สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ EADP รุ่น 13 ทุกท่าน

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 จะเป็นพิธีเปิดหลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT Assistant Director Development Program: EADP 2017) - EADP 13

แม้ว่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่องเรื่องคนให้กับ กฟผ. มาปีนี้เป็นปีที่ 13 แต่ผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้น และพยายามจะแสวงหาความรู้ที่สด และทันสมัยมาแบ่งปันกับลูกศิษย์ของผมเสมอ

จากการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารของ กฟผ. ในระดับผู้อำนวยการ 3 รุ่น และในระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอีก 9 รุ่นที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจในลูกศิษย์ของผมที่วันนี้หลายคนเติบโต และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของสังคม

"ทุนมนุษย์" ใน กฟผ. นั้นเข้มแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงผู้ที่จะช่วยทำหน้าที่จุดประกาย สร้าง Inspiration ให้พวกเขามีพลัง มี Ideas ใหม่ ๆ มีความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและพยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการทิ้งผลงานหรือสิ่งที่มีคุณค่าไว้สำหรับสังคมไทยของเรา

สำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รุ่นที่ 13 ในปีนี้ ผมก็หวังว่าจะมีสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในการทำงานของ กฟผ. และเป็นการสร้างที่สร้างความสุขให้แก่คนไทยต่อไป และผมขอให้ทุกท่านใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้เหล่านี้ไปสู่สังคมของเราครับ

ติดตามและส่งความคิดเห็นได้ที่ Blog นี้ครับ


โครงการหลักสูตร พัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย

ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

13 มีนาคม – 9 มิถุนายน2560

วันที่ 13 มีนาคม 2560

สรุปโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy



กล่าวรายงานและกล่าวต้อนรับ

โดย คุณนรินทร์ พุทธนวรัตน์

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาบุคลากร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ฝ่ายบริหารได้มอบหมายให้ อพบ. ดูเรื่องการพัฒนาความพร้อมของผู้บริหารในแต่ละระดับ เน้นการพัฒนาและสร้างคนให้สอดคล้องกับความเก่ง เป็นคนดีที่ได้รับการยอมรับจากสังคมรอบด้าน และเป็นคนที่มีความสุข

แนวทางพัฒนาประกอบด้วยเรื่อง

  • การตัดสินใจ
  • การวางแผน
  • การสอนงาน
  • การจัดการเชิงกลยุทธ์
  • สร้างความจงรักภักดีต่อลูกค้า

และ การเตรียมความพร้อมเพื่อการพัฒนาก้าวสู่ตำแหน่ง พัฒนาการบริหารงาน โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการสานประโยชน์ในอนาคต

กล่าวเปิดหลักสูตรฯ และให้ข้อคิดเพื่อการเรียนรู้และพัฒนา

โดย คุณสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์

รองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ผลักดันและเตรียมความพร้อมสำหรับผู้บริหารทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายฯ เป็นกลุ่มที่ต้องเรียนรู้งานอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี คุณสืบพงษ์ ได้กล่าวถึงว่าเคยเรียนในหลักสูตรนี้เช่นกันในรุ่นที่ 5 และเช่นเดียวกันสำหรับในรุ่นที่ 13 นี้ ผู้บริหารได้ฝากความหวังไว้เช่นเดียวกัน

อพบ.แจ้งว่าคน กฟผ. จะลดจำนวนลง ความท้าทายเกิดขึ้น ดังนั้นการบริหารงานจะทำแบบเดิมก็ไม่ได้ สิ่งที่คิดแบบเดิมจะไม่เอาหมดเลย อะไรที่คิดใหม่จะเอาหมด อยากให้การอบรมวันนี้ขอให้ทุกคนตักตวงให้มากที่สุด ในทุกการอบรม ในทุกเวลา และคณะอาจารย์ในชุดนี้เข้าใจกฟผ.เป็นอย่างดี จะช่วยผลักดัน เป็นคณะที่มีความผูกพันตั้งแต่ผู้ว่ากฟผ.ไกรสีห์ เป็นต้นมา คนที่อบรมส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีอายุงานส่วนหนึ่ง และเป็นกลุ่มที่จะเป็นผู้นำในอนาคต มีโอกาสที่จะก้าวเป็นผู้อำนวยการฝ่าย ผู้ช่วยผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการฯ จึงอยากให้ทุกคนตักตวงความคิดจากการอบรมในหลักสูตรนี้ให้ดี

