ดร.ปรเมศวร์ กุมารบุญ

สองสามปีที่ผ่านมาผมไม่เปิดอ่านอะไรที่เกี่ยวกับ Internet of Things (IoT) เลย แน่นอนผมชอบเรื่องเครื่องจักรคุยกับเครื่องจักร (Machine to Machine Communication; M2M) ไวน์ในตู้เย็นหมดมันเชื่อมต่อ internet สั่งคนมาส่งของให้แล้วตัดเงินเลย ก็ดีน่ะสิ หรืออุปกรณ์ Wearable Device เครื่องตรวจวัดหัวใจเรียกรถพยาบาลหรือนาฬิกาวัดอุณหภูมิของลูกแจ้งมาหาเราตอนไข้ขึ้น หรือ Fitbit force, Jawbone Up หรือ Smartwatch อื่นๆ หรือ Google glass บอกเราจำได้ว่า คนที่เดินผ่านมะกี้เป็นแฟนเก่า ตลอดจนรถยนต์พูดคุยระหว่างกันว่าควรห่างกันแค่ไหน ควรเบรคเมื่อไร หรือคุยกับประตูบ้านให้เปิดเองเมื่อใกล้จะถึง (Device to Device communication) เป็นต้น
ถูกต้อง! ทุกสรรพสิ่งควรมีการระบุตัวตนและสื่อสารกันได้ผมเห็นด้วย แต่ที่ผมยังไม่เห็นด้วยกับ IoT ก็ด้วยเรื่องมาตรฐานฮาร์ดแวร์และโปรโตคอลการทำงานในการรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy) และความปลอดภัยมั่นคงของข้อมูล (Security) เป็นหลักที่ทำให้ไม่รู้สึกมั่นใจ ว่าการเอาหน่วยความจำเล็กๆ ใส่ในอุปกรณ์และสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุในเทคโนโลยีปัจจุบันจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ซึ่งถ้าหากรถเราถูกแฮ็ค ตู้เย็นเราถูกแฮ็ค อุปกรณ์สวมใส่อิเล็กทรอนิกส์เราถูกแฮ็คคงสนุกกันเลยล่ะ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นคือเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิดการยอมรับนวัตกรรมนี้ นอกจากนั้นหากใช้คลื่นวิทยุการแพร่กระจายคลื่นจากอุปกรณ์มากกว่า 2 สิ่ง ที่อยู่ใกล้กันยังเกิด Inter-modulation อีก
ทั้งแนวคิดเดิมของ IoT ยังอยู่บนพื้นฐานของการมี Server ศูนย์กลางเก็บข้อมูล (Data Center Network) เพราะฉะนั้น Storage management ก็ต้องมานั่งดิวเรื่องใหญ่เปิด API กันวุ่นวายหลายราย ดังนั้น IoT เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แนวคิดนำหน่วยความจำและประมวลผลอัจฉริยะใส่ลงในสรรพสิ่งที่เชื่อมต่อสื่อสารถึงกัน
ดังนั้นการมาของ Block chain คือคำตอบประตูสู่โลก “อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง” ที่เริ่มมีการพูดถึงในปัจจุบันเรียกมันว่า Lot หรือ Ledger of Thing
Block chain นั้นได้รับการยอมรับเรื่อง ความเป็นส่วนตัว (Privacy) และความมั่นคงของข้อมูล (Security) เป็นอย่างสูงว่า จะไม่มีการลบหรือแก้ไขข้อมูลในระบบได้เลยในตลอดกาล และไม่สามารถเจาะระบบหรือถอดรหัสได้ จึงได้รับความเชื่อถืออย่างสูง อีกทั้งขจัดปัญหาการมีอยู่ของ Server ศูนย์กลางเก็บข้อมูลออกไป จะไม่มี Data Center อีกแล้วทุกคนสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกันได้โดยตรงแบบ Peer to Peer
อีกเรื่องก็คือ Sensor ที่ตรวจจับวัตถุนั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้คลื่นวิทยุเสมอไป หรือการที่จะฝัง Microchip ลงในวัตถุหรือในสิ่งมีชีวิตบางประเภทเป็นเรื่องยาก แต่อาจจะมีการพัฒนาเทคโนโลยี “ภาพถ่าย” เช่น ในเพชร หรือในหมา (สุนัข) หรือ แววตาคน ที่เราได้ยินเรื่องการรู้จำใบหน้า (face recognition) แววตาเชื่อกันว่าให้ความมั่นคงข้อมูลดีกว่าลายนิ้วมือ แต่ถ้าวัตถุอื่นเช่นเพชรการกระจายของแสง วัตถุแต่ละชิ้นไม่เท่ากัน กระบวนการเทคโนโลยี Image processing จะเปลี่ยนภาพนั้นมาอยู่ในรูปแบบเส้น Histogram เพื่อแปลงมาเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ซึ่งจะไม่มีทางซ้ำกัน ปัจจุบันเขาเรียกว่า State of the art Method of Object, Detection/Classification Techniques และจากนั้นจะบันทึกข้อมูลว่าวัตถุสิ่งนั้นคืออะไรของใครลงใน Ledger ของวัตถุชิ้นนั้นแล้วส่งเข้าในเครือข่าย Block chain ปิดกล่องข้อมูลจนกว่าเจ้าของจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลเอง

ขอบคุณภาพจาก http://www.marcosanbiagio.info/wp-content/uploads/2014/10/banner.jpg

