงเป็นหลักสูตรเพื่อสายสนับสนุนโดยเฉพาะ

 

กล่าวเปิดหลักสูตรและให้ข้อคิดเพื่อการเรียนรู้

โดย    รศ.ดร.วิชัย ชำนิ

         อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ

 

         เรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ดร.วิชัยได้ให้ความสำคัญอันดับต้น ๆ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จริง ๆ แล้วตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี จากการเข้าร่วมหลักสูตรทำให้รู้ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ได้ผลนั้นไม่ใช่การบรรยาย ไม่ใช่การเสริมความรู้ การเสริมทักษะ ความรู้ ทักษะหาได้ แต่คือการเสริมทัศนคติ กระบวนการคิด โลกทัศน์ จึงคิดว่าจะทำอย่างไรที่เสริมทัศนคติคนให้เอื้อต่อการเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าขององค์กร

         ในช่วงแรกมีการดูในเรื่องระบบ และคน ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้วทั้ง 2 ส่วนนี้มีความสำคัญพอกัน ทั้งสองส่วนต้องไปด้วยกัน คือต้องคนดี และระบบดี จึงได้ตั้ง 2 เรื่องไว้ที่รองอธิการบดีท่านเดียวกันคือรองพัฒนาทรัพยากรฝ่ายบุคคลและดูเรื่องระบบด้วย

         มีการนำระบบ EdPEx เพื่อให้องค์กรพัฒนาศักยภาพองค์กรของตนเอง โดยทุกองค์กรต้องตอบว่าจะทำอะไร ความสำเร็จอยู่ตรงไหน ดังนั้น การทำงานครั้งนี้จึงมุ่งไปที่ EdPEx ซึ่งมาจากการพัฒนา TQA ของสหรัฐอเมริกา

         เราต้องไม่ทำอย่างสะเปะสะปะไปเรื่อย เราต้องพัฒนาองค์กรในประเทศ และยึดในแบบองค์กรที่เป็นแบบอย่าง เชื่อว่าการอิงตามระบบนี้จะพัฒนาองค์กรได้ ในขณะเดียวกัน การพัฒนาองค์กร ก็ต้องพัฒนาคนในองค์กรไปด้วย

         ได้ทำการศึกษาข้อมูลพบว่า ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทำทางด้านนี้ จึงเรียนเชิญท่านเข้ามาจัดหลักสูตรในครั้งที่ 1

         

         ยกตัวอย่าง เรื่องการบริหารสายสนับสนุนที่ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า การที่องค์กรจะดีหรือไม่ดี ส่วนหนึ่งอยู่ที่สายสนับสนุนด้วย ในระบบอังกฤษจะมีการแยกชัดเจนในเรื่อง Executive กับ Administration ถ้าบริหารผิดพลาดสายสนับสนุนรับเต็ม ๆ แต่ถ้านโยบายผิดพลาด สายผู้บริหารระดับสูงที่วางนโยบาย Executive ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ในระบบอังกฤษถือว่าสายสนับสนุนจะเป็นนักบริหารมืออาชีพ และสามารถเลื่อนสู่ตำแหน่งสูง ได้มีการแย่งตัวและถูกซื้อในราคาแพง

         สายสนับสนุนคือนักบริหาร นโยบายคือ Executive แต่ประเทศไทยแยกไม่ออกว่าเป็นงาน Executive หรือ Administration ที่เล่าให้ฟังคือ ถ้าจะใช้ระบบในประเทศที่ทำเรื่องนี้มานาน สายสนับสนุนสำคัญมาก สายวิชาการที่มาบริหารระดับสูงแค่กำหนดนโยบาย และการนำนโยบายสู่การปฏิบัติเป็นเรื่องของสายสนับสนุน ซึ่งสามารถทำเป็นอาชีพได้ มีการซื้อตัวได้ เป็นต้น

         สิ่งที่พูดมาทั้งหมด ไม่ห่วงเรื่องความรู้ เรื่องทักษะ แต่จะสำเร็จด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิดในการพัฒนาองค์กร การมององค์กรและต้องคิดต่อเพื่อจะพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น ต้องการพัฒนาบุคลากรทุกคนเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าขององค์กร การเสริมความรู้ ทักษะ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การพัฒนาวิสัยทัศน์ ทัศนคติ วิธีการบริหาร เป็นเรื่องที่ยาก ต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเปลี่ยนได้ มีความเชื่อมั่นว่า ศ.ดร.จีระ จะมีอะไรที่มาสร้างการกระทบให้พวกเราคิดและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้


กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยทักษิณที่ให้เกียรติและไว้วางใจให้ Chira Academy เป็นผู้จัดการวิชาการของโครงการฯ 

โดย    ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และประธาน Chira Academy

 

       งานนี้เป็นงานต่อเนื่องจากโครงการในชุดที่แล้วที่ท่านอธิการบดี และรองอธิการบดีเป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งโดยทั่วไปปกตินั้นการมีไอเดียบางครั้งไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งที่ควรทำคือเราต้องกล้าตัดสินใจมากขึ้น

       โอกาสที่ ม.ทักษิณ จะทำเรื่องคนมีโอกาสเปิดกว้าง และในวันนี้นับเป็นวันที่ท้าทายมาก

       สายสนับสนุนนับว่าเป็นกลไกสำคัญมากสำหรับมหาวิทยาลัย และดีที่ท่านอธิการบดี ดร.วิชัย และรองอธิการบดีสายพิณ ตัดสินใจทำหลักสูตรนี้

       โดยส่วนตัว ดร.จีระ ถือว่าโชคดีที่มีสายสนับสนุนช่วยทำงานในการแบ่งเบาภาระบางอย่าง เพื่อที่จะทำงานในหลาย ๆ เรื่องได้ดียิ่งขึ้น

       การสร้าง Demand ในโลกมีมากมาย ใครอยู่ในโลกนี้ก็มาเรียนได้ หลักสูตรนี้สิ่งที่ซ่อนไว้คือการเปิดโลกทัศน์ หลักสูตรนี้เรียนน้อยกว่ารุ่นที่แล้ว แต่น้อยไม่เป็นไร เพราะเราะต้องเพิ่ม Productivity คือการใส่ Input เท่าเดิม แต่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

       สิ่งที่อธิการบดีมองคือ การมองแบบ Realistic และ Relevance วันแรกเป็นวันที่สำคัญที่สุด

ทุกสิ่งไม่ได้อยู่ที่สาระเท่านั้น แต่อยู่ที่ Content ที่ทุกคนต้องพร้อมที่จะเปิดกว้าง ให้โอกาสทุกคนได้มีการปะทะกันทางปัญญา

       จากรายชื่อสายสนับสนุนเป็นคนรุ่นใหม่ มีหลายท่านที่มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และมีความหลากหลาย ประเด็นอยู่ที่ทุกคนพร้อมหรือไม่ที่จะกระโดดออกจากกล่อง ให้ทุกคนเรียนร่วมกัน จับมือกัน

       สิ่งที่ควรทำคือ ต้องมองว่าฉันจะให้อะไรแก่ TSU ไม่ใช่ว่าฉันจะได้อะไรจาก TSU ขอให้ทุกท่านมาร่วมกัน


วิชาที่ 1 ปฐมนิเทศ แนะนำทฤษฎีที่สำคัญเพื่อการเรียนรู้ และข้อคิดเพื่อการพัฒนา

โดย    รศ.ดร.วิชัย ชำนิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ

       อาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ

         ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         อาจารย์อัมพา อาภรณ์ทิพย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

อาจารย์วราพร ชูภักดี

 

Workshop

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1.      ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

2.      ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

3.      ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         เคยถามตัวเองว่าประสบความสำเร็จเพราะอะไร เพราะมีคนสายสนับสนุนช่วย มีผลการวิจัยจากต่างประเทศในแคลิฟอร์เนียพบว่า ความประสบความสำเร็จเกิดจากสายสนับสนุน

         1. ต้องทำหน้าที่ในการประสานงานกับมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านวิชาการ

         2. ต้องบริหารลูกน้องให้ได้ เพราะถ้าลูกน้องไม่มีความสุข อาจารย์จะมีความสุขได้อย่างไร

         บทบาทสำคัญที่สุดคือช่วยทั้งด้านบริหาร และด้านวิชาการ แต่ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือวัฒนธรรมองค์กร ฝ่ายสนับสนุนเป็นฝ่ายที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุดสำหรับมหาวิทยาลัยในอนาคต 

         หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรแรกที่ทำสายสนับสนุน สิ่งนี้คือ Opportunity ที่ยิ่งใหญ่

สิ่งที่ฝากไว้

1. อย่ากลัวว่าทำงานไม่สำเร็จ เพราะว่าต้องทำงานร่วมกัน ต้องจับมือกันไว้

2. อย่ามี Gap ว่า ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์สูงกว่าเรา ต้องทำตัวแบบ Complimentary เช่นอาจารย์ทำตัวเป็นไข่ดาว เราต้องทำตัวเป็นขนมปัง และอย่าขาดความมั่นใจตนเองเด็ดขาด ต้องทำตัวให้เสมอภาค ถ้ามี Gap ตรงไหน ก็เติม

อะไรที่เป็นแก่นของความคิด ให้คิดอะไรที่เป็นแก่นของตัวเอง คือเป็น Original ไม่ต้องลอก แม้เป็น Support System ก็มีอะไรให้คิดในมุมของตัวเอง สิ่งที่อยากฝากไว้คือ Original คนสายสนับสนุนส่วนใหญ่จะรู้หมด แต่อาจขาดความมั่นใจ และต่อไปอาจจะต้องก้าวหน้ามากขึ้น

 

อาจารย์อัมพา อาภรณ์ทิพย์

         เป็นสายสนับสนุนมาที่คณะแพทย์ศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มีหน้าที่เป็นผู้ประสานจัดอบรม เป็นผู้สังเกตการณ์ และเป็นนักเรียนหลังห้อง เพื่อติดตามประเมินผล

         กรณีของคณะแพทยศาสตร์ เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน คนวัยบุกเบิกเริ่มทยอยเกษียณ ทุกสิ่งทุกอย่างคณะแพทยศาสตร์ ได้มีการประกันคุณภาพมาอีก มีคุณภาพการศึกษาการบริหารจัดการ องค์กร และเครื่องมือต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น 5 ส. TQM LEAN จึงเสมือนเป็นการเตรียมบุคลากรเข้ามาในอนาคต

         คนกลุ่ม Gen Y เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ต้องถามตัวเองว่า เราให้อะไรกับ TSU ไม่ใช่ TSU ให้อะไรกับเรา

         การเตรียมผู้บริหารคือ 3 High คือ High Performance, High Original และ High Pay ต้องดูว่ามีวัตถุประสงค์อะไร และผลที่ได้เป็นตามวัตถุประสงค์มากน้อยแค่ไหน เราต้องย้อนกลับดูอีกว่าเพราะอะไร เราตั้งเป้าหมายสูงเกินไปหรือไม่ และเมื่อจบหลักสูตรต้องการให้ผู้เข้ารับการอบรมทำงานร่วมกันเป็นทีม

         จากที่เคยเข้ารับการอบรมในหลักสูตร ได้โครงการนวัตกรรม 5 เรื่องต่อรุ่น และรุ่นที่ 3 มีการเพิ่มโครงการเดี่ยวเพื่อพัฒนางาน เพื่อให้ผู้เรียนรู้วิธีการไปสู่การปฏิบัติงานให้ถูกต้อง

         การตอบโจทย์ว่าทำไมต้องเลือกทีม ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ โดยการเริ่มจากการทำ Pre-Planning ร่วมกันว่าให้คณะแพทยศาสตร์ทำอะไร ทำให้บุคลากรออกจาก Comfort Zone ตอนมาใหม่ ๆ ไม่ค่อยอยากมา เพราะไม่รู้ว่ามาแล้วได้อะไร แต่หลังจากมาแล้วได้ออกจาก Comfort Zone ได้รู้กว้างมากกว่ารู้ลึกอย่างเดียว เข้าใจคนอื่นมากขึ้น ได้มีการอ่าน Text Book มีการวิเคราะห์หนังสือ การจัดกิจกรรม มีบรรยากาศการพัฒนาบุคลิกภาพ มีการวิเคราะห์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน

         ประโยชน์ที่ได้ ต้องมีความยืดหยุ่นก่อน อย่าเครียด ต้องเปิดใจ ทำตัวเป็นน้ำพร่องแก้วก่อน ถ้ามีมงกุฎก็ถอดมงกุฎก่อน ให้เรียนรู้เข้าใจร่วมกัน เพื่อปฏิบัติงานร่วมกันในอนาคต ยอมรับสิ่งใหม่ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไตร่ตรอง ไปประยุกต์ใช้ ทัศนคติ ถ้าสิ่งเหล่านี้นำสู่การปฏิบัติที่ดีขึ้น ทัศนคติก็เปลี่ยนเมื่อเริ่มเปลี่ยนจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ถูกที่ใช่

         การเปลี่ยนจะทำให้เรียนรู้และคิดถึงคนอื่นเพื่อที่จะทำในสิ่งที่ต่อยอดต่อไป

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         หลักสูตรนี้เป็นแบบของท่านผู้จัดการวิชาการ ท่านได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากว่า 40 ปี ได้เก็บเกี่ยวกรณีศึกษาเพื่อไม่ต้องให้แต่ละท่านมาเริ่มนับหนึ่งใหม่

         สายวิชาการเหมือนไข่ดาว สายสนับสนุนเหมือนขนมปัง สมัยก่อนไข่ดาวคือวิชาการ ทำของตัวเองไป ในยุค 4.0 ไม่ใช่การเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องยกสายสนับสนุนเพื่อทำให้เห็นว่าจะพัฒนาไปอย่างไร เพราะสายสนับสนุนเป็นเสมือนผู้เก็บข้อมูล และสามารถสะท้อนกลับในสายวิชาการได้ ขณะเดียวกันสายสนับสนุนจะต้องเป็นผู้ลำเลียงสิ่งต่าง ๆ ในการบริหารจัดการให้เกิดประสบความสำเร็จได้ คือ ระบบกับคนต้องไปด้วยกัน