อยากให้ EADP ทุกรุ่น มีการสื่อสาร ติดต่อ เชื่อมโยงกันมากขึ้น และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากเพราะคณาจารย์ชุดนี้ได้มีการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ในวันที่เรา Workshop นี้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงมาก จะเห็นว่าทิศทางองค์กรคงไม่เหมือนเดิม อะไรที่รุงรัง อ้วนท้วน ก็จะทำให้เล็กลง มีการนำเรื่อง LEAN มาใช้เพื่อให้มีการขับเคลื่อนอย่างประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้มีการติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ฯ

โครงการ EADP นี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ได้รับมุมมองใหม่ ๆ จากอาจารย์ที่มาให้ความรู้เป็นผู้ที่ติดตามความก้าวหน้าภายนอกตลอดเวลา อย่างไรก็ตามเราต้องมีความต่อเนื่องเช่นกัน

การรวมกลุ่มในวันนี้จะมี Workshop เพื่อให้การศึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติม

กลุ่มคนที่อบรมนี้จะเป็นกลุ่มที่ดูแลอนาคตของ กฟผ. และดูแลคนรุ่นหลังที่จะเกิดขึ้นมา เพื่อสานต่อให้องค์กร กฟผ. อยู่อย่างยั่งยืน ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่ต้องสานสัมพันธ์อย่างดีไว้ ใครทำอะไรแล้วต้องรู้พร้อมกันเลยตั้งแต่แรกไม่ต้องรอเป็นขั้น ๆ

ปฐมนิเทศแนะนำทฤษฎีสำคัญของการเรียนรู้

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

และประธาน Chira Academy

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กรรมการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับแนวการเปลี่ยนแปลงใน 3 แนว

1. เร็ว

2. ไม่มีความแน่นอน การทำอะไรขอให้รัฐบาลช่วยด้วย

3. ไม่สามารถคาดเดาได้ (Unpredictability)

หลักสูตรนี้จะคิดไปที่ Reality กับ Relevance เราควรพูดในสิ่งที่ Relevance กับ Reality และทุกอย่างที่ทำต้องศึกษาก่อนว่าแต่ละคนคิดอะไรอยู่ เราจำเป็นที่ต้องทำงานร่วมกัน ในหลักสูตรนี้อยากให้มีความสุขในการเรียน ให้มีนิสัยในการอ่านหนังสือ และถ้า EGAT มีสังคมการเรียนรู้เมื่อไหร่ EGAT จะเก่งมาก

ในวันนี้ ถ้าเป็นผู้บริหารและขึ้นไปข้างบน อุปนิสัยเหล่านี้จะมีบ้าง

ขอขอบคุณที่ลูกศิษย์ ให้เกียรติ ดร.จีระ ลูกศิษย์เป็นคนสำคัญที่สุด มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีที่สุด อยากให้ทั้ง 6 กลุ่มมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น ทำแบบ Cross Over กันมากขึ้น แล้ววิธีการเรียนคือ คิด วิเคราะห์ร่วมกัน แล้วอย่าวิเคราะห์เฉพาะทฤษฎี แต่ไป Apply กับความจริงให้ได้

ค้นหาตัวเองให้เจอว่าคุณคือใคร มีความสามารถอย่างไร ทำงานร่วมกับคนอื่น อย่าทำงานคนเดียว เปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น มีพันธมิตรมากขึ้น อ่านข้อมูลของคนอื่นมากขึ้นด้วย

หลักสูตรนี้เป็น Intangible คือเป็นอะไรที่มองไม่เห็น แต่ละวินาที่ที่ผ่านไปจะมี Moment เกิดขึ้นกับตัวเอง และ Moment เหล่านั้นคือการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ และสิ่งสุดท้ายคือ Impact ต่อชีวิต อาทิ มีเหตุการณ์เกิดแล้วมีผลกระทบต่อชีวิตคุณ ในแต่ละวันจะมีสิ่งที่วิ่งไป ขึ้นอยู่กับจะหาข้อมูลจากไหน

วิชาการสำคัญอยู่ที่ว่าเอาไปเปลี่ยนแปลง และต่อเนื่องหรือไม่อย่างไร

กฟผ.ในอนาคตข้างหน้า ถ้าจะสร้าง Networking ควรคำนึงถึงตัวละครที่มีส่วนเกี่ยวข้องประกอบด้วย อาทิ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ประชาชน กฟผ. ไม่ต้องสร้างด้วยคนเดียว ต้องหาพันธมิตรเพื่อช่วยกัน