เพชร ของผมที่ถูกขโมยไปจะขายไม่ได้ Ledger ประจำตัวจะระบุว่าเป็นของผมไม่ใช่ของคนที่นำไปขาย ที่ดินที่เห็นป้ายประกาศขายถ่ายรูปแล้วจะเชื่อมโยงเข้าเครือข่ายแสดง Ledger มาให้เราเห็นว่าที่ตรงนี้มี แลตติจูด ลองติจูด ตรงไหน ใครเป็นเจ้าของ สูงกว่าระดับน้ำทะเล น้ำท่วมเท่าใด หากถูกใจเราเพียงคลิกลงใน Smart contract ที่เจ้าของที่ดินร่างไว้ในระบบ Block chain มันจะตัดเงินในบัญชีเราทันทีพร้อมกับแก้ไข Ledger เปลี่ยนชื่อเจ้าของที่ดินเป็นตัวเรา แล้วป่าวประกาศลงไปในเครือข่าย Block chain ให้ทุกคนลงฉันทามติว่าเป็นข้อมูลจริงนะ ที่ดินก็ตกเป็นของเราในวินาที
หรือผมเดินไปเจอรถ Porche cayman ปี 2010 สีแดง จอดอยู่ริมถนน ผมยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพหรือใช้ NFC อ่าน Ledger รถคันนั้น เจ้าของตั้ง Status ไว้ว่าขาย 5 ล้านบาทถ้วน ไม่มีอุบัติเหตุ และรายการใน Ledger รถคันนั้นแสดงให้เห็นว่าต่อประกันทุกปีและไม่เคยเคลม ผมจึงลงนามใน Smart contract ตัดยอดเงิน Bitcoin ของผมทันที แล้วป่าวประกาศข้อมูลลงไปในเครือข่าย Block chain ให้ทุกคนลงฉันทามติว่าเป็นข้อมูลจริงนะ รถคันนั้นก็ตกเป็นของผมในวินาที เจ้าของรถก็จะเดินมาจับมือพร้อมยื่นกุญแจรถให้

ขอบคุณภาพจาก https://cars.usnews.com/static/images/Auto/izmo/321641/2010_porsche_cayman_angularfront.jpg
“อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง” จะเป็นจริงด้วยเทคโนโลยี Block chain ที่ให้ความเชื่อมั่นในความปลอดภัยมั่นคงของข้อมูลอย่างสูง และรักษาความเป็นส่วนตัวได้อย่างดี ที่เหลือก็คงแค่การกำหนดมาตรฐานการระบุตัวตนใส่ Ledger ลงในวัตถุจะทำอย่างไร จะฝังชิพหรือภาพถ่าย หรือจะวิธีใดก็แล้วแต่
แต่สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเทคโนโลยีมันไปได้แล้ว การซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วหรือการเคลื่อนย้ายเงินในสังคมอย่างรวดเร็วนั่นคือการทำให้ระบบเศรษฐกิจดี อุปสรรคที่เหลือก็คือ “กฎหมาย”
การออกกฎหมายหรือการแก้ไขกฎหมายนั้น ผมมองเพียง 2 ประเด็นหลักก่อน คือ เพื่อป้องกันผู้อื่นเสียหาย และลดอุปสรรคในการพัฒนาส่วนรวม
ในกฎหมายแพ่งของเราหรือในประเทศอื่นก็ตาม นิติกรรมบางอย่างต้องทำตามแบบและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น สัญญาจำนอง สัญญาซื้อขายที่ดิน และยังมีนิติกรรมสัญญาบางอย่างต้องทำเป็นหนังสือแล้วต้องจดทะเบียนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยครับ เช่น การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดิน บ้าน ซึ่งหมายถึงการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด รวมทั้งเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป แพ และสัตว์พาหนะ ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ 6 อย่าง (ป.แพ่งฯ ม. 456) นอกจากนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์พิเศษ และอื่นๆ อีกมากมาย
กฎหมายแพ่ง ได้วางหลักไว้ว่านิติกรรมบางอย่างต้องทำตามแบบ ต้องเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เพื่อ ป้องกันชาวบ้านถูกหลอกถูกโกง อีกทั้งเมื่อเกิดความมั่นคงเชื่อถือได้เศรษฐกิจก็เดินหน้าได้
ดังนั้นจะเห็นว่า เมื่อเทคโนโลยี Ledger of Thing เข้ามาสู่สังคม ระบบสามารถรองรับการซื้อขายได้ในวินาที และลงนามในสัญญาอย่าง Smart contract ได้ทันที ไม่มีการโกงและข้อมูลจะอยู่ชั่วนิรันดร วัตถุทุกสิ่งจะระบุที่มาที่ไปไม่สามารถขโมยหรือโกงกันได้ หรือแม้แต่การให้กู้ยืมให้เครดิตผ่อนชำระหรือการจำนองที่ดินระบบก็สามารถตัดสินใจได้ทันทีไม่ต้องรอคน เพราะเมื่อลงนามใน Smart contract ให้ตัดเงินในบัญชี Bitcoin ก็ไม่สามารถบิดพลิ้วได้เลย ลดหนี้เสีย เศรษฐกิจก็เดินหน้า
ดังนั้นจะเห็นว่า Ledger of Thing ปกป้องไม่ให้ชาวบ้านไม่ให้ถูกหลอกถูกโกง และช่วยลดอุปสรรคในการพัฒนาสังคมส่วนรวม ให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว และเมื่อเขามาก็คงถึงคราวต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายแพ่งอย่างแน่นอน