         งานสรรหาต้องบริหารจัดการและต้องพัฒนาให้คนในระบบพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพ ในเรื่องของคน ต้องมีการพัฒนา เรื่องที่หนึ่งคือต้องปลูก คือการพัฒนาคน การปลูกคือสิ่งที่เมื่อเราอยู่นาน ๆ ดินจะแข็ง

         การปลูกวันนี้คือการพรวนดินท่าน ให้ดินมี Fresh Air มีอากาศใส่ลงไป เหมือนปุ๋ย แล้วการที่เป็นเชิงลึกจะเกิดเป็นฉลาดกว้าง

         นอกจากปลูกแล้วต้องเก็บเกี่ยวให้เกิดเป็น Productivity คือไม่ให้คิดคนเดียว ทำคนเดียว

         ในมหาวิทยาลัย ต้องศึกษาบริบทก่อนที่เข้ามานั่ง

 

อาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์ 

         ขอขอบคุณทุกท่าน ทีมที่มาวันนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารหลายท่านแล้ว เป็นมืออาชีพแล้ว และมีรุ่นน้องที่น่าจะเป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัย

         การสรรหา เอาคนมาในระบบไม่ยาก แต่การเข้ามาในระบบ การบ่มเพาะคนในองค์กรให้เป็นคนของ TSU ทำเพื่อองค์กร รักองค์กร วัฒนธรรมองค์กร ค่านิยมองค์กรถือเป็นเรื่องใหญ่ ปัญหาที่สำคัญในมหาวิทยาลัยทักษิณ สิ่งที่เห็นตลอดคือการเตรียม Successor ในอนาคต สายสนับสนุนก็เหมือนกัน การสรรหาคนไม่ได้เตรียมคนมาก่อนว่าจะต้องผ่านอะไรมาบ้าง ดังนั้นวิชาการที่รู้ลึกและโง่กว้างเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นโครงการที่ทำขึ้นมา และโครงการเตรียมผู้บริหารขึ้นมา มีบ้างที่คนเตรียมไว้ในกล่องแต่ไม่ถูกเลือกมาก็เป็นไปได้ จึงเน้นที่การสร้างระบบ กระบวนการพัฒนา เพื่อให้องค์กรยั่งยืน รวมทั้งสายสนับสนุนด้วย เนื่องจากความรู้ที่เข้ามาเรียนนี้ ไม่สามารถหาอ่านได้ในหนังสือ การเตรียมรุ่นน้องเพื่อเตรียมพร้อมเวลารอรุ่นพี่เกษียณ

         สิ่งที่อยากจะฝากในเรื่องระบบของม.ทักษิณ ความก้าวหน้าในสายบริหาร มีวาระ มีความก้าวหน้าทางวิชาชีพ อยู่เป็นแค่สายบริหารไม่ได้แล้ว แต่ผู้บริหารมีจำนวนจำกัด ดังนั้นจึงอย่าคิดว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารอย่างเดียว แต่สามารถก้าวสู่สายอาชีพ สายวิชาการได้ มีการทำระบบค่างานกลางที่คนสามารถขึ้นไปได้ อยากเห็นสายสนับสนุนเรียนรู้เพิ่มเติมว่าทำอย่างไรที่สายสนับสนุนจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารได้ ต้องมีความเป็นมืออาชีพ เพราะความเป็นมืออาชีพจะช่วยในฝ่ายบริหาร อยากให้รุ่นน้องที่เข้ามาเรียนรู้ สามารถเรียนรู้จากรุ่นพี่ได้ และอยากให้รุ่นพี่ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเพื่อเติมเต็มไปเรื่อย ๆ

         ฝากเรื่องความเป็นมืออาชีพ และการเตรียมคนเป็น Successor ในอนาคตได้ นั้น ดังนั้น หน้าที่คือต้องเตรียมสอนงานและโค้ชงานรุ่นน้อง พัฒนาคนรุ่นต่อไปให้เตรียมพร้อม ไม่เช่นนั้นจะขาดช่วงในการรับงานต่อ

         ประเทศไทย 4.0 ต้องมาดูว่างานที่เราทำอยู่เป็นอย่างไร ควรเลิกอะไร และทำอะไร อยากให้พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของ TSU เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นสมาชิกที่ร่วมทำให้ครอบครัวอบอุ่น และก้าวข้ามความท้าทายให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ให้ได้ ทำอย่างไรให้สิ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ผลิตภัณฑ์ในบ้านหลังนี้ตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ หรือผู้เรียนได้ด้วย สิ่งที่ควรคำนึงคือต้องดูว่าลูกค้าต้องการอะไร สิ่งทีคือ Key Customer , Key Stakeholder เป็นอย่างไร อย่าเอาตัวเราเป็นตัวตั้ง แต่ให้เอาตัวเขาเป็นตัวตั้ง ทุกคนต้องช่วยกันในมหาวิทยาลัย

         ความเป็นนานาชาติเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัย แต่เราไม่มีไม่ได้ เพราะเกณฑ์ของ สกอ.ปี 2558 ให้ดูคะแนนภาษาอังกฤษด้วย ดังนั้นคนใหม่ที่จะเข้ามาที่มหาวิทยาลัยต้องผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษด้วย ส่วนคนเก่าก็ให้พัฒนาภาษาอังกฤษด้วย ให้มองที่เจตนาเพื่อการพัฒนา ดังนั้นความคิดเชิงบวกเป็นเรื่องสำคัญ ในฐานะหัวหน้า การสื่อสาร การสร้างความเข้าใจให้คนเข้าใจองค์กร เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่สำคัญ แต่สายสนับสนุนอาจไม่ต้องถึงขั้นชี้นำองค์กร เพียงแค่สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จ

         การสื่อสารทำความเข้าใจ ต้องให้ผู้บริหารสื่อสารทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ให้สายสนับสนุนช่วยกำกับติดตามในบางเรื่องและต้องช่วยในการพัฒนาต่อไป

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         1 หลักสูตรนี้ทำเป็น Flow คือกระบวนการแนวนอนที่มีการวางแผนกับท่านอธิการบดีและรองอธิการบดีไว้ และในวันนี้ได้มา Execute 10 วัน

         2. หลังจากจบหลักสูตรนี้แล้วเราต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ หลักสูตรนี้มีอะไรแตกต่างจากหลักสูตรอื่น อยากให้คิดร่วมกันว่าการลงทุนครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างไร และพร้อมที่จะเปลี่ยนแต่ละคนไม่มากก็น้อย

         3. ต้องเตรียมตัวและวางแผนให้ดี และถ้าไม่เข้าใจอย่าเก็บไว้ ให้ถามเพื่อน เพราะถ้าเราไม่เข้าใจ เราจะไม่สนุกกับมัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ตั้งใจเรียน ให้ถามเพื่อน และถามคนที่มาด้วย

         4. สภาพแวดล้อม เรื่องสังคม เรื่องผู้สูงอายุ เรื่องดิจิตอล ท้ายสุดแต่ละท่านต้องมองเรื่อง Macro ด้วยต้องรู้ว่าเราขับเคลื่อนด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จุดแข็งที่นี่คือศิลปวัฒนธรรม แม้ TSU ไม่ใช่อันดับหนึ่งของภาคใต้ แต่พร้อมที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีออกไป



        สิ่งที่จะฝากไว้ในหัวข้อการเรียนรู้

         เราต้องแยกระหว่าง Happy at Work กับ Happy Workplace ให้ได้ คือฝ่ายสนับสนุนต้องทำงานโดยมี Passion มี Purpose และมี Meaning เพราะในเมืองนอกนั้นมองเรื่อง Happy Workplace เป็นหลัก

         ในหัวข้อดิจิตอลอยากให้แต่ละท่านไปดู Stakeholder ดูชุมชน ดูนักเรียนว่ามีการเชื่อมโยงกับเราหรือไม่ สมาร์ทโฟนเราต้องฝึกก่อน แล้วเราต้องมองไปข้างนอก ในลักษณะ Blue Ocean ให้เราร่วมมือกัน และมีฝ่ายสนับสนุนร่วมด้วย เพราะยังมีตลาดอีกมากรวมถึงต่างประเทศด้วย เพราะโลกของเราไร้พรมแดน ให้มีการถกเถียงกัน

         การสื่อสารภายในและการสื่อสารข้างนอก ทั้งในองค์กรและข้างนอก ซึ่งหมายถึงการสร้างแบรนด์ TSU ในอนาคตด้วย


สรุป

1. การเรียนครั้งนี้ประกอบด้วย Chira Way คือ Learning how to learn คือคิดร่วมกัน ประกอบด้วยคิดตามความเป็นจริง ตอนนี้อยู่ตรงไหน จะไปไหน จะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างไร

2. ค้นหาตัวเองว่าคุณค่าของแต่ละท่านที่อยู่ที่ TSU เพื่ออะไร คือเราจะมีส่วนร่วมในการทำให้มหาวิทยาลัยทักษิณเป็นเลิศได้อย่างไร 

         - โอกาสคืออะไร

         - อุปสรรคคืออะไร

         - เราจะใช้จุดแข็งของเราอย่างไร และให้ผลักดันออกมา 

         - อย่าทำงานคนเดียว

3. Chira Way คือ Process ที่กระตุ้นให้คิดร่วมกันภายใต้ทฤษฎี 2 R’s คือ Reality และ Relevance ประเด็นหลักคืออะไรที่เราต้องแก้ปัญหาให้เราหลุดพ้นไปได้

 

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. ในหลักสูตรที่เราจะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์มีเรื่องเทคนิควิธีการต่าง ๆ แต่ในเรื่องที่เราประสบอยู่คือสภาพแวดล้อมในพื้นที่ มีเรื่องกระบวนการในที่อื่นอาจไม่ใช่ที่นี่

         ตอบ สิ่งที่พูดจะพูดในบริบทภาคใต้ ให้คนที่นี่พูดจากผู้ที่ประสบปัญหาและเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

 

2. เชื่อว่าหลักสูตรนี้เป็นสิ่งที่ดีเหมาะกับพวกเรา ในเรื่องภาวะผู้นำในห้องนี้เชื่อว่ามี แต่การใช้จริงในระบบราชการ เราได้แนวคิดที่ดี แต่เราเป็นผู้บริหารระดับต้น คือต้นอยู่ในระดับโคน การนำไปใช้ได้จริงจะใช้อย่างไรในเมื่อผู้บริหารระดับบนไม่ได้มีมุมมองแบบเดียวกัน

         ตอบ วิชานี้ไม่ได้สอนผู้นำในตำแหน่งบังคับบัญชา อย่างคนในห้องนี้ถึงไม่มีตำแหน่งก็มีคุณค่าได้ หมายถึง มีความสามารถในการศรัทธาให้คนอื่นเชื่อหรือไม่ แต่สงครามนี้เป็นสงครามยืดเยื้อ ไม่ใช่จบไปแล้วไปใช้ทันที ต้องค่อย ๆ ซึมเรื่อย ๆ ปรับพฤติกรรมเรื่อย ๆ และนำไปปรับใช้ อะไรที่ยิงไปในสมองจะสามารถนำไปใช้ได้ ผู้นำไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่ต้องมีประสบการณ์ในการนำไปใช้ได้


Workshop

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1. ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

2. ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

3. ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

 

กลุ่มที่ 5

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1.      ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

         1. เอาองค์ความรู้ที่ได้ไปเป็นผู้นำที่ดีตัวอย่างที่ดีขององค์กร ได้รับการยอมรับ 360 องศา

         2. การบริหารการทำงานเป็นทีม เพราะว่าทีมงานเป็นตัวที่เป็นฟันเฟืองนำไปสู่การเอาชนะอุปสรรคเพื่อไปสู่เป้าหมายได้

         3. การลดความขัดแย้ง และจะใช้วิธีอะไรเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านั้น ดังนั้นการทำงานเวลาเป็นสายทีม ผู้นำต้องใช้กลยุทธ์วิธีการแก้ปัญหาช่องโหว่ตรงนั้น

         4. การสร้างพลังเชิงบวกในการทำงาน สร้างพลังให้กับตนเอง ให้หน่วยงานขึ้นสู่จุดหมายปลายทางสู่ความเป็นเลิศ

         5. การบริหารงานมุ่งสู่ผลลัพธ์ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการนำวิธีการต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้

หัวข้อที่อยากเรียนเพิ่มเติม

         การบริหารอบรม บริหารเจ้านาย อยากให้มีการสื่อสารเข้าใจตรงกันทั้งในระดับบนและระดับล่าง เพราะการถ่ายทอดเป็นสิ่งสำคัญ

 

2. ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

1.   เจตคติ และทัศนคติที่สายวิชาการมีต่อสายสนับสนุน ยังมี Gap อยู่

2.   ความขัดแย้งบุคลากรในองค์กร

3.   กฎระเบียบที่ยุ่งยาก

 

3. ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

การตั้งเป้าหมายความก้าวหน้าไว้อย่างไร ทุกคนฝันคล้ายกัน แต่ระยะเวลาที่จะไปต่างกัน เราต้องเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ต้องเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานถึงจะประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้

 

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         มีหนังสือเรื่องการบริหาร Boss มาก จะบริหารคนในองค์กรอย่างไร เพราะมีคนที่เป็นคนไม่สมประกอบอยู่บ้างที่เป็นพิษในองค์กร

 

 

กลุ่มที่ 4

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1. ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   1. อยากนำเนื้อหาในหลักสูตรไปใช้ในการทำงาน

   2. ปรับบุคลิกภาพผู้นำ

   3. การปรับทัศนคติทางกระบวนการความคิด เมื่อได้รับมอบหมายงานแล้ว งาน 1 ชิ้นจะต่อยอดอย่างไร

   4. สร้างแรงบันดาลใจตัวเองให้เป็นผู้มีวิสัยทัศน์

   5. เป็นที่รักและเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนร่วมงาน

   6. สามารถนำพาหน่วยงานก้าวข้ามความท้าทายได้

หัวข้อที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   การพัฒนาบุคลิกภาพ เทคนิคในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน อยากรู้เทคนิคว่าทำอย่างไรเพื่อน ๆ อยากให้มาช่วยงาน