ในการไปศึกษาดูงานที่จังหวัดน่าน ขอให้ก่อนไปศึกษาได้มีการวางแผนและคุยกันให้ดีว่าจะสามารถไปทำอะไรต่อเนื่องได้

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

เวลาใช้กำลังภายในของท่านทั้งหลาย ต้องดูถึง ทฤษฎี 2 R’s คือ ความจริง และตรงประเด็น ต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม ไม่ให้กำลังภายในของเราหมดไป

ในเรื่องความจริง อะไรคือความจริงที่เราต้องเจอ และตรงประเด็นต้องดูว่าสิ่งใดมีความเฉียบแหลม แหลมคม ต้องเรียนรู้วิธีการจัดการแบบใหม่ สามารถเลือกกระบวนการในการจัดการที่ดี ว่าจะเลือกแบบแรง หรืออ่อนนุ่ม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

สิ่งที่ทำ 3 อย่างคือ

1. ปลูก – พัฒนา

2. เก็บเกี่ยว

3. Overcome difficulty แก้ไขและเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้น

4L’s

1. Learning Methodology มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี

2. Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้

3. Learning Opportunities สร้าง/เกิดโอกาสจากการเรียนรู้

- การปะทะกันทางปัญญา

4. Learning Communities สร้าง/เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้

- ไม่หยุดการเรียนรู้

2I’s

  • Inspiration – จุดประกาย
  • Imagination – สร้างแรงบันดาลใจ

3 V’s

1. Value Added สร้างมูลค่าเพิ่ม

2. Value Creation สร้างคุณค่าใหม่ (เหมือน Thailand 4.0)

3. Value Diversity สร้างคุณค่าจากความหลากหลาย

3L’s

  • Learning from pain เรียนรู้จากความเจ็บปวด
  • Learning from listening เรียนรู้จากการรับฟัง

2.Learning from experiences เรียนรู้จากประสบการณ์

C & E Theory

  • Connecting
  • Engaging

C – U - V

  • Copy
  • Understanding
  • Value Creation/Value added

การสอนของ ดร.จีระ เป็นลักษณะการสอน HR เพื่อไปจัดการการเปลี่ยนแปลง ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็น Silo Based ถ้ากฟผ. เอาจริงกับเรื่องชุมชน ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้าไปเรื่อย ๆ ให้มีพันธมิตรกับ NGOs มากขึ้น

WORKSHOP (1)

กลุ่ม 1 หลักสูตรนี้จะค้นหาตัวเองอย่างไร? และตัวเองต้องปรับปรุงอะไร? เพื่อความเป็นเลิศ

กลุ่ม 2 การทำงานแบบ Networking และ TEAMWORK เพื่อพัฒนาฝ่ายงานของท่านอย่างไร และช่วยพัฒนาการทำงานข้าม Silo อย่างไร?

กลุ่ม 3 จะทำให้องค์กร EGAT มีความยั่งยืนโดยมีความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมอย่างไร?

กลุ่ม 4 จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศ หรือ ASEAN บ้าง

กลุ่ม 5 ท่านคิดว่า.. EADP 13 จะใช้ Social Medias ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

กลุ่ม 6 หลังจากจบโครงการฯ นี้ อยากให้มีการร่วมมือกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน

การนำเสนอ WORKSHOP (1)

กลุ่ม 1 หลักสูตรนี้จะค้นหาตัวเองอย่างไร? และตัวเองต้องปรับปรุงอะไร? เพื่อความเป็นเลิศ

หลักสูตรนี้จะช่วยให้ค้นหาตัวเองคือทั้งตัวบุคคล และกฟผ. มีจุดอ่อน จุดแข็งในเรื่องอะไร จะเพิ่มจุดแข็ง และลดจุดอ่อนได้อย่างไรบ้าง โดยวิธีการเรียนรู้ทั้งทางกว้างและทางลึก และมองให้เห็นความจริงเพื่อเรียนรู้ได้ตรงจุด และนำความรู้ที่ใช้ไปปรับให้ได้เรียนรู้กับสถานการณ์

