พัฒนากระบวนการคิด มีจิตสาธารณะ : รู้เขา รู้เรา... รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

“หากรู้เขา รู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้งก็ไม่มีอันตรายอันใด ถ้าไม่รู้เขาแต่รู้เพียงเรา แพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่ หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้งที่มีการยุทธ์นั้นแล”





“การชนะทั้งร้อยมิใช่วิธีการอันประเสริฐแท้ แต่ชนะโดยไม่ต้องรบเลย จึ่งถือว่าเป็นวิธีการวิเศษยิ่ง” และ “หากรู้เขา รู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้งก็ไม่มีอันตรายอันใด ถ้าไม่รู้เขาแต่รู้เพียงเรา แพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่ หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้งที่มีการยุทธ์นั้นแล” 

ท่านซุนวูกล่าวเนื้อความข้างต้นในเชิงปรัชญา เพื่อให้ผู้สนใจได้ระหนัก คิดตาม มิใช่หมายใจจะให้สู้รบฆ่าฟันด้วยอาวุธอันมีมีดดาบแสงปืนเท่านั้นที่หวังจะเอาแต่ชนะ หากประสงค์สอนใจพวกเราต่างหากว่า ไม่ว่าจะกระทำการอันใดก็ตาม หากการเรียนรู้ตนเองเป็นเบื้องต้น การเรียนรู้ผู้อื่นไปพร้อมตาม ก็จะช่วยอำนวยให้สามารถดำเนินการสิ่งนั้นให้ลุล่วงด้วยดี

กระบวนการ “รู้เขา รู้เรา” ที่นำมาใช้ในการเรียนรู้ร่วมกันผ่านภาพถ่าย ที่ให้สมาชิกทุกคนเลือกรูปตนเองที่แสดงตัวตนมากที่สุดในมือถือมาเล่าให้เพื่อนฟังว่า ทำไมถึงเลือกรูปนี้ ชอบเพราะอะไร มีเรื่องราวอะไรดีๆในภาพนี้ที่จะเล่าให้เพื่อนฟัง สื่ออะไรถึงตัวตนของเรา...และฟังคนอื่นเล่าเรื่องตัวเองผ่านรูปถ่ายเช่นกัน แบ่งกลุ่มเล็กๆเล่าให้กันฟัง หมุนวนไปสามกลุ่ม ก็มีเพื่อนมากขึ้นอย่างน้อยอีกสิบคน ...

การมาพบกันใหม่ ในกลุ่มใหม่ในค่าย การจะเรียนรู้คนอื่นเป็นเรื่องสำคัญ การมีปฏิสัมพันธ์เป็นเรื่องพื้นฐาน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเรียนรู้ใจตนเองเพื่อบอกเล่าเพื่อนใหม่ ... จะช่วยกลั่นกรองความคิด อันออกมาจากจิตใจของตน  แล้วเรียนรู้ตัวตนของเพื่อนผ่านการเปิดใจรับฟัง

การเปิดใจ......จึงสำคัญต่อการเรียนรู้ เพื่อลดกำแพงของตน ลดกำแพงของใจ ลดเส้นแบ่งของความคาดหวัง ลดพลังของความกลัว นั่นคือการลด ละ เพื่อ “(ไว้)วางใจ”