 

2. ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

   1. การสื่อสารในองค์กร ไม่ครบตลอดเส้นทาง จากบนลงล่าง และล่างไม่ถึงบน

   2. ข้อมูลไปไม่ครบ

   3. การกำหนดกลยุทธ์และวิธีการเพื่อความก้าวหน้าและความท้าทายของหน่วยงาน ความรับผิดชอบงานในหน้าที่ที่ลักษณะงานไม่สอดคล้องกับบุคลิกภาพ ความรู้ หรือตำแหน่งเรา ทำให้งานมีปัญหาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ไม่มีความถนัดโดยเฉพาะ

   4. ไม่สามารถผลิตนวัตกรรมการทำงานที่เป็นที่ยอมรับได้ในการแก้ปัญหา เช่นการลดงาน ลดเงื่อนไขที่ทำให้งานคล่องตัวมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติติดระเบียบ และกฎคล้ายราชการ

 

3. ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

   1. อยากเป็นรองอธิการบดี อยากบริหารแบบนี้

   2. อยากพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัยเกิดประโยชน์และนำไปใช้จริง

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         เราอาจไปลดลงในส่วนที่เป็นSoft Skill เสริมเรื่องเทคนิคในการสร้างแรงจูงใจ คือ Moment บางอย่างที่กระโดดข้ามในบางสิ่งที่จัดไป ในอนาคตอาจมีคนมาพูดเรื่อง Passion คือความหลงใหลในงานที่ทำ Passion ประกอบด้วย 3 เรื่องคือ 1.ทำด้วยความตื่นเต้น 2.งานมีเป้าหมาย 3. งานมีความหมาย 

         สิ่งที่เราทำคือการสร้างให้เกิดความมั่นคงในอนาคตและเน้นเรื่องการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

กลุ่มที่ 3

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1. ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   1. น่าจะเป็นดินที่แข็งมาระยะหนึ่งแล้ว และในช่วง 10วันนี้ ดร.จีระสามารถขุดดินที่แข็งให้ร่วนขึ้นเพื่อได้ปลูกพืช รดน้ำให้ออกดอกออกผล

   2. สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในการทำงาน สร้างให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งมากขึ้น

   3. ได้มุมมองคิดนอกกรอบในการทำงาน โดยส่วนตัวสนใจโครงการนวัตกรรม

   4. พัฒนาตนเองให้รองรับกับการทำงานกับบุคลากรทุกระดับ

   5. ได้แนวคิด เทคนิคใหม่ในการทำงาน

หัวข้อที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   อยากให้บุคลากรมี Service Mind มากขึ้นแบบรูปแบบการทำงานเอกชนที่พนักงานรู้สึกรักองค์กรและมี Service Mind อีกเรื่องคือจิตวิทยาการสื่อสารให้ทุกคนเห็นเป้าหมายร่วมกัน

 

2. ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

   1. ทัศนคติในการทำงานในสายวิชาการและสายสนับสนุน หลายมหาวิทยาลัยยังมีช่องว่างและ Gap อยู่

   2. วัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้คนทำงานได้เต็มศักยภาพ น่าจะเรียนรู้การทำงานแบบเอกชน

   3. ความหลากหลายของคนหลายรุ่นในองค์กรที่จะจูนการทำงานร่วมกันได้ คนเป็นผู้บริหารสายสนับสนุนที่อายุน้อยกว่าจะบริหารงานได้อย่างไร

 

3. ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

   ตำแหน่งวิชาชีพและตำแหน่งทางบริหาร ขึ้นเป็นชำนาญการ หรือชำนาญการพิเศษ หรือเป็นอยู่แล้วก็จะเป็นพี่เลี้ยง หรือคนที่เป็นผู้บริหาร ก็จะเป็นโค้ชช่วยประคับประคองคนให้ขึ้นตำแหน่ง และเมื่อมีศักยภาพจะต้องพัฒนาคณะและมหาวิทยาลัยได้เต็มศักยภาพ

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

   ระบบ California System จะมีสายสนับสนุนขึ้นเป็นผู้บริหารได้ ศักดิ์ศรีต้องไม่ต่ำกว่าอาจารย์ด้วย


กลุ่มที่ 2

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1. ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

1. เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย และหวังว่าจะปรับทัศนคติของตนเองให้มีความพร้อมที่จะทำงานให้กับมหาวิทยาลัย และจะส่งต่อพลังให้สายสนับสนุน มีวัฒนธรรมที่คิดทำอะไรเพื่อมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น

2. โอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เสริมาจุดแข็ง ลดจุดอ่อน เปลี่ยนวัฒนธรรมในการมองมหาวิทยาลัยในภาพรวมมากขึ้น มีจุดแข็ง จุดอ่อน จะเสริมกัน มุ่งสู่ความเป็นเลิศ รวมพลัง สร้างทีม สร้างสายสนับสนุนเป็นมืออาชีพ มีความสุขในการทำงาน และสร้างความผูกพันในองค์กร

3. สร้างเครื่องมือและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ นำแนวคิดมาปรับใช้ให้เข้าสู่ E-Office 

4. ผู้เข้าร่วมเห็นความสำคัญ และริเริ่มโครงการสมรรถนะสากลเพื่อเข้าสู่ความเป็นนานาชาติมากขึ้น ต้องปรับตัวเองให้มีสมรรถนะที่เทียบเคียงคู่แข่งได้ โดยสายสนับสนุนต้องพัฒนาขึ้นมา และขอบคุณในการพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาศักยภาพตรงนี้

หัวข้อที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   เทคนิคการนำเสนออย่างมืออาชีพ การพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำ การสร้างภาพลักษณ์องค์กร

 

2. ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

   1. การมอบหมายคนไม่ตรงกับ งานอาจต้องมีการวิเคราะห์หน่วยงานย่อย หน่วยงานใหญ่ มีการRotate งาน ให้คนได้ทำงานอย่างเหมาะสม

   2. พัฒนาสมรรถนะหลักของบุคลากร

   3. ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาบุคลากร ต้องมีการสร้างแรงจูงใจในการสนับสนุนมากขึ้น

 

3. ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

   เป็นผู้บริหารงานในสายสนับสนุนอย่างมืออาชีพ มีความเป็นผู้ชำนาญอย่างมืออาชีพ คือมีความสามารถในงานและการบริหาร

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

   ขอให้สายสนับสนุนขยายไปที่ Stakeholder ข้างนอก ท่าที่ของมหาวิทยาลัยจะรอจากอาจารย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงท่าที่ในการไปร่วมงานกับคนอื่น ว่าจะมีลักษณะอย่างไร การตัดสินใจให้มีการอบรมในสายสนับสนุนโดยอธิการบดี และรองอธิการบดี ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ และดีมากในการดึงสายสนับสนุนเข้ามาเรียน

   

 

กลุ่มที่ 1

หลังจากจบหลักสูตรนี้..

1. ท่านคาดหวังอะไรกับการมาอบรมครั้งนี้ 5 เรื่อง และเหตุผลคืออะไร? หลักสูตรนี้ยังขาดหัวข้อใดที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   ทำงานมา 23 ปี รู้สึกตื้นตันที่มีการจัดโครงการฯ นี้เป็นครั้งแรก และคาดว่าจะมี รุ่นที่ 2,3,4 เพิ่มขึ้น จำเป็นต้องมี

   1. ดินไม่ค่อยแข็ง แต่เป็นดินร่วนแต่แรก วันนี้จะมาเติมปุ๋ย ดร.จีระให้เติบโตมากขึ้น ความคาดหวัง มีประสบการณ์ ความรู้ระดับหนึ่ง อยากเพิ่มแนวคิดในการบริหารจัดการที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

   2. ได้เรียนรู้จากต้นแบบและประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จด้วย ที่จะพาไปดูเพื่อนำมาปรับใช้ในการทำงาน

   3. การเรียนรู้เรื่องการปรับทัศนคติ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติ การปรับทัศนคตินิดหนึ่งจะส่งผลต่อการทำงานในการทำงานของเราด้วย

   4. การทำงานให้เกิดสังคมการเรียนรู้ และเครือข่ายที่ยั่งยืน เรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เรียนรู้อย่างไรให้ยั่งยืน เรียนรู้ให้เนียนกับเนื้องาน เรียนรู้ในหน่วยงานและองค์กรของเรา

   5. ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานทุกระดับ

หัวข้อที่อยากเรียนเพิ่มเติม

   การบริหารต้นทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ มีต้นทุนจำนวนมากในมหาวิทยาลัย ต้นทุนทีสำคัญทีสุดคือต้นทุนเรื่องคน เมื่อเราเห็นความสำคัญเรื่องคน คนพัฒนาแล้วจะนำไปสู่การพัฒนาองค์กร เพื่อการพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืนมากขึ้น

   การบริหารเป้าหมาย จะทำอย่างไรให้เป้าหมายที่เราตั้งประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง มีการบริหาร ติดตาม ประเมินผลสู่เป้าหมายตรงนั้น

   การสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นในการทำงาน ให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการทำงาน ทำอย่างไรให้ปรับเปลี่ยนความคิดไปสู่การทำงานในอนาคตเพื่อให้เป็นประโยชน์กับเรามากขึ้นในอนาคต

 

2. ปัญหาในงานของสายสนับสนุนที่ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองมีอะไรบ้าง 3 เรื่อง อธิบาย

   1. ม.ทักษิณ ตั้งใจเป็น E-University แต่ละส่วนมาจากมิติมุมตัวเอง แม้อยากใช้ข้อมูลร่วมกันแต่ใช้ร่วมกันไม่ได้ จะทำอย่างไรให้ระบบดำเนินการให้ทุกอย่างอยู่ในระบบเดียวกัน

   2. ความคาดหวังคุณภาพไม่สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ทำอย่างไรให้ไปด้วยกันและใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากสุด

   3. โลกเปลี่ยนไป การวางแผนและการเตรียมการปรับแผนใหม่ กระทบกับเราโดยตรง ดังนั้นทำอย่างไรถึงจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวเพื่อพัฒนา

 

3. ท่านตั้งเป้าหมายเส้นทางความก้าวหน้าในตำแหน่งของท่านไว้อย่างไร อธิบาย

   การขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องเตรียมตัวความพร้อมทั้งตัวเอง และมหาวิทยาลัยที่ต้องเตรียมความพร้อมรับความก้าวหน้าด้วย

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

   ต้นทุนไม่ใช่แค่ค่าสอน ค่ากาแฟ แต่เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาส เช่น ต้นทุนที่แต่ละท่านไม่ได้ทำงาน ซึ่งถ้าได้ผลประโยชน์มากกว่าที่เสียไปก็จะคุ้ม ทุกอย่างอยู่ที่ว่า Benefit มากกว่า Cost หรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวว่าถูกหรือแพง คือมองว่า Benefit ว่าตัวคุณได้ประโยชน์ก็จบ ครูแบบเราต้องมีประสบการณ์มหาศาล ซึ่งถ้าทุกคนเห็นคุณค่าอย่างนี้จะมีประโยชน์มาก อย่างในอนาคตอาจมีการเสริมเรื่องการเงิน หรือหาความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น

 

อาจารย์อัมพา อาภรณ์ทิพย์

         ที่พูดมาถูกต้องทั้งหมด มีบางส่วนที่เราต้องแก้เอง บางส่วนต้องเป็นผู้บริหารแก้

         1. การเป็นผู้นำที่ดี ต้องเป็นผู้นำแบบ 360 องศา คือเราจะเป็นผู้นำในการบริหารเมื่ออยู่กับใครอย่างไรก็ได้

         2. การบริหารแบบมุ่งผลลัพธ์ เราต้องดูว่าเราตอบสนองได้ระดับไหน เราต้องทำงานเป็นทีม ไม่ใช่คนทีม แต่การตั้งเป้าหมายของเราต้องเป็นการตั้งเป้าหมายที่ทำได้แบบเขย่ง ๆ คือทำได้แบบท้าทายแต่อย่าสูงเกินไป

         3. สายสนับสนุนในปัจจุบันมีการพัฒนามากขึ้น จะเหมือนในอดีตไม่ได้ อย่างในอดีตผู้บริหารขี่จรวด แต่สายสนับสนุนนั่งเกวียนไม่ได้ ต้องมีการพัฒนาด้วยกัน ไม่สามารถทำสายวิชาการ หรือสายสนับสนุนอย่างเดียวได้สำเร็จ ต้องทำงานควบคู่กัน เช่นเดียวกับหมอและพยาบาลต้องทำงานควบคู่กัน ในปัจจุบันสายวิชาการเข้าใจสายสนับสนุนมากขึ้น

         4. การปรับปรุงบุคลิกภาพ ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ต้องวิเคราะห์ว่าตัวเองมีจุดเด่น จุดด้อยอะไร และต้องมีกัลยาณมิตรคอยชี้แนะ แล้วเราต้องปรับปรุงตนเอง หรือองค์กรก็สามารถช่วยได้

         5. ทีม การทำงานเป็นทีม หัวหน้าทีมต้องเลือกดรีมทีมของตัวเอง คนที่เป็นหัวหน้าทีมต้องเลือกดรีมทีมที่คุยกันรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่เห็นพ้องตามเราทุกอย่าง ต้องมีคนเห็นต่างด้วย และทุกความเห็นหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว

         6. การสื่อสาร ต้องมีการคุยรู้เทคนิคในการสื่อสารอย่างไร เวลาสถานที่ช่องส่งต้องเชื่อมโยงกัน

         7. การทำงานต้อง Put the right man on the right job ต้องดู Competency ดู Job Description บางคนที่เก่งแล้วอาจมีการมอบหมายเป็น Job Assignment

         8. การสร้างผลงานนวัตกรรม ในอดีตมองเห็นว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ในวันนี้นวัตกรรมเป็นกระบวนการหรือ Input ได้ ยกตัวอย่าง Kaizen คือเปลี่ยนแล้วดี เปลี่ยนจากเดิม ทำแบบใหม่ แล้วลดขั้นตอน และ Flow ของงาน งานบางงานอาจทำควบคู่กันได้ไม่ต้องเรียงกัน อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจว่าเป็นนวัตกรรมกระบวนการ ผลลัพธ์ หรือปัจจัยนำเข้า และนวัตกรรมจะยั่งยืนได้ก็ต้องผ่านวงจรคุณภาพ 2 รอบ