จากจุดแข็งและจุดอ่อนจะนำสู่การสื่อสารให้คนอื่นได้เข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน มีการสร้างเครือข่าย การแบ่งปันความรู้ อาทิในเรื่องข้อเท็จจริง กฟผ.มีเยอะมาก บางครั้งอาจลืมในเรื่องการเข้าใจความรู้สึกมากไปเนื่องจากสื่อสารเฉพาะเรื่องความรู้อย่างเดียว

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

ความรู้อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีกำลังภายในด้วย และแทนที่จะให้ความรู้อย่างเดียวต้องให้ความรู้สึกที่ดีด้วย ต้องมีการปรับปรุงวิธีการพูดให้เหมาะสมกับกลุ่มคนต่าง ๆ ด้วย การแสดงท่าทีของเราต่อชุมชนควรเป็นอย่างไร ต้องมีความละเอียดอ่อน และต้องฝึกมากขึ้น ดังนั้นการสื่อสารในองค์กรเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง

กลุ่ม 2 การทำงานแบบ Networking และ TEAMWORK เพื่อพัฒนาฝ่ายงานของท่านอย่างไร และช่วยพัฒนาการทำงานข้าม Silo อย่างไร?

ในกลุ่ม มีทั้งงานโครงการ ฯ บัญชี สื่อสาร ระบบไฟฟ้า และนโยบายและแผน อยู่ด้วยกัน กฟผ.จะมีการปรับปรุงการทำงาน Network มีการให้แต่ละฝ่ายให้ข้อมูลกับแต่ละฝ่ายได้ตรงกัน เพื่อการทำงานร่วมกัน

ในหลักสูตรนี้จะเน้นการนำ 4.0 เข้ามาช่วย เน้นการบริหารจัดการด้าน IT ที่ช่วยให้ได้ข้อมูลทันสมัยและว่องไว การบริหารงาน มีการเรียนรู้ข้ามสายงาน และกระจายอำนาจ มีการถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันและแบ่งปันกันได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

สิ่งที่เกิดคือ Informal Networking ควรมีการเลือกประธานเพื่อช่วยในการสนับสนุนให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ได้ยกตัวอย่างที่ทับสะแก ใครที่เป็นประธานรุ่นต้องสร้างความสัมพันธ์เชิงไม่เป็นทางการ โดย Trend คือ Vitual

ในรุ่นที่ 13 นี้ ถ้ามีไลน์กลุ่ม อยากให้มีโปรเจคขึ้นมา ปัญหาของ กฟผ.คือแต่ละคนอยู่ใน Silo ของตนเอง มี Budget ของตัวเอง หลักสูตรนี้แม้ทุกคนอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อจบไปแล้วจะทำอะไรร่วมกัน ความรู้สึกจึงน่าอยู่ต่อ ดังนั้น Informal Network กับ Virtual Silo น่าจะเป็นหัวใจของกลุ่มนี้

กลุ่ม 3 จะทำให้องค์กร EGAT มีความยั่งยืนโดยมีความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมอย่างไร?

ต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจของกฟผ.ให้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่ กฟผ.ล้มหายตายจากไป ถ้ากฟผ.หายไปประเทศอาจขาดเครื่องมือด้านความมั่นคงของพลังงาน

กฟผ.เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่ประชาชนให้ความเชื่อถือด้านเทคนิค แต่สิ่งที่ผ่านมาคือประชาชนต้านเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้ามาโดยตลอด สิ่งที่ควรทำคือใช้จุดแข็ง ในการเข้าถึงชุมชน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

กลุ่มนี้ได้มองถึงอนาคตชัดเจนในการมองเรื่อง Innovation ในหลักสูตรนี้ยังขาดจิตวิญญาณผู้ประกอบการ

สิ่งที่ทำควบคู่กันไปคือชุมชน กฟผ.ในอนาคตควรมี New Business ที่มีรายได้ของตนเอง

กลุ่ม 4 จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศ หรือ ASEAN บ้าง

การมองเรื่อง EGAT Academy และเรื่อง Thailand 4.0 สู่การพัฒนาชาติจะทำอย่างไร

<p “=”“>เสริมสร้างความรู้ระบบส่ง ระบบผลิต OEM และขยายไปสู่ ASEAN Power Grid เพื่อให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น </p>