วันแรกและวันสองกิจกรรมส่วนใหญ่ เราเน้นการเรียนรู้ตนเองและรู้จักเพื่อน ผ่านเรื่องเล่า ผ่านการพูดคุย ผ่านการเขียนแล้วบอกเล่า ผ่านการทำงานกลุ่ม ผ่านการแบ่งกลุ่มและเปลี่ยนกลุ่มไปเรื่อยๆไม่ให้ซ้ำกัน เพื่อการกระจายตัว สลายความเป็นสถาบัน และความทั่วถึงกัน... ระหว่างทำกระบวนการนี้ หลายคนคงมีคำถามในใจมากมาย ว่า เหตุใด ไม่มีการให้แนะนำตัวอย่าเป็นทางการ ว่าชื่ออะไร เรียนอะไรที่ไหน มีตำแหน่งอะไร ทำไมถึง(ถูกคัดเลือก/คัดสรร/จัดสรร)ให้ได้มาค่ายครั้งนี้ ... แต่ไม่เลย ทุกคนไม่ได้มีโอกาสแนะนำตัวอย่างเป็นทางการแม้แต่น้อย จนกระทั่งค่ายเสร็จสิ้น ก็ไม่ได้มีพิธีหรือขั้นตอนการแนะนำ ชื่อเสียงเรียงนามหรือยศตำแหน่งแต่ประการใด ก็จะมีเพียงคำพูดสั้นๆของผมเองที่กล่าวในตอนบรรยายวันที่ 6 ของค่าย และกล่าวในตอนคำกล่าวอำลาในเช้าวันที่ 7 ที่ว่า “หลายคนมีตำแหน่งเป็นนายก เป็นอุปนายก รองนายก หรือตำแหน่งต่างๆมากมาย บางคนเป็นนักศึกษาธรรมดาๆ” ผมก็คิดทบทวนอยู่บ่อยครั้งในชีวิตว่า ตำแหน่งเหล่านี้บางทีก็เป็นเพียงหัวโขนที่ผ่านมาให้สวมใส่ เล่นบท แล้วก็ถูกถอดออกตามวาระ หลายครั้งบางคนถอดหัวโขนออกไม่ได้หรือลืมว่าได้ถอดมันออกแล้ว ก็ยึดติด ยังเล่นบทนั้นอยู่ ทั้งๆที่มีคนมาเล่นบทนั้นแทนเรา ในตอนใหม่หรือภาคใหม่แล้ว... ค่ายนี้ ผมจึงหวังใจลึกๆว่า หากชาวค่ายหวังจะอยากรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ตำแหน่งอันมีเกียรติทั้งหลาย ก็สามารถทำได้ในช่วงที่พอจะมีเลาว่างให้ได้เรียนรู้นอกตาราง และหลายคนก็รู้จักมักคุ้นกันมาบ้างแล้วจากเวทีหรืองานอื่นๆ ที่ค่ายนี้จึงไม่ได้วางแผนการจะเรียนรู้กันเรื่องตำแหน่ง.... มิได้ลดเกียรติ หรือแม้จะดูเหมือนไม่ให้เกียรติ แต่ค่ายนี้ หวังความเสมอภาคของการเรียนรู้ร่วมกัน เพราะแม้ในทีมของวิทยากรกระบวนการเอง ผมก็บอกน้องๆว่า เรามาเรียนไปพร้อมๆกัน...

การเรียนรู้โดยปราศจากอคติ จึงน่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยเสริมการเรียนรู้... โดยเฉพาะการรู้เขา รู้เรา... ชาวค่ายมีเวลาเรียนรู้กันถึง 6 วันเต็มๆ ทั้งช่วงพักหรือช่วงที่เรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ และสำคัญกว่าการเรียนรู้กันในค่ายคือ การสานสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง หลังเสร็จค่าย จะเป็นเรื่องที่งดงามมากกว่า

จากการสะท้อนผล ถอดบทเรียนในช่วงค่ำของวัน ผลที่ได้จากข้อเขียนของชาวค่าย หลายคนเล่าว่า ได้เรียนรู้เพื่อนๆ เรียนรู้ตัวตน ความรู้สึกนึกคิด มุมอง ทัศนคติ ได้เร็วขึ้น ที่สำคัญ หลายคนพูดถึง การได้เรียนรู้ตนเองไปพร้อมๆกัน เพราะก่อนจะเล่าบอกเพื่อน ตนเองต้องคิด ตริตรอง ใคร่ครวญ คือการมองตนเองมาจากข้างในจิตใจ พื่อเล่าบอกเพื่อนๆ ถือเป็นการทบทวนตนเองไปด้วย “รู้เขา รู้เรา” จึงงดงาม กระจ่าง และอบอวนไปด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ 







บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น



ความเห็น (0)