         9. เป็นดินที่แข็งระยะหนึ่งแล้ว ถ้าผ่านการใส่ปุ๋ยจะเป็นดินร่วน หวังเป็นเช่นนั้น เช่นเดียวกับคณะแพทย์

         10 เป้าหมายเป็นได้ทั้งวิชาการ และบริหาร อย่างไรก็ตาม องค์กรต้องมีการวางแผนด้วย ต้องมีการเลือกเอาระหว่าง Career Path ระหว่างฝ่ายวิชาการและบริหาร อย่างฝ่ายวิชาการสามารถติดตัวได้ตลอด

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         ทั้ง 5 กลุ่มทำออกมาแล้วตรงกันสรุปได้ว่าสิ่งที่คาดหวังไปเกิดการพัฒนา

         1. ต้องการสร้างภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจที่ท่าน อธิการบดี รองอธิการบดี ดร.จีระ และฝ่ายวิชาการคิดร่วมกัน หลายคนที่เป็นคนเก่งสื่อสารไม่ได้ ไม่กล้าสื่อสาร ดังนั้นการสร้างภาวะผู้นำ กระบวนการ ดร.จีระ สร้างได้แน่นอน ภาวะผู้นำไม่สามารถสร้างได้ 1 วัน แต่เกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้ที่สะสมเป็นเวลานาน กระบวนการจะดึงจุดเด่นขึ้นมา

         เราจะเป็นผู้นำไม่ได้ถ้าไม่กล้าหาญ และจะกล้าหาญไม่ได้ถ้าไม่มีความมั่นใจ

         ผู้นำบางคนอาจเป็นภาวะผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากความกดดันในการผลักดันขึ้นมา กระบวนการ ดร.จีระ จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบนิเวศวิทยา คือสอนเรื่องคนและสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งแวดล้อมของ TSU ของภาคใต้ที่มากระทบกับแต่ละท่าน

         ระบบนิเวศวิทยาในกระบวนการนี้ คือสิ่งที่มองไม่เห็นในหลักสูตรนี้จะทำให้เห็นการสังเกต มากขึ้น เป็นระบบที่เสริมให้ตัวเราดีขึ้นเก่งขึ้น มีความรู้มากขึ้น

         2. มีกระบวนการวิธีการในการพัฒนางานตนเอง มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หลายกลุ่มพูดเรื่อง Change ไม่ได้มองที่สายสนับสนุนอย่างเดียว ด้วยความตั้งใจที่อยากจะก้าวหน้า จะมองเห็นลู่ทางใหม่ ๆ และแม้ไม่อยู่ในสถาบันนี้จะเป็นกำลังสำคัญของสถาบัน ถ้าเป็นสายสนับสนุนจะต้องหาอะไรที่โดดเด่นอย่างหนึ่งที่ทำให้สายวิชาการมอง

         3. มีความรู้สดใหม่แบบ 360 องศา คือทฤษฎีแนวนอน เป็นความรู้ที่บางครั้งไม่ต้องหาเอง แต่เป็นความรู้ที่ฝ่ายวิชาการหาให้ได้อยู่แล้ว

         4 . ยกระดับการทำงานให้เป็นมาตรฐานสากล Benchmark แสดงถึงว่ารู้ว่าตัวเองมีจุดแข็ง จุดอ่อนอย่างไร เรารู้จักความหลากหลายอะไรบ้าง

         5. E- University อย่างไรก็ต้องไป

         6. การบริหารจัดการทีม และการสร้างเครือข่าย มีวิธีการในการปรับบทบาทหน้าที่ให้แต่ละฝ่ายสนับสนุน ซึ่งถ้าหลายครั้งมองว่าไม่ดี แต่คนส่วนมากดี หน้าที่ของเราที่อยู่ในทีมคือทำให้เด่นขึ้นมา

         7. สร้างแรงบันดาลใจ สร้างพลังในการทำงานต่อเนื่อง มีความสุข มี Productivity Happy workplace กับ Happy at work ไปด้วยกัน

         8. การบริหารจัดการ เข้าใจเรื่องการใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า ใช้คนได้อย่างบรรลุเป้าหมาย

         9. Innovation การคิดอะไรใหม่ๆ ต้องสังเกตสิ่งเก่าก่อน เช่นบางครั้งเป็นเรื่องเก่า แล้วมาต่อยอด ในเชิงนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

         10. High Bridge การสร้างลูกผสมให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ วันนี้เป็นเพียงการยืนยืนที่ชัดเจน

 

อาจารย์สายพิณ วิไลรัตน์

         หลักสูตรนี้ทำด้วยความตั้งใจ จากการที่นั่งฟัง 5 กลุ่มไม่ผิดหวัง ดู HR ได้ Training Need โดยไม่ได้ตั้งใจ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงบันดาลใจร่วมทำงานให้มหาวิทยาลัยต่อไป บางกลุ่มดินด้าน บางกลุ่มร่วนซุย ก็ขอให้ทำงานร่วมกันอยู่ เพื่อสร้างอนาคตให้กับมหาวิทยาลัย




วิชาที่ 2

Learning Forum& Workshop

หัวข้อ  ภาวะผู้นำทัศนคติ (Mindset) และการทำงานในยุคที่โลกเปลี่ยน

โดย    ศ.ดร .จีระ หงส์ลดารมภ์

         อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

 

Workshop

1.     วิเคราะห์ความแตกต่างของผู้นำ กับ ผู้จัดการ บุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยทักษิณ ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้างเพื่อขับเคลื่อนผลงานที่เป็นเลิศของมหาวิทยาลัย (กลุ่ม 2)

2.     วิเคราะห์คุณลักษณะของภาวะผู้นำที่พึงปรารถนาของบุคลากรสายสนับสนุนของ TSU และวิเคราะห์ตัวท่านเองว่ายังขาดและจะต้องพัฒนาในเรื่องใด? (กลุ่ม 3)

3.     ยกกรณีตัวอย่างการทำงานจริงที่ประสบความสำเร็จ 3 เรื่อง และวิเคราะห์ อะไรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ และถอดรหัส Mindset ของความสำเร็จนั้น (กลุ่ม 4)

4.     ยกกรณีตัวอย่างการทำงานจริงที่ประสบความล้มเหลว 3 เรื่อง และถ้าจะปรับ Mindset ให้ทำงานดีขึ้นจะต้องทำอย่างไร (กลุ่ม 1)

5.     เครื่องมือในการบริหาร (Management Tools)ที่คิดว่าสำคัญต่อการทำงานในอนาคต คือออะไร 5 เรื่อง อธิบาย จะใช้ตรงจุดใด (ตามความเป็นจริง) (กลุ่ม 5)

 

หัวข้อ  ภาวะผู้นำทัศนคติ (Mindset) และการทำงานในยุคที่โลกเปลี่ยน

Quotations

“Managing is doing things right ,

Leadership is doing the right things.”

Peter Drucker

ผู้นำมีทางเลือก คือต้องคุ้มค่าด้วย ส่วนผู้บริหารทำสิ่งที่ถูกกฎหมาย และถูกกฎระเบียบ

 

“Don’t tell people how to do, tell them what to do and let them surprise with results.”

George S. Patton

 

“Leadership is an art of getting someone else to do something you want because he wants to do it.”        

Dwight D. Eisenhower

34th President of the United States

ถ้าสิ่งที่ผู้นำ ลูกน้องเห็นว่าดี เห็นว่ามีคุณค่า เขาก็อยากทำ

 

“Leadership is a dealer of hope”

                            Napoleon

 

“ผู้นำส่วนหนึ่งมาจากพรสวรรค์ แต่สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ และสามารถฝึกฝนได้”

                            จีระ หงส์ลดารมภ์

 

“The key to successful leadership is influence not authority”

                            K. Blanchard.

ผู้นำมาจากอิทธิพลในทางดีคือ Influence

ประเด็นท้าทายของมหาวิทยาลัยทักษิณในกระแสของการเปลี่ยนแปลง

1.        คุณภาพของทุนมนุษย์ – คุณภาพของการศึกษาของประเทศ

2.        ความคาดหวังและการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม

3.        การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

4.        ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่แน่นอน และคาดเดาไม่ได้

5.        การพัฒนา TSU เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

6.        การพัฒนา TSU เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม

7.        การพัฒนา TSU เป็นองค์กรแห่งความสุข

8.        การจัดการกับปัญหาการทำงานร่วมกันของคนต่าง GEN

9.        การจัดการกับสิ่งที่มองไม่เห็น (Intangibles)

10.    การจัดการกับความแตกต่าง หลากหลาย (Diversity)

11.    การพัฒนาจาก Good to Great

12.    ฯลฯ

 

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

1.      เทคโนโลยี

2.      ความต้องการของลูกค้า

3.      พฤติกรรมของคน

4.      พฤติกรรมของสังคม

5.      Lifestyle

6.      วิธีการเรียนรู้

7.      วิธีการทำงาน

8.      นโยบายการเมือง นโยบายประชานิยม

9.      การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ AEC

10.  โครงสร้างประชากร

11.  ฯลฯ

 

 

 

คน

ปัจเจกบุคคล

ภาวะผู้นำ

ความหลากหลายของคน (Diversity)

ทุนมนุษย์

ทักษะ ทัศนคติ ความรู้

ความสุขและความพอใจ (Passion) ในการทำงาน

เป้าหมายในการทำงาน

8K+5K มีหรือยัง

ฯลฯ

 

องค์กร

นโยบายของรัฐ

Vision ขององค์กร

สร้าง Competency เพิ่ม

กฎ ระเบียบ

วัฒนธรรมองค์กร (Learning Culture)

องค์กรต้อง Lean & Mean

แรงจูงใจ

คุณธรรม จริยธรรม

Core Value

การทำงานร่วมกัน (Teamwork)

รางวัลที่ได้รับ

ฯลฯ

 

ผลประกอบการ/ความเป็นเลิศ

ความสุขของพนักงาน

ความพอใจของลูกค้า

ROI ต่อทรัพย์สิน

Productivity ที่เพิ่ม

คุณภาพที่ดี

ยั่งยืน/สมดุล

ความสมดุลของชีวิตงาน/ครอบครัว

CSR

จิตสาธารณะ

ฯลฯ

 

  สิ่งที่ต้องคิดคือ เราและองค์กรต้องไปด้วยกันหรือไม่

 

ผู้นำกับผู้จัดการ

         ถ้าเราจะทำให้ TSU เป็นเลิศ เราต้องทำให้เป็นผู้จัดการที่ดี และเป็นผู้นำที่ดี

 

 

ผู้นำและผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร?

ผู้นำ

เน้นที่คน

Trust

ระยะยาว

What , Why

มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์

เน้นนวัตกรรม

Change

ผู้บริหาร

เน้นระบบ

ควบคุม

ระยะสั้น

When , How

กำไร/ขาดทุน ทุก 3 เดือน

จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ

Static

ผู้นำและผู้จัดการ

- คนที่เป็นผู้นำที่ดี ต้องเริ่มต้น จาก What? How? และจบที่ Why?

- แต่คนเป็นผู้จัดการที่ดี เริ่มต้นจาก What? How? แต่ไม่จบที่ Why?

 

ฝ่ายสนับสนุน

- ฝ่ายสนับสนุนจะทำอะไรให้มองที่ Demand Side ให้ดี ให้ดูคุณค่าของคุณว่าใช้ได้หรือไม่?

- ฝ่ายสนับสนุนจะอยู่ได้ ต้องมีคุณค่าทางสังคมให้เรา

- หลักสูตรนี้คือสร้างโอกาสให้เรามาพบกัน และเมื่อได้โอกาสแล้ว อย่าปล่อยโอกาสให้ผ่านไป โอกาสมาอยู่ตลอดเวลา ความสำคัญอยู่ที่ได้ฉกฉวยโอกาสได้หรือไม่ เมื่อมีโอกาสต้องเอาชนะให้ได้ ต้องแบ่งคนเป็นชนชั้น และถ้าเมื่อไหร่ติดอาวุธทางปัญญา จะเป็นประโยชน์มาก ให้แต่ละคน Self Motivation ตนเอง ทำโอกาสให้มีศักยภาพมากขึ้น

 

ชนิดของผู้นำ

-          Trust / Authority Leadership แม้ว่าไม่มีตำแหน่งใหญ่ก็เป็นผู้นำได้ถ้าได้รับศรัทธาจากสังคม

-          Charisma Leadership

-          Situational Leadership

-          Quiet Leader Leadership

-          Transformational Leadership เปลียนกระบวนการทั้งหมด

-          Transactional Leadership ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีกว่าเดิม

-          Authenticity Leadership ผู้นำต้องเป็นตัวตนของตนเอง

 

  ดร.จีระได้วิเคราะห์ตัวอย่างผู้นำที่โลกกำลังให้ความสนใจในยุคปัจจุบัน และผู้นำที่สำคัญของไทยไว้ดังต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ครองหัวใจคนไทยและคนทั้งโลก

ตัวอย่างหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน..สะท้อนบทเรียนเรื่อง “ภาวะผู้นำ” อย่างไร?