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

ด้าน EGAT Academy น่าจะเอาความรู้ที่มีอยู่ไปช่วย Education และเป็น Brand ของ EGAT EGAT น่าจะมีฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และควรมีฝ่ายต้อนรับที่ดีด้วย อย่างเรื่องการดูงาน หรือ EGAT เคยเหมาะอย่างการทำ วปอ.ของ EGAT แต่วันนี้ไม่มั่นใจว่าช้าไปหรือไม่ เพราะมีหลายส่วนอย่างกระทรวงพลังงานทำแล้ว

กลุ่ม 5 ท่านคิดว่า.. EADP 13 จะใช้ Social Medias ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

ที่ใช้ง่ายคือใช้โปรแกรมไลน์ โดยคาดว่าจะใช้ Social Medias มากขึ้น เพื่อ

1. รวบรวมข่าวสารและรับข่าวสารของเราเอง ในกลุ่มจะมีหลายหน่วยงาน ควรมีการกลั่นกรองข้อมูลให้ถูกต้องก่อนการกลั่นกรองไปข้างนอก

2. เพื่อพบปะสังสรรค์

3. สลายความเป็น Silo ใน กฟผ.ได้ส่วนหนึ่ง

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

ควรมีการขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายข้างนอกด้วย อย่างเช่น กฟผ.เป็นองค์กรธรรมาภิบาล ปราศจากการเมือง จะทำอย่างไรที่จะส่งข้อความเหล่านี้ไปคนภายนอกทราบด้วย

หลักสูตรนี้สร้างความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) ต้องไปแข่งกับภาคเอกชนด้วยจึงอยากให้ทุกท่านเข้าใจด้วย แต่บางครั้ง กฟผ.มีข้อจำกัดเนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจ

ใช้ Social Media อะไรที่เป็นประโยชน์ให้ลูกน้องรับทราบ ให้ Stakeholders และคนอื่นได้รับทราบด้วยว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้ว

กลุ่ม 6 หลังจากจบโครงการฯ นี้ อยากให้มีการร่วมมือกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ยั่งยืน

นำเครื่องมือสื่อสารของไลน์กลุ่มที่มี อย่างไลน์กลุ่มหน่วยงาน กฟผ. อยากให้มีการสื่อสารและพูดคุยต่อเนื่องโดยเน้น 2 เรื่อง

1. Knowledge Sharing บางท่านอาจหยิบยกความรู้ไป Share ประโยชน์ได้

2. บางท่านอาจ Update สถานะว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ เพื่อเป็นประโยชน์ในการประสานงานของกลุ่มไฟฟ้าต่อไป

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่ท่านพูดทั้งหมดเป็นเสมือนการ Exercise ในการวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่มีถูกผิด ในกลุ่ม 1 พูดเรื่องการเรียนรู้ทั่วไป และใช้ให้เก่งขึ้น

กลุ่มที่ 1 พบว่ามีส่วนผสมของในห้องนี้เป็นเสมือนรสชาติของไทย วันนี้การทำ Workshop วันแรกได้เห็นความน่าสนใจ แบบ รสชาติมีแหลม ไม่ได้นัวไปหมด

กลุ่มที่ 2 มีประเด็นเรื่อง Teamwork กับ Network อย่าง Teamwork ไม่ต้องสอนเนื่องจากอยู่ในงานของแต่ละคนอยู่แล้ว แต่ที่ยากที่สุดคือเรื่อง Networking จะไปเป็นหัวหน้าเครือข่ายที่มาจากชุมชน หรืออย่างอื่นไม่ได้ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือเรื่องเครือข่ายที่ต้องเรียนรู้มากขึ้น จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและแต่ละกลุ่มอย่างไร มีการนำแต่ละกลุ่มที่หลากหลายแล้วไปใส่ใน Social Media

กลุ่มที่ 3 แค่เข้าใจคำว่า Change ก็สามารถปรับได้หมด เปลี่ยนคนเดียวไม่เท่ากับเปลี่ยนร่วมกัน

กลุ่มที่ 4 เป็นการพูดถึงความเป็นมืออาชีพ ถ้าเป็น กฟผ.ต้องเก่ง มีการโยงไปเรื่องชุมชน

กลุ่มที่ 5 เรื่อง Social Media จะไปช่วยชุมชนได้อย่างไร

กลุ่มที่ 6 จะร่วมมือกับกลุ่มอื่นอย่างไร

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

อย่างกลุ่ม 3 นอกจากชุมชนแล้วยังมีวิธีการใหม่ ๆ ไป Explore ที่ 4.0 ถ้าเรามีคุณธรรม กับจริยธรรมแล้ว ต้องไปที่ Creativity and Innovation ต้องเป็น Entrepreneurial and Including International Business อยากให้มีนิสัยในความสนใจอ่านหนังสือมากขึ้นทั้งต่างประเทศและในประเทศ