-          ภูมิสังคม

-          รู้จริง (เป็นระบบ)

-          เริ่มจากจุดเล็ก ๆ

-          เรียบง่าย (ประโยชน์สูงสุด)

-          ไม่ติดตำรา

-          ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

-          อธรรมปราบอธรรม

-          ขาดทุนคือกำไร

-          ปลูกป่าในใจคน

-          ยึดความถูกต้อง

-          ประโยชน์ส่วนใหญ่

-          องค์รวม

-          บริการที่จุดเดียว

-          มีส่วนร่วม

-          รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

-          เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

-          รู้ รัก สามัคคี

-          ระเบิดจากข้างใน

-          พึ่งพาตนเอง

-          ตั้งใจ (ความเพียร)

-          ซี่อสัตย์

-          อ่อนน้อมถ่อมตน

-          พออยู่ พอเพียง (เศรษฐกิจพอเพียง)

คุณสมบัติของผู้นำตามแนวทางของ Mandela

1. กล้าหาญ

2. ต้องรุกได้ แต่ต้องตั้งรับ และไม่ประมาท

3. การนำอยู่ข้างหลัง จะต้องแน่ใจว่า คนที่เรายกย่องให้มีบทบาทอยู่ข้างหน้า ต้องให้เขามีความรู้สึกว่า เขาได้นำอย่างน่าภูมิใจ และสมศักดิ์ศรี

4. ถ้าจะจัดการบริหารศัตรู ต้องรู้จักศัตรูให้ดี

5. การจะอยู่อย่างผู้นำควรใกล้ชิดกับเพื่อน แต่กับคู่แข่ง หรือคนที่เราไม่ชอบ ต้องใกล้ชิดมากกว่า

6. มีภาพลักษณ์ที่ดี ต้องปรากฏตัวตามที่ต่าง ๆ อย่างมีเกียรติและสง่างามเสมอ

7. ไม่เน้น ถูกหรือผิด แบบ 100% หรือ ขาวหรือดำ 100% มีการประนีประนอมที่เหมาะสม แต่รักษาหลักการไว้ และหาทางตกลงกันได้แบบ Win – Win

8. รู้ว่าจังหวะไหน จะ "พอ" หรือ จะ "ถอย"

8 Rules of Leadership (Obama)

1.      สร้างศรัทธาและความมั่นใจ Trust และ Confidence แก่ผู้ร่วมงานและแนวร่วม

2.      เป็นผู้นำต้องรู้ว่า จะพาประเทศไปทางไหนโดยสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Communicate your Vision Effectively)

3.      สร้างให้คนส่วนใหญ่ เข้าถึงประวัติ ความสำเร็จ ความสามารถที่สะสมมาในอดีต สร้างชื่อเสียง (Build Strong Reputation)

4.      สร้าง Networks ในทุกๆ แห่ง โดยเฉพาะในจุดที่ตัวเองอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมพันธ์มาก่อน (Make Friends in Unusual Places)

5.      ทุกคนที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่มีแค่ High performance ของความสำเร็จของบางกลุ่ม แต่ต้อง All hands คือการให้ทุกๆ คนมีส่วนได้ส่วนเสีย ก็คือการสร้างทีมงานที่ทุกคนทำงานร่วมกัน

6.      สร้างความหลากหลายให้เป็นมูลค่าเพิ่ม (Diversity to value added)

7.      ใช้ Technology ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน เช่นการสร้าง Social Network ก็ให้คน 2 ล้านคน ช่วยสนับสนุนการเงินในช่วงหาเสียง

8.      สร้างขวัญกำลังใจให้แก่เพื่อนร่วมงานทุกคน (Motivation and inspiration)

คุณสมบัติของผู้นำของฮิลลารี คลินตัน

1.      เรียนรู้ตลอดชีวิต

2.      อย่าพอใจกับปริญญาเท่านั้น

3.      อย่าพอใจกับการเรียนในห้อง (Formal Learning)

4.      สนุกกับการคิดนอกกรอบ

5.      สนุกกับการคิดข้ามศาสตร์

6.      ถึงจะเก่งอย่างไร? ก็ต้องรับฟังคนอื่น

6 of the Dalai Lama's Leadership Principles

1. อย่าสั่งการ ต้องเป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน

2. ถ้าต้องการเรียนรู้อะไรบางอย่าง ต้องฟัง และค้นคว้าหาข้อมูล

3. อย่าคิดว่าตัวเราคิดถูกทุกเรื่อง หากมีคนที่คิดไม่เหมือนเราซึ่งคุณคิดว่าไม่ถูกต้อง..ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้

4. มีอารมณ์ขัน อย่าโกรธง่าย รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

5. สอนให้คนรู้จักคิด หาคำตอบได้ด้วยตัวเอง อย่าบอกคำตอบหรือหาทางออกให้ทุกเรื่องทุกเรื่อง

6. มีความรับผิดชอบ

4 E’s Leadership ( Jack Welch )

1. Energy มีพลัง

2. Energize สามารถกระตุ้นให้คนอื่นมีพลัง

3. Edge เด็ดขาด กล้าตัดสินใจ

4. Execution  ลงมือทำให้เกิดความสำเร็จ

4 Roles of Leadership (Stephen Covey)

1. Path finding  การค้นหาเส้นทางความก้าวหน้า/การพัฒนา

2. Aligning  กำหนดทิศทางไปในแนวทางเดียวกัน

3. Empowering  การมอบอำนาจ

4. Role Model การเป็นแบบอย่างที่ดี

ทฤษฎีล่าสุดของ Jack Welch

Leader / Teacher

Leadership Roles (Chira Hongladarom’s style)

1. Crisis management การจัดการภาวะวิกฤต

2. Anticipate change  คาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้

3. Motivate others to be excellent การกระตุ้นผู้คนสู่ความยอดเยี่ยม

4. Conflict resolution การแก้ไขความขัดแย้ง

5. Explore opportunities การสร้างโอกาสแก่ผู้อื่น

6. Rhythm & Speed รู้จักใช้จังหวะและความรวดเร็ว

7. Edge ( Decisiveness ) กล้าตัดสินใจ

8. Teamwork  ทำงานเป็นทีม

9. Uncertainty Management  การบริหารความไม่แน่นอน

ภาวะผู้นำของ Peter Drucker

1. Ask what needs to be done ถามตัวเองว่าเราต้องทำอะไรให้สำเร็จ

2. Ask what’s right for enterprise ถามว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่ต้องลงมือทำ

3. Develop action plans พัฒนาแผนปฏิบัติการ

4. Take responsibility for decision รับผิดชอบต่อการตัดสินใจ

5. Take responsibility for communicating รับผิดชอบต่อการสื่อสาร

6. Focus on opportunities not problems มุ่งที่โอกาสไม่ใช่ปัญหา

7. Run productive meetings จัดให้มีการประชุมที่สร้างให้เกิดผลผลิต

8. Think and say We not I คิดและพูดด้วยคำว่า “เรา” ไม่ใช่ “ฉัน”

8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภทพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

Human Capital          ทุนมนุษย์

Intellectual Capital     ทุนทางปัญญา

Ethical Capital           ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital       ทุนแห่งความสุข

Social Capital            ทุนทางสังคม

Sustainability Capital   ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital            ทุนทาง IT

Talented Capital        ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ

5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

Creativity Capital          ทุนแห่งการสร้างสรรค์

Knowledge Capital         ทุนทางความรู้

Innovation Capital          ทุนทางนวัตกรรม

Emotional Capital          ทุนทางอารมณ์

Cultural Capital           ทุนทางวัฒนธรรม

 

John Kotter ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Leading Change พูดถึง กลยุทธ์ในการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง 8 ขั้นตอน โดยถือเป็นภาระของผู้นำที่จะต้องกระตุ้นองค์การให้เปลี่ยนแปลง ดังนี้

1.      สร้างความรู้สึกถึงตระหนักถึงความจำเป็น สร้างความรู้สึกกระตือรือร้น และเร่งด่วนที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร (Establishing a sense of urgency)

2.      การรวมกลุ่มที่มีพลังมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Forming a powerful guiding coalition)

3.      สร้างวิสัยทัศน์ (Creating a vision)

4.      การสื่อสารและถ่ายทอดวิสัยทัศน์ (Communicating the vision)

5.      การให้อำนาจ และทำให้คนในองค์กรดำเนินการตามวิสัยทัศน์ (Empowering others to act on the vision)

6.      การวางแผนเพื่อให้เกิดความสำเร็จในระยะสั้น (Planning for and creating short-term wins)

7.      ประมวลการปรับปรุงเหล่านี้ให้ครบถ้วน (Consolidating Improvements and Producing Still More Change)

8.      ปลูกฝังวิธีใหม่ในองค์การให้คงอยู่ (Institutionalizing new approaches)

กฎเกณฑ์ 7 Change

1. Complexity

2. Clarity

3. Confidence

4. Creativity

5. Commitment

6. Consolidation

7. Change

Principle 5 ข้อของ Leaders กับ Change

1.      แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่อง Change แตกต่างกัน

2.      ต้องศึกษาความต้องการของแต่ละคนเกี่ยวกับ Change

3.      Change กับ Loss ไปด้วยกัน ศึกษาให้ดีว่าจะต้องจัดการกับ loss อย่างไร

4.      การคาดหวัง Expectation ต้องบริหารให้ดี

5.      ต้องบริหาร Fear หรือความกลัวให้ได้

กฎ 9 ข้อ Chira - Change Theory

1. Confidence มั่นใจ   

2. Understanding Future มีความเข้าใจอนาคต

3. Learning Culture มีวัฒนธรรมในการเรียนรู้ 

4. Creativity มีความคิดสร้างสรรค์

5. Networking มีเครือข่าย        

6. Win step by step ชนะเล็กๆ

7. Keep doing and continuous improving ทำต่อเนื่อง 3 ต.      

8. Share benefits ผลประโยชน์ต้องกระจายทุกกลุ่ม

9. Teamwork in diversity สร้างทีมเวิร์คที่มีความหลากหลาย

หลักที่สำคัญ 4 ข้อ เพื่อทำให้เกิด Growth Mindset กับทีม

1.      Emotional Intelligence Mindset

2.      Connection Mindset

3.      Growth Mindset       

4.      Performance Mindset

หลักที่สำคัญ 4 ข้อ เพื่อทำให้เกิด Growth Mindset กับทีม

Emotional Intelligence Mindset

  มีความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง พฤติกรรมที่ทำให้ทีมมีความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ แล้วจะนำไป    สู่ความเชื่อมั่นในระดับองค์กร และนำไปสู่การแสดงความสามารถในการทำงานของพนักงาน ถ้าผู้นำมี Emotional Intelligence Mindset จะนำไปสู่ Performance โดยเฉพาะเรื่องของ Loyalty และความเชื่อมั่นในองค์กร

Connection Mindset

  หมายความว่า ผู้นำต้องสามารถถ่ายทอดประสบการณ์และสิ่งที่องค์กรคาดหวังไปสู่พนักงานเพื่อให้เข้าใจตรงกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจเป้าหมายและทำให้เกิด Connection ไม่ใช่ Communication  คำว่า Connect มีความลึกซึ้งมากกว่าการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร แต่รวมถึง Emotion ผู้นำต้องสร้างความรู้สึกพร้อมถ่ายทอดเป้าหมายต่างๆ

Growth Mindset

  ผู้นำควรมี Growth Mindset และต้องทำหน้าที่เป็น Mentor เป็นโค้ชเพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกันกับทีม ตอนหลังองค์กรเน้น Self-coaching เป็นการสร้าง Growth Mindset ตรงไปยังตัวพนักงาน

Performance Mindset

  สร้าง Performance ให้กับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร

คำถามทั้ง 12 ข้อน่าจะเป็นแนวทางคิดและกำหนดวัดการทำงานอย่างต่อเนื่องจะมีคุณภาพคล้าย 3V’s เช่น

1.รู้ว่าทำงานถูกคาดหวังอย่างไรและอะไร ?

2.งานที่ทำมีปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรที่เพียงพอ

  หรือไม่ ?

3.ที่ทำงานท่านมีโอกาสทำจุดที่ดีที่สุดหรือไม่ ?

4.ใน 7 วันที่ผ่านมา ได้รับคำชมหรือการยอมรับอย่างไร

  จากองค์กร

5.ผู้บังคับบัญชาเห็นคุณค่าของเราหรือเปล่า

6.มีเพื่อนร่วมงานให้กำลังใจหรือไม่

7.ความคิดเห็นของเราได้รับการยอมรับหรือไม่

8.องค์กรมีเป้าหมาย Purpose หรือภารกิจ (Mission)

  ที่ชัดเจนหรือไม่

9.มีเพื่อนร่วมงานมีความมุ่งมั่นต่อองค์กรหรือไม่

10.มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ที่เป็นที่พึ่งหรือไม่

11.ใน 6 เดือน มีคนพูดถึงความก้าวหน้าของคุณหรือเปล่า

12.ใน 12 เดือน ทำงานแล้วได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆบ้าง


อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

       ภาวะผู้นำกับผู้บริหารจัดการบางอย่างทับกันอยู่ แต่บางอย่างแตกต่างกันซึ่งเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ด้วย การเป็นผู้จัดการที่จะยกระดับไปเป็นผู้นำ กว่าจะเป็นผู้นำที่ดีได้ ต้องเป็นนักบริหารจัดการมาก่อน

แต่นักบริหารจัดการต้องทำตามสิ่งที่ได้รับมอบหมายคือ Do the thing right คือทำให้สำเร็จ และเมื่อบริหารให้สำเร็จ เราจะสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ได้ งาน 100 อย่าง เมื่อเริ่มเรียนรู้เป็น แบ่งเวลาเป็น ก็มองในเรื่องอนาคตมากขึ้น ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำ Do the right things เราต้องมีสติในการก้าวเริ่มต้นคือจากการดูสิ่งที่เราจะต้องทำก่อนว่าเกี่ยวข้องอย่างไร

       เมื่อเริ่มเป็นผู้บริหาร จะต้องเริ่มมีสติปัญญา ในการเรียนรู้มากขึ้น เริ่มมองอนาคตของหน่วยงานว่าถ้า TSU จะเดินไปข้างหน้าจะเป็นแบบไหน และเมื่อทดลองก็จะเริ่มทำ Do the right things

       ได้ยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าทำ 20 % ได้ 80% และเมื่ออนาคตมากขึ้น ถ้าคิดแบบผู้จัดการเราจะสนับสนุนสายวิชาการให้มีนักศึกษามาเรียนปริญญาตรีให้มากขึ้นได้อย่างไร และไม่จำเป็นที่ต้องเรียกคนมาในมหาวิทยาลัยก็ได้

       พอเราเป็นผู้นำ เราเลือกสิ่งที่คาดคะเนอนาคตได้ แต่ถ้าเป็นผู้บริหารจัดการให้มองที่ระยะสั้น ๆ ก่อนคือ Do the thing right คืออะไรอยู่ในมือให้ทำสำเร็จก่อน ระยะสั้นหมายถึงพันธกิจมาก่อน พอเริ่มเป็นผู้บริหารจะเริ่มนำพันธกิจมาผูกกับ Vision แล้วส่งไม้ต่อให้คนต่อไปมาช่วยเรา เราจึงได้ขึ้นมาบริหารจัดการได้มากขึ้น

       เราต้องรู้จักบทบาทของตัวเอง รู้หน้าที่ของเรา ต้องคาดคะเนได้ว่าจะเดินไปทางไหน เพื่อที่เราจะเดินไปได้ทัน จึงทำให้เราเดินไปในทฤษฎีมากขึ้น เราต้องมีผู้บริหารที่เก่ง ผู้นำที่เก่งต้องมีนักบริหารจัดการที่ดียืนอยู่เคียงข้างเสมอ ยกตัวอย่าง กฟผ. ภารกิจคือสร้างโรงไฟฟ้า คนที่เป็นผู้จัดการ ก็ต้องทำตามสั่งคือต้องสร้างโรงไฟฟ้า คนเป็นผู้จัดการอาจดูว่าต้องผลิตไฟฟ้าอยู่ แต่ถ้ามองในมุมผู้นำก็คือต้องมองเรื่องพลังไฟฟ้าทางเลือก และลดการใช้ไฟฟ้าเป็นต้น และเมื่อใช้ไฟฟ้าพันธกิจหลักจะลดลงไปด้วย ไปดูในวิธีการอื่น ๆ ได้มากขึ้น

       สิ่งที่ควรทำ คือต้องเรียนรู้จากมองรอบด้านว่ามีการเปลี่ยนแปลงในแบบไหน

การเป็นผู้นำต้องใช้ Rhythm & Speed เป็นคือต้องฝึกตัวเองตลอดเวลา และเมื่อเป็นผู้นำเขาจะเลือกที่จะ Speed เป็นว่าจะเลือกระดับไหนได้

       ทฤษฎี 3 วงกลม

       เราต้องรู้ว่าองค์กรเป็นแบบไหน เราต้องดูบริบทองค์กรด้วย และถ้าคนศักยภาพไม่พอก็พัฒนาศักยภาพคนให้มากขึ้น องค์กรจะประสบความสำเร็จหรือไม่องค์กรต้องมีศักยภาพของคน แต่ยังมีอีกวงกลมที่สำคัญคือ Motivation เป็นแรงขับเคลื่อน แรงจูงใจให้ทำงานประสบความสำเร็จ ถ้าเราหาตัวชี้วัดและเคลื่อนวงกลมได้มากเท่าไหร่ ความสำเร็จจะมีมาก มีเรื่องคน เรื่ององค์กร และสิ่งที่ประสบความสำเร็จได้

       Mindset คือตัวที่แปรความเชื่อ และความคิดที่ทำซ้ำ ๆ จนกลายเป็นพฤติกรรมได้ เราต้องเชื่อตัวเองก่อน ต้องสร้างกำลังใจขึ้นมา ผู้นำต้องเรียนรู้ให้สร้างตัวเองขึ้นมา สร้างให้เกิด Growth เราต้องมีความเชื่อขึ้นมาก่อน แล้วในที่สุดเราจะสามารถชนะได้จริง



ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

       เสริมว่าอยากให้โอกาสที่เรามาเจอครั้งนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่เราต้องหาวิธีการจัดการได้ เราต้องจัดการแบบภาวะผู้นำคือ เปลี่ยนจาก Do the thing right มาเป็น Do the right things คือเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ซึ่งแทนที่จะสำรวจ What? หรือ How? จะนำไปสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไร ทำอย่างไรไปเสริมฝ่ายวิชาการ และให้มหาวิทยาลัยเห็นถึงการเปิดโอกาสให้เราได้แสดง

       นอกจากวิเคราะห์ดีแล้ว ต้องทำให้ดี ให้สำเร็จ และเกิด Impact ด้วย


Workshop

1. วิเคราะห์ความแตกต่างของผู้นำ กับ ผู้จัดการ บุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยทักษิณ ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้างเพื่อขับเคลื่อนผลงานที่เป็นเลิศของมหาวิทยาลัย (กลุ่ม 2)

2. วิเคราะห์คุณลักษณะของภาวะผู้นำที่พึงปรารถนาของบุคลากรสายสนับสนุนของ TSU และวิเคราะห์ตัวท่านเองว่ายังขาดและจะต้องพัฒนาในเรื่องใด? (กลุ่ม 3)

3. ยกกรณีตัวอย่างการทำงานจริงที่ประสบความสำเร็จ 3 เรื่อง และวิเคราะห์ อะไรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ และถอดรหัส Mindset ของความสำเร็จนั้น (กลุ่ม 4)

4. ยกกรณีตัวอย่างการทำงานจริงที่ประสบความล้มเหลว 3 เรื่อง และถ้าจะปรับ Mindset ให้ทำงานดีขึ้นจะต้องทำอย่างไร (กลุ่ม 1)

5. เครื่องมือในการบริหาร (Management Tools)ที่คิดว่าสำคัญต่อการทำงานในอนาคต คืออะไร 5 เรื่อง อธิบาย จะใช้ตรงจุดใด (ตามความเป็นจริง) (กลุ่ม 5)

 

 

Workshop

1. วิเคราะห์ความแตกต่างของผู้นำ กับ ผู้จัดการ บุคลากรสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยทักษิณ ควรจะมีคุณลักษณะใดบ้างเพื่อขับเคลื่อนผลงานที่เป็นเลิศของมหาวิทยาลัย (กลุ่ม 2)

       ผู้นำจะเป็นผู้ที่กำหนดนโยบาย ทิศทาง เป้าหมาย เก่งเรื่องคน สื่อสาร บริหารเปลี่ยนแปลง

         ผู้จัดการเมื่อรู้นโยบายจะนำแนวทางไปปฏิบัติ นำแนวทางบริหารให้มีประสิทธิภาพ เก่งเรื่องงาน ถ่ายทอดสอนงาน บริหารตามกฎระเบียบที่วางไว้

คุณลักษณะใดบ้างเพื่อขับเคลื่อนผลงานที่เป็นเลิศของมหาวิทยาลัย

         ผู้นำที่ดีจะต้องมีวิสัยทัศน์ มีความกล้าหาญ กล้าตัดสินใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ใช้คนเหมาะสม เปิดใจกว้าง มีการตัดสินใจที่ตรงประเด็นและความจริง เป็นแบบอย่างที่ดี ให้โอกาสทีมงานในการสร้างคน สร้างทีม

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         ทฤษฎีของ ดร.จีระ จะมี Concept ของตนเอง การ List สิ่งต่าง ๆ ขึ้นกับบริบทแต่ละแห่ง จะมีอะไรก็ตามที่ฝังอยู่ในตัวเอง ซึ่งถ้าเลือกผู้นำที่มี 2 R’s คือดูบริบทของความจริง และนำประเด็นที่แหลมคม

         ในห้องนี้อย่ารู้มาก ไม่เช่นนั้นจะเป็น Garbage in Garbage out แต่ให้เลือกประเด็นที่เหมาะสมก่อนแล้วค่อยนำมาใช้

         การเป็นผู้นำและผู้บริหารที่ดีต้องมีส่วนที่อยู่ในตัวเดียวกันส่วนหนึ่ง เพราะการเป็นผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้บริหารที่ดีด้วย อย่างก่อนจะออกนอกกล่องต้อง Survey และรู้ศักยภาพในกล่องให้ครบถ้วน ก่อนกระโดดออกนอกกล่อง เราจำเป็นต้องมีกฎระเบียบ เพราะยังเป็นหน่วยงานราชการอยู่ มีระบบตรวจสอบมาก ยิ่งนานไปจะถูกตรวจสอบมากขึ้น งบประมาณแผ่นดินจะถูกใช้ให้คุ้มค่ามากขึ้น ยุคหลังมี KPI ค่อนข้างมาก ซึ่งความจริง KPI ของ ม.ทักษิณ ไม่จำเป็นต้องเหมือน ม.ราชภัฏ อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้ดีที่มี Concept ในเรื่อง Chira way และอยากให้ตอนจบ แต่ละกลุ่มมี Chira Way 2-3 เรื่องที่ดีต่อเราที่สามารถนำไป Apply กับความจริงให้มากขึ้น

 

2. วิเคราะห์คุณลักษณะของภาวะผู้นำที่พึงปรารถนาของบุคลากรสายสนับสนุนของ TSU และวิเคราะห์ตัวท่านเองว่ายังขาดและจะต้องพัฒนาในเรื่องใด? (กลุ่ม 3)

         1. ภาวะผู้นำต้องมีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ และเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงของเราทั้งหมดต้องเปลี่ยนไปในทิศทางที่พัฒนาขึ้นได้

         2. การมีมนุษย์สัมพันธ์ต้องสามารถจูงใจคนอื่นได้ ทุกคนต้องสามารถเข้าพบได้ง่าย

         3. มีความรับผิดชอบสูง

         4. มีความยืดหยุ่น และเด็ดขาด ในบางเรื่องราว

         5. มีความรอบรู้ในสังคม พร้อมนำสิ่งใหม่มาพัฒนาองค์กรของเรา

         6. เป็นผู้ประสานที่ดี เพราะจะทำให้ทีมงานและสมาชิกปรองดองได้ตลอดเวลา เพราะการถ่ายทอดอาจมีการประสานกับหน่วยงานรอบนอก

         7. ก้าวทันเทคโนโลยีด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลง

         8. ทำงานคู่ขนานกับเราได้

         9. มีบุคลิกที่ดีมีความน่านับถือ

         10. รับฟังความเห็นทุกเรื่อง

         11. พร้อมเรียนรู้ข้อผิดพลาดสู่การแก้ปัญหา

         12. ครองตน ครองคน และครองงาน

ยกตัวอย่างผู้นำ

  1. คุณวิกรม กรมดิษฐ์ มองรอบด้าน ตั้งความฝันไว้จริง แม้เป็นความฝันที่สูงแต่ไม่ทิ้งความฝัน

  2. คุณธนินทร์ เจียระวนนท์ มองการณ์ไกล ล้ำลึก มององค์รวมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มองเรื่องการค้า การพัฒนาคน และการวางแผนการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพสูง

  3. คุณอองซาน ซูจี มีความเสียสละ รักประเทศสูง อดทน ยิ้มสู้ ไม่ย่อท้อ มีความเป็นประชาธิปไตยสูง

การวิเคราะห์ตนเอง

  1. ก้าวทันเทคโนโลยี เช่นมีกลุ่มคนที่ตามไม่ทันเทคโนโลยี ไม่เรียนรู้ทั้งระบบ ยังขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

  2. ทักษะการบริหารคน ยังขาดการมองภาพกว้างมากขึ้น

  3. การสร้างทีมงานที่มีศักยภาพ การสร้างกลุ่มองค์กรใหญ่ ทำอย่างไรให้มีเครือข่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างในวิยาเขตพัทลุงในอดีตรู้จักกันหมด แต่ปัจจุบันรู้จักแค่แต่ละคณะ ดังนั้นสิ่งที่ต้องการคือการสร้างทีมงานทั้งภายในและภายนอก

  4. ทักษะการจูงใจ ที่การสร้างแรงจูงใจหรือแรงเสริมให้ทำงานได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

         สิ่งที่อยากแนะนำ มีปัจจัย 2 อันที่อยากเสริมไปคือเรื่องทุนทางจริยธรรม ที่มหาวิทยาลัยควรเน้นคนดี คนเก่ง และคนที่ทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งผู้นำที่ดีในยุคต่อไปต้องเป็นผู้นำที่มองอนาคตให้ออกว่าอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร เป็นการนำเสนอที่มีคุณค่าและนำไปปฏิบัติได้

 

3. ยกกรณีตัวอย่างการทำงานจริงที่ประสบความสำเร็จ 3 เรื่อง และวิเคราะห์ อะไรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ และถอดรหัส Mindset ของความสำเร็จนั้น (กลุ่ม 4)

         1. หน่วยงานวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน และสถาบันปฏิบัติการชุมชน ความร่วมมือร่วมกับการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย

       ปัจจัยความสำเร็จเป็นการทำงานที่บริหารจัดการร่วมกันอย่างสมดุล มีเรื่องการให้เกียรติ เห็นคุณค่า มองเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเท่าเทียมกัน

       2. ฝ่ายตรวจสอบภายใน ได้รับรางวัลด้านการบริหารจัดการการเงินการคลัง มี 5 มิติ

       ปัจจัยความสำเร็จ คือมีผู้นำที่ดี ทำงานเป็นทีม มหาวิทยาลัยสนับสนุน บุคลากรมีความรู้ความสามารถ เที่ยงธรรม รอบรู้งานตรวจสอบ และเป็นอิสระ

       3. การจัดการสถาบันทักษิณไทยคดีศึกษา ได้รับรางวัลเผยแพร่เกียรติคุณของชาติ 2548

       เรื่องการควบคุมรักษาข้อมูลความรู้ มิติวิถีชีวิต มีลูกศิษย์เครือข่าย วัฒนธรรมภาคใต้ ผู้นำมีความเป็นผู้นำ กล้าตัดสินใจ ทุกคนเชื่อว่าวัฒนธรรมเป็นตัวควบคุมพฤติกรรม และสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

       ขอชื่นชม ม.ทักษิณ ซึ่งทั้งรื้อฟื้นสถาบันนี้ขึ้นมาแล้วให้เป็นเรือธงที่เสริมขึ้นมาจะเป็นการขยายตัวที่ดี มีการใช้ทรัพยากรที่มาก มีคณะวิศวะเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งเราโดดเด่น เรื่องบัญชี นิติศาสตร์ ศิลปะศาสตร์ กลุ่มนี้ต้องเอาจุดเด่นของ ม.ทักษิณให้ชัดเจน ยึดสิ่งที่เราเก่งมากกว่าสิ่งที่เราใหญ่ มองที่ Quality มากกว่ามองที่ Quantity อยากให้ระมัดระวังแบรนด์เหล่านี้