Entrepreneurial จะเกิดได้ต้องเกิดจากบรรยากาศแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถ้าประเทศจีน ไม่มี เติ้ง เสี่ยว ผิง อย่าง 1 Country 2 System อะไรจะเกิดขึ้น อย่างวิชา Entrepreneurial คือมีลูกค้าใหม่และลดต้นทุน อย่างในวันนี้ กฟผ. ต้องสร้างให้เกิด Demand Shift มากขึ้น และบางครั้งอาจไม่รู้ว่าเรื่องขายเป็นเรื่องสำคัญ

สิ่งที่พูดในวันนี้ ขอให้ตรงประเด็น 2R’s มี Relevance และมี Impact ต่อ กฟผ. อยากให้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น และมีเวลาในการหาความรู้ร่วมกัน

วิชาที่ 2

Learning Forum & Workshop

หัวข้อ EGAT 4.0 กับการพัฒนาภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำแห่งทศวรรษใหม่ (1)

โดยศ.ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

และประธาน Chira Academy

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

กรรมการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

Workshop

กลุ่ม 1 ข้อ 1 วิเคราะห์คุณลักษณะและบทบาทของผู้นำ EGAT ที่พึงปรารถนาที่สุดในอนาคต 5 ข้อ พร้อมทั้งเหตุผล

กลุ่ม 2 ข้อ 2 โจทย์ประเทศไทย 4.0 มาสู่ EGAT 4.0 เกี่ยวข้องกับเรื่อง Human Capital 4.0 ภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำของ กฟผ. อย่างไร อธิบาย และหากจะตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 กฟผ. ควรจะมีวิธีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ๆ อย่างไร

กลุ่ม 3 ข้อ 3 วิเคราะห์ Diversity ที่ กฟผ. มีกี่ชนิด และผู้นำจะบริหาร Diversity ได้อย่างไร?

กลุ่ม 6 ข้อ 4 จากแนวคิด “HUMAN-CENTRED LEADERSHIP” ของหนังสือเรื่อง “Humanise” กับหนังสือ “พลังแห่งคุณธรรมจริยธรรม” ลองค้นหาช่องว่างของ กฟผ. ที่จะนำมาสู่การพัฒนาผู้นำ 3 ข้อ พร้อมอธิบายเหตุผล

กลุ่ม 5 ข้อ 5 วิเคราะห์เรื่องที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา กฟผ. ให้เติบโตอย่างยั่งยืน 3 เรื่องที่สำคัญที่สุด และผู้นำ กฟผ. จะต้องใช้กลยุทธ์/ยุทธวิธีใด (อ้างอิงจาก Kotter 7C Principles และ Chira)

กลุ่ม 4 ข้อ 6เสนอแนะแนวทาง/วิธีการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ของ กฟผ. ที่ได้ผล 3 แนวทาง พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล

วีดิโอ ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์

ประเทศไทยแต่ก่อนเป็นประเทศไทย 3.0 คือเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และปัจจุบันติดอยู่ในกับดับ Middle Income Trap เนื่องจากการผลิตยังไม่ได้ผลิตในด้าน Knowledge Based Economy , Creative Economy Innovation

ประเทศไทย 4.0 จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างไรที่นำสู่ Creative Economy เพื่อนำพาให้ประเทศไทยหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูงขึ้น ประกอบด้วย

1. Productive Growth Engine

2. Green Growth Engine

3. Inclusive Growth Engine 8nvให้คนมีส่วนร่วมได้อย่างไร

โลกในอนาคตอยู่ที่ใครจะ Smart กว่ากัน หมายถึง

1.คิด Beyond Product ที่ไม่ใช่ Different คือเน้นจากตัวสินค้ามาเน้นที่ Business Model แล้วเราจะทำกำไรอย่างไร

2. ธุรกิจ Shift สู่ Service Economy ดังนั้นจะผสมผสานระหว่าง Product and Service อย่างไร