 

4. ยกกรณีตัวอย่างการทำงานจริงที่ประสบความล้มเหลว 3 เรื่อง และถ้าจะปรับ Mindset ให้ทำงานดีขึ้นจะต้องทำอย่างไร (กลุ่ม 1)

         1. การจัดหารายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้า มีการกำหนดหน่วยงานว่าเท่าไหร่ ส่วนใหญ่พึ่งพาจากค่าลงทะเบียนนิสิตส่วนใหญ่ การหารายได้เพิ่มขึ้นต้องสร้างกลยุทธ์เข้มแข็งคือ PDCA กำหนดจุดแข็งจุดอ่อน เพื่อปรับวิธีคิด มองวิกฤติเป็นโอกาส มีการลดค่าใช้จ่าย มีการนำระบบ LEAN มาใช้ ลดขั้นตอนในการลดค่าใช้จ่ายลงไปได้

       2. จำนวนนิสิตทั้งประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องสวนทางกับการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นในเรื่อง Mindset ต้องมีการปรับวิธีคิดในการทำงานเชิงรุก หาช่องทางต่าง ๆ ทำอย่างไรให้ได้นิสิตเพิ่มขึ้น

         3. การประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บางครั้งลงไปไม่ถึง ขึ้นไปไม่ถึง ทำอย่างไรให้สื่อสารทั่วถึง มีเครื่องมือ เพิ่มช่องทางการสื่อสารมากขึ้น มีช่องทางที่หลากหลาย

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

  เรื่องการหารายได้เพิ่มขึ้น ขอสนับสนุนให้พวกเรามี Mindset เพิ่มขึ้น หายุทธวิธีที่เหมาะสมกับบริบทของทักษิณ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยมีคล้ายกัน โอกาสที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมากกว่าหลายแห่ง เพียงแค่สาขาวิชาเราไม่ได้ง่ายเนื่องจากเป็นศิลปวัฒนธรรม สิ่งที่เป็นประโยชน์มากคือการท่องเที่ยว การเข้าชุมชน การใช้ศิลปวัฒนธรรมช่วยธุรกิจ Start up มองเรื่องลูกค้าต่างประเทศ และเรื่องลูกค้าผู้สูงอายุ ไม่ใช่เฉพาะวัยเรียนอย่างเดียว สิ่งนี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น อยากให้ Empower คนฝ่ายสนับสนุมากขึ้น เพราะเมื่อเกิดไอเดียเพิ่มขึ้นต้องทำให้เกิดความต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

5. เครื่องมือในการบริหาร (Management Tools)ที่คิดว่าสำคัญต่อการทำงานในอนาคต คืออะไร 5 เรื่อง อธิบาย จะใช้ตรงจุดใด (ตามความเป็นจริง) (กลุ่ม 5)

       เครื่องมือในการมองบริหารมีเรื่องการบริหารคนและบริหารงาน มีเรื่องการบริหารคน อันแรกคือ

       1. Employee Engagement Survey จะมีการนำคนมาพัฒนาได้อย่างไร สร้างคนให้มีความรักและผูกพันกับองค์กรจะทำให้คนในองค์กรทุ่มเททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

       2. Happy Workplace เป็นเครื่องมือที่ทำอยู่ แต่ประเด็นคือคนมีความสุขหรือยัง สร้างให้คนมีความพร้อมทั้งกายและใจ ให้งานเป็นผลและคนเป็นสุข จะทำให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ

       3. วงจร PDCA ใช้ในการวางแผนติดตามกำกับการปฏิบัติงาน มีการติดตามวางแผนกลยุทธ์ ใช้การทำงานอย่างต่อเนื่องแต่ต้องดูว่ามีการหมุนแบบไหนอย่างต่อเนื่องและให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ พบว่าเป็นเครื่องมือใช้อยู่ปัจจุบัน แต่จะไปในอนาคตไม่มากนัก ทำอย่างไร PDCA สูงขึ้น

       การปฏิบัติและนวัตกรรมจะทำอย่างไร ตัวอย่าง EdPEx เกิดจาก PDCA หมุนไปเรื่อย ๆ แล้ว EdPEx จะสำเร็จผล

       4. ระบบสารสนเทศ ใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการบริหารแต่มีการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ และมีการตัดสินใจดีแล้วหรือไม่

       5. LEAN คือการลดรอบการปฏิบัติงาน เมื่อ 4 ปีที่แล้วเคยลดรอบการปฏิบัติงานของ กพร. ลดความสูญเสียเวลาการปฏิบัติงาน ลดกระบวนการ แต่งานจะมีประสิทธิภาพและอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เช่นเกษียนหนังสือ

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

       ในกลุ่มนี้เรื่อง Management tool เมื่อมีอุปสรรคเราต้องใช้ความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคให้ได้ เพราะงานที่นี่มีอุปสรรคมาก และเมื่อมีอุปสรรคแล้วจะต้องเอาชนะอุปสรรคมัน ต้องเริ่มเสาะแสวงหา Talent Management ในมหาวิทยาลัยมากขึ้น และถ้าอบรมสไตล์ Chira Way มากขึ้นจะค้นพบ Talent หรือดาวเด่นในองค์กรได้ ที่จะช่วยสนับสนุนทั้งในระดับสนับสนุนและอาจารย์มหาวิทยาลัย

       อยากทำ Survey เรื่อง Happy at work กับ Happy workplace แยกกันระหว่างงานที่ทำอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงาน และทำอย่างไรให้คนในองค์กรมี Happy at work ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ Happy Workplace

       Happy at work มีตัวประกอบ 3 ตัวคือ มี Passion Purpose และ Meaning ซึ่งการมี Passion จะเกิด Excitement ถ้าชอบงานที่ทำอยู่จะอยากทำทุกวัน และมีคุณค่าที่เราได้ทำด้วย

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

       2 เรื่องใหญ่คือภาวะผู้นำ อีกเรื่องเป็นตัวย่อยในตัวใหญ่คือ Mindset ซึ่งแม้ไม่เป็นผู้บริหาร หรือผู้จัดการ ถ้าได้ปรับ Mindset ก็ทำให้มีความสุขได้ ถ้าเป็น Fixed Mindset จะเป็นลักษณะความเก่งที่นิ่งไม่ก้าวมากไปกว่านั้น แต่ถ้าฝึกการ Fixed เป็น Growth ได้จะทำให้เราก้าวมากขึ้น

       คนที่เป็น Fixed Mindset จะหลีกเลี่ยงความท้าทาย ทำไปเรื่อย ๆ หรือถ้าปรับเป็น Growth Mindset ต้องให้โอกาสผู้ใต้บังคับบัญชา และเชื่อว่าเขาสามารถ Growth ได้มากกว่านั้น หรือบางทีเราไม่ได้ค้นพบตัวเราเองว่าเก่งอะไร แต่ปรากฏว่าเขาทำบางอย่างให้เก่งมาก ให้หาบางอย่างที่ตัวเองเก่งแล้วพยายามที่ท้าทาย

       คนที่เป็น Fixed Mindset จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แต่ถ้าเราฝึกให้เป็น Growth ให้ชนะเล็ก ๆ และเมื่อมีอุปสรรคใหญ่ ๆ ให้ปล่อยมัน

       สิ่งสำคัญเรื่อง Growth Mindset คือคิดวิธีที่เอาชนะอุปสรรคได้ เราสามารถฝึกให้ Growth ได้ แต่ละคนจะมี Peak Performance ไม่เหมือนกันให้เราหาจุดที่เป็น Peak Performance ให้เจอ ซึ่งหาเจอ จะพบว่าเราทำได้ แล้วเราจะยิ่งมีความพยายามมากขึ้นเรื่อย ๆ

       การขยันเท่าไหร่ ถ้า Mindset ไม่ดีจะไปไม่ถึง พวกที่เป็น Fixed Mindset จะท้อ พวก Growth Mindset จะหาทางในการทำสิ่งต่าง ๆ ของเราขึ้นมา

 

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

       Mindset คือจิตที่ฝังอยู่ข้างใน ถ้าเราปรับ Mindset ได้เราจะเกิดทัศนคติที่มีความมั่นใจตัวเองมากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น มีความเชื่อว่าเราทำได้ ๆ ๆ และเกิดเป็นอุปนิสัย เกิดเป็น Habit ซึ่งถ้า Habit ดีจะทำให้เรามีประสิทธิภาพสูงขึ้น อย่างไปที่ทำงานให้ถามว่าอะไรมีความสำคัญที่สุดถึงทำอันนั้น

       เกิดจากการปรับทัศนคติ ความเชื่อ นิสัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่าการปรับ Behavior

       ความสำเร็จมีความสำเร็จมากมาย ไม่ใช่แค่ความสำเร็จเดียว และที่น่าเป็นห่วงคือคนที่สำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย

       การได้มาปะทะกันจริงจะทำให้คนมีความสามารถ มีความมั่นใจ มีทัศนคติที่ดีขึ้น คำถามคือสิ่งเหล่านี้เป็นการปรับพฤติกรรมที่อยู่แค่ในช่วงเรียนหรือไม่ ดังนั้นหลักสูตรนี้ได้เปรียบตรงที่ก่อนวางแผน และดำเนินการวันแรก และตอนที่ประเมินผล 6 เดือนหรือ 1 ปี หลังจากที่จบไปแล้ว แต่ความสำเร็จนี้เป็นความสำเร็จขั้นต้นคือการขึ้นบันได จึงอยากผลักดันให้ทุกคนปรับ Mindset เพื่อไปสู่ความเป็นเลิศในบันไดขั้นที่ 3 , 4, 5,…

       อะไรที่ฝังในตัวเราและยึดกับเรา และยึดว่าเป็นนิสัยที่ ไม่ยอมล้มเหลว เราต้องมี Mindset ที่เป็น Quality Mindset ที่บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือด้วยซ้ำ ความเป็นผู้นำของ TSU จึงขึ้นอยู่กับทุกคนร่วมมือกัน ผู้นำที่ดีต้องรู้เรื่องการจัดการที่ดีด้วย ไม่เช่นนั้นผู้นำจะล้มเหลว

      การเป็นผู้นำ ถ้านำข้างหน้าต้องมองข้างหลังได้ด้วย ต้องพยายามเปลี่ยนศัตรูเป็นเพื่อนให้ได้



วิชาที่ 3

การออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าแบบ 3 V (Value added – Value Creation – Value Diversity) (1/2)

-      งานส่วนบุคคล

-      งานกลุ่ม

โดย   อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         อาจารย์วราพร ชูภักดี

 

อาจารย์วราพร ชูภักดี

งานใหญ่2ชิ้นนำเสนอวันปิดโครงการ

งานที่1)

อ่านหนังสือ เรื่อง Harvard Business Review -HBR'S HBR'S 10 MUST READS On Management

วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญของ Chapter ที่ได้รับมอบหมาย เทียบเคียงกับสถานการณ์ของ TSU และการนำมาใช้พัฒนางาน/มหาวิทยาลัย

ทุกกลุ่มกรุณานำเสนอเป็น Power Point และโปรดบันทึกไฟล์งานใส่ handy drive มาลงในเครื่อง notebook กลาง เพื่อนำเสนอ วันที่ 29 ส.ค. 60 (กลุ่มละประมาณ 7 นาที)

กลุ่ม 1 : How Will You Measure Your Life? น. 1-12

กลุ่ม 2 : Managing Oneself น.13-32

กลุ่ม 3 : Manage Your Energy, Not Your Time น.61-77

กลุ่ม 4 : Moments of Greatness : Entering the Fundamental State of Leadership น.127-145

กลุ่ม 5 : Management Time : Who's Got the Monkey? น.33-45

 

งานที่ 2) งานการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนางานและวิธีการนำเสนองานออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนางานของมหาวิทยาลัยทักษิณ(งานกลุ่ม)

ผลงานที่ต้องส่ง คือ

1.โปสเตอร์/รายงานในกระดาษ A3 1 แผ่น

2.Power Point นำเสนอแนวคิดต่าง ๆ ของโครงการ

3.การนำเสนอในวันปิดหลักสูตร กลุ่มละ 8 นาที

 

ทฤษฎี 3 V

1. Value Added สร้างมูลค่าเพิ่ม

2. Value Creation สร้างคุณค่าใหม่

3. Value Diversity สร้างคุณค่าจากความหลากหลาย

 

ตัวอย่างกระบวนการคิดเพื่อการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรม

1) ประเด็นท้าทาย

2) วิสัยทัศน์

3) พันธกิจ

4) ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

5) บทบาทของคณะ / หน่วยงานของเรา

6) ปัญหา / โอกาส --เพื่อหาทางสร้างคุณค่าแบบ 3 V

7) หาไอเดียใหม่ ๆ ในการทางานเพื่อประสิทธิภาพ / คุณภาพที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะนวัตกรรมด้านกระบวนการทางานที่ช่วยให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น / ลด ต้นทุน (Process Improvement)

8) จาก ideas ideas สู่กลยุทธ์/แผนปฎิบัติการโดยสังเขป

9) วัดผลอย่างไร

 

 

แนวทางของการออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนางานของมหาวิทยาลัย

1.ชื่อโครงการ

2.หลักการและเหตุผล (ความสำคัญและความจาเป็นของโครงการฯ)(นาเสนอข้อมูลที่ได้ศึกษาเพื่อหาความจาเป็นและความสำคัญของโครงการนี้)

3.วัตถุประสงค์ / เป้าหมาย

4.กรอบแนวคิดของโครงการและยุทธศาสตร์(ทฤษฎีสำคัญที่เกี่ยวข้อง/นาเสนอข้อมูลที่ได้ศึกษาเพื่อหายุทธศาสตร์หรือแนวทางในการทาโครงการนี้)

5.ขั้นตอน/วิธีการดำเนินงาน/ Time frame

6.แหล่งเงินทุนและงบประมาณ (เน้นการบริหารจัดการจากทรัพยากรที่มีอยู่)