3. ตลาดของเรา แทนที่เราจะเจาะตลาดเป็นประเทศ แต่เราเจาะเป็นเมือง จากนี้ไปไม่จำกัดในประเทศไทย แต่กำลังมองเป็นเมือง เป็นประเทศมากขึ้น ต้องคิดถึงการพึ่งพาจากต่างประเทศด้วย จำเป็นที่ต้องเจาะให้ลึกโดยลงทุนในต่างประเทศ ลงทุนทางธุรกิจ ผ่าน Business Model คิดถึงการลงทุนต่างประเทศ คิดถึงการสร้าง Brand ไทย สร้าง Platform ในการทดสอบตัวเองว่า สินค้า และ Business Model ดีหรือไม่

สรุปคือ ไม่ใช่แค่ Nation Competitiveness แต่เป็น Enterprise competitiveness คือ

สามารถแข่งขันได้ เป็นการผนึกกำลังกัน และ Connect to the world หลายโลกธุรกิจต้องเข้าสู่ Digital Platform มากขึ้น

ต้องสามารถตอบโจทย์ว่า 1. ลูกค้าต้องการอะไร 2. เราเก่งอะไร 3. เก่งคนเดียวไม่ได้ เพราะต้องมองถึงส่วนต่าง ๆเป็น Collaborative Network

ในโลกปัจจุบัน ใครเข้าช้าหรือเร็วไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบมากกว่ากัน ไม่ขึ้นกับการลงทุน เป็นลักษณะ Brain ที่แข่งกัน ขึ้นอยู่กับมีไอเดียมากขนาดไหน แล้วรัฐบาลเป็นตัวช่วย

เริ่มตั้งแต่ Cloud Funding ฯลฯ

สังคมที่เป็นผู้ประกอบการคือคนที่กล้าเสี่ยงเมื่อมองเห็นโอกาส เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงที่ได้รับ ใครก็ตามที่ร่วมมือกับคนอื่นมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่ม Collaborative มากเท่านั้น ดังนั้น Idea ทำธุรกิจสมัยใหม่ ต้องมี 3 อย่าง คือ 1. Collaborative 2.Open 3. Sharing

ในวันนี้จะทำอย่างไรให้คนยุคใหม่คิดบนพื้นฐานที่มีอยู่บนการมีไอเดีย บนโอกาส แล้วสามารถรวยได้

เมื่อโอกาสเจอกับความสามารถถึงเจอกับสังคมผู้ประกอบการ

1. Entrepreneur Spirit คือต้องเป็นจิตวิญญาณผู้ประกอบการ

2. Innovative Idea

3. Collaborative

Business Model จะอยู่ยืนยงหรือไม่ต้องอยู่ที่นิเวศวิทยา คือมี Collaborative ที่จะสามารถตอบโจทย์หรือไม่ แล้วรัฐบาลจะเป็นส่วนช่วยเสริม

จะปรับสู่โครงสร้าง Entrepreneurial สู่ Creative Driven Economy แล้วจะสร้างValue Added สิ่งที่อยากฝากไว้ คือ Innovative Product

ศ.ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

เสนอว่า EGAT น่าจะมี EGAT Human Capital 4.0 คิดว่า EGAT 4.0 น่าจะถึง New Business

ชุมชนต้องเป็นตัวอย่างของ 4.0 การอยู่อย่างยั่งยืนได้ ปัญญาและจริยธรรมต้องมี

8K’s ทฤษฎีทุน 8 ประการพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

Human Capitalทุนมนุษย์

Intellectual Capital ทุนทางปัญญา

Ethical Capitalทุนทางจริยธรรม

Happiness Capitalทุนแห่งความสุข

Social Capitalทุนทางสังคม

Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capitalทุนทาง IT

Talented Capitalทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

ดร.จีระยกตัวอย่างทุนแห่งความยั่งยืน คือต้องมีสุขภาพดี และมีความรู้ อย่าง คนใน กฟผ.ความยั่งยืนคือหลังจากได้ความรู้จากอาจารย์จีระแล้ว ต่อไปจะหาความรู้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์

Creativity Capitalทุนแห่งการสร้างสรรค์

Knowledge Capitalทุนทางความรู้

Innovation Capitalทุนทางนวัตกรรม

Emotional Capitalทุนทางอารมณ์

CulturalCapitalทุนทางวัฒนธรรม

Creativity ต้องมาก่อน Innovation

อยากฝากไว้คือถ้าจะใช้ 4.0 ให้เป็นประโยชน์ต้องฟังเขาและคิดให้ดี ยุคต่