7.วิธีการประเมินผล

8.ผลที่คาดว่าจะได้รับ และการค่าแบบ 3 V

9.ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค และปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการฯ

10.บทสัมภาษณ์ทัศนะของผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการนี้เป็นอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่ มองปัจจัยที่เป็นอุปสรรค และปัจจัยที่จะทาให้โครงการนี้สำเร็จอย่างไร

 

นาเสนอผลงานด้วย Poster

กระดาษ ขนาด A31แผ่น

นำเสนอข้อมูลที่สำคัญของโครงการและการออกแบบดีไซน์ที่น่าสนใจ อาจเป็น info graphic

#ชื่อโครงการ

#หลักการและเหตุผล

#วิธีดำเนินการ/กลยุทธ์

#ผลที่คาดว่าจะได้

#อื่นๆที่เป็นจุดขายของโครงการ

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

         การคิดโครงการฯ ให้คิดจาก 2 R’s คิดได้หลายรูปแบบ อาทิ

1. การคิดจากนำของเก่าแล้วเล่าใหม่ก็ได้

2. มองที่ตัวปัญหาว่าอยากแก้อะไร หรือคิดเรื่องกระบวนการในการจัดการโครงการ

         3. การใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ

 

WORKSHOP (1)

       1. แต่ละกลุ่มนำเสนอ idea / หัวข้อพร้อมหลักการ เหตุผลและความจำเป็น



สรุปการบรรยาย

วันที่ 5 กรกฎาคม 2560

ณ ชั้น 2 สำนักห้องสมุด มหาวิทยาลัยทักษิณ

 

วิชาที่ 4 Learning Forum

หัวข้อ  การสร้างและบริหารทีมอย่างมีประสิทธิภาพ

โดย    อาจารย์รณกฤต สิทธิพรหม

 

Mindset

         กลุ่มความคิด หรือชุดความรู้ที่ต้องใช้เวลาในการสะสม จนเป็น Mindset

ก่อนสร้างทีมต้องทำให้ทุกคนเรียนรู้ทักษะเรื่องการที่ทำให้เขาเชื่อตัวเราก่อน

 

การสร้างทีม

         - ต้องรู้จักตัวเองก่อน (อาทิ ตัวเองรู้สึกอย่างไร คนอื่นมีความรู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน)

 

DANCE Teamwork

1. Dream มีเป้าหมายเดียวกัน

2. Action ลงมือทำตามเป้าหมายและแผน

3. Network สร้างสายสัมพันธ์อันยอดเยี่ยม

         - สายสัมพันธ์เริ่มต้นที่การบริหารในเชิงจิตวิทยาทั้งนั้น ถ้าบริหารดีจะสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีด้วย

4. Communicate การสื่อสารที่ทรงพลัง

         - สื่อสารจากข้างในแล้วไปข้างนอก

5. Enjoy ทำให้ชีวิตสนุก

ที่มาของวิธีคิด

         ทุกกระบวนการมีต้นเหตุทั้งหมดที่มาจาก Mindset ได้แก่

ประสบการณ์ที่ผ่านมา

1. ครอบครัว

ยกตัวอย่าง คนที่อยู่กับสิ่งไหนมาก ๆ จะเป็นอย่างนั้น

2. การศึกษา

         ยกตัวอย่าง รู้สึกไม่ชอบอ่านหนังสือเพราะอะไร เช่นใกล้สอบจะเครียด แล้วต้องอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือไปเชื่อมโยงกับความเครียด เลยไม่ชอบอ่านหนังสือ

3. สิ่งแวดล้อม

ทุก ๆ อย่างจะบอกจากกระบวนการเชื่อมโยงทั้งหมด ถ้าเชื่อมโยงได้จะหาสาเหตุเจอ เราไม่ควรที่จะไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นลบ

4. วัฒนธรรม

5. กรรมเก่า

         สรุป เริ่มต้นจากความคิด และถ้าทำบ่อย ๆ จะเกิดตัวคุณขึ้นมา

การป้อนข้อมูลผ่านสัมผัสทั้ง 6

         หู ตา จมูก ปาก สัมผัส ใจ ผ่านจิตสำนึก สู่เบต้า

         เริ่มต้น ให้สร้างความรู้สึกดีกับตนเองก่อน แล้วรู้สึกดีกับตัวเองอย่างไร ถึงเริ่มทำแบบนั้นกับคนอื่น

         และเมื่อสิ่งใดก็ตามที่ทำบ่อย ๆ ผ่านจิตสำนึกจะส่งไปสู่ที่นิสัยและจะลงลึกไปที่จิตสำนึก เกิดการปฏิบัติที่ทำโดยอัตโนมัติ

การมองคนอย่างเข้าใจ  (ก่อนเริ่มมองใคร ให้มองที่ตัวเองก่อน) อาทิ

คนขี้เกียจ เกิดจากอะไร เช่น อาจโดนเลี้ยงมาอย่างสปอย หรืออาจโดนใช้งานมามาก

         คนขี้โกรธ เช่น สภาพแวดล้อมกดดันที่ทำให้เป็นแบบนั้น ทะเลาะกับที่บ้าน ฯลฯ

         โลกนี้มีสองชั้นอยู่เสมอ ก่อนที่จะมองคนอื่นให้มองตัวเองมากขึ้น ให้เรียนรู้ในการเข้าใจตนเอง แล้วจะสามารถจัดการตนเองได้

         - รู้สาเหตุเพื่อตระหนัก (รู้กับดัก หาสาเหตุ ดูผลลัพธ์ เปลี่ยนอย่างไร)

         - โฟกัสเรื่องที่คุณต้องการจะเป็น ต้องการจะรู้ อยู่ที่โฟกัสสมองหรือจิตในการให้ความสนใจ แล้วเราจะสนใจตามนั้น อยู่ที่เราจะออกแบบให้จิตใจเราเป็นเช่นไร เพราะทุกครั้งที่คุณคุย หรือพูด หมายถึงคุณป้อนให้ตัวเองเป็นอย่างนั้น

         - เกลียดแบบไหน จะดึงคนแบบนั้นเข้ามามาก หรือเป็นคนแบบนั้นไปเลย

ตัวอย่าง

1. กับดัก อีโก้ 

  สาเหตุ 1. ประสบความสำเร็จ 2. ปกปิดความไม่รู้ 

  ผลลัพธ์ 1. เหนื่อยคนเดียว 2. เครียดไม่รู้ตัว 3. ล้าหลัง

  เปลี่ยนอย่างไร เมตตา ลดอัตตา

2. กับดัก เห็นแก่ตัว

  สาเหตุ 1.ทำตามหน้าที่ 2. โดนครอบงำด้วยสมมุติ

  ผลลัพธ์ 1.มองไม่เห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น 2.ทำอะไรไม่สำเร็จระยะยาว

  เปลี่ยนอย่างไร เมตตา ลดอัตตา

3. กับดัก อารมณ์เหวี่ยง

  สาเหตุ 1. ไม่เคยทำจิตใจให้สงบ  2. ชอบเสพสื่อแบไม่เกิดปัญญา

  ผลลัพธ์ 1. เครียดง่าย 2. เป็นโรคเรื้อรัง 3. เหนื่อย

  เปลี่ยนอย่างไร ฝึกสมาธิ หมั่นเห็นอารมณ์

4. กับดัก เกลียดคนแบบ...

  สาเหตุ 1. เคยโดนคนลักษณะนั้นแกล้งหรือทำให้ไม่พอใจ

  ผลลัพธ์ 1. ดึงดูดคนแบบนั้นเข้ามาในชีวิต 2. เป็นซะเอง

 เปลี่ยนอย่างไร เมตตา ให้อภัย รักผู้คนให้มากพอ

5. กับดัก วัตถุนิยม

 สาเหตุ 1. วัฒนธรรมและโฆษณา 2. ความทะยานอยาก

 ผลลัพธ์ 1. มีแต่ของที่ไม่จำเป็น 2. เป็นหนี้ 3. สุกนอกทุกข์ใน

 เปลี่ยนอย่างไร 1.ใช้ชีวิตให้เรียบง่าย 2. อย่าเอาชีวิตของเราไปแขวนไว้กับคนอื่น

6. กับดัก ไม่จัดการการเงิน

  สาเหตุ 1. เกลียดวิชาเลข 2. มองว่าวุ่นวาย

 ผลลัพธ์ 1. มีปัญหาเรื่องการเงิน 2. มีปัญหาชีวิต

เปลี่ยนอย่างไร 1.เรียนการจัดการการเงินตอนนี้ 2. หาทีมร่วมทำงาน

7.กับดัก ฉันทำงานเพื่อตัวฉัน

สาเหตุ 1. ถูกสอน 2. ใช้สมองคิดมากไป

ผลลัพธ์ 1. ไม่เจริญเติบโต 2.เห็นแก่ตัว

เปลี่ยนอย่างไร 1. เราเกิดมาทำประโยชน์ให้ผู้อื่น

8. กับดัก เบื่อทำงานกับผู้คน

สาเหตุ 1.เคยทำงานกับคนเยอะแล้วเรื่องเยอะ 2.เราเป็นคนดึงดูดเข้ามาด้วยความเกลียด

ผลลัพธ์ 1.เจริญเติบโตช้า 2.มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

เปลี่ยนอย่างไร 1. เปลี่ยนมุมมองคนใหม่ 2.สนใจลักษณะคนที่อยากร่วมงาน

รู้จัก จิตสำนึก และจิตใต้สำนึกหรือยัง ?

จิตสำนึก

- ทำงานตอนรู้ตัว (มีสติ)

- รับข้อมูล

- เหตุผล (ตัวเอง)

         สรุป ตรงส่วนที่เป็นจิตสำนึกจะรู้แค่เห็น แค่ฟัง ประสบการณ์เหมือนเดิมมีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งสิ่งที่จริงและสิ่งที่หลอก

         - อย่าเพิ่งตัดสินตั้งแต่เริ่มต้น

         - ทุกอย่างมี 2 ชั้นเสมอ

         - ตัดสินได้เมื่อเข้าใจคนก่อน

 

จิตใต้สำนึก

- เก็บข้อมูล

- ประมวลผล

- อัตโนมัติ (ทำซ้ำบ่อย ๆ)

- ขับเคลื่อนชีวิต

 

จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกทำงานร่วมกันอย่างไร ?

จิตสำนึกและจิตใต้สำนึกทำงานร่วมกันเสมอ

         - ป้อน

         - ประมวลผล

         - ผลลัพธ์

         - ผลที่ตามมา

         สรุป ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ให้ดูอารมณ์ในช่วงนั้นก่อนว่าดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีให้หยุดก่อน แล้วค่อยพูดออกไป ถ้ามองเห็นผลที่ตามมา จะกำหนดได้ว่าจะทำอะไรต่อไป

การทำงานร่วมกัน

         - ฉัน / เธอ / คนอื่น คือไม่ว่าทำอะไร มีผลต่อทุกคน

         เช่น การป้อนเรื่องไม่ดีก็เป็นการที่เราสิ่งไม่ดีไปกับเขา การป้อนสิ่งที่ดีก็เป็นการใส่สิ่งที่ดีไปกับเขา การพูดถึงคนอื่นไม่ดีก็เสมือนการหลั่งสารอดรินาลีนให้ตัวเอง แรก ๆ สนุกแต่จริง ๆ จะทุกข์เอง ถ้าเราเข้าใจจะทำให้อารมณ์น้อยลงเลย สิ่งที่ทำคือต้องรู้จักผ่อน และทำความเข้าใจมากขึ้น การใส่รากหรือความคิดบวกลงไปต้องใช้เวลา อย่าให้อาหารในเรื่องที่ไม่ดี เช่นโกรธ ให้เปลี่ยนไปทำเรื่องอื่นแทน ให้หายใจลึก ๆ ให้เข้าใจทุก ๆ กระบวนการ

         - เรื่องจริง หรือเหตุการณ์ = จินตนาการ (เชื่อมากพอ บ่อยมากพอ)

         สังเกตได้ว่าคนสำเร็จส่วนใหญ่จะจินตนาการตอนเช้าและก่อนนอน อยากสำเร็จต้องเชื่อมากพอ คิดอย่างนั้น คิดอย่างไรได้อย่างนั้น

         - อดีต – ปัจจุบัน – อนาคต

         ให้สนใจเรื่องที่ต้องการจะเป็นแล้วจะมีสิ่งมาเกื้อหนุนคุณ

         เรื่องในอดีตมีทั้งลบ และบวก

         เรื่องในอนาคตมีทั้งลบ และบวก

         - คิด – พูด – ทำ

         ไม่ว่า คิด พูด ทำ ทุกสิ่งลงไปที่จิตใต้สำนึกหมดเลย

         ถ้าเราไม่สามารถ Control คนอื่นได้ ให้เรา Control ตนเองให้ได้ก่อน

การบริหารจัดการอารมณ์

         อารมณ์เปรียบเสมือนน้ำมันที่ทำให้รถไปต่อได้ และมีผลกระทบกับทุกคน

ดีอย่างไร ?

1. อยู่ได้ในทุกสถานการณ์

2. ลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคเรื้อรัง และติดเชื้อ

3. มีผลกระทบที่ยอดเยี่ยมกับคนรอบข้าง

คิดบวก

- คิดแบบเข้าใจไม่โลกสวยเกินไป

- การคิดบวกที่เกินพอดีคือการเพ้อ

- การคิดบวกเปรียบเสมือนการเติมพลังงานให้ตัวเอง เป็นการสร้างความสมดุลให้ร่างกาย

จัดการอารมณ์เชิงลบ

วิธีการเลือกจัดการอารมณ์เชิงลบ อาทิ

1. ระบุ

2. ต้องทำอะไร (สร้างสรรค์)

3. เปลี่ยนที่สนใจ

4. ฉันได้เรียนรู้อะไร

5. ทำอย่างไรให้ดีขึ้น

6. ทำอะไรได้ตอนนี้


โปรดคลิกที่ลิ้งค์นี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ

http://www.naewna.com/politic/columnist/30450

ที่มา: คอลัมน์บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ. แนวหน้า. วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2560 หน้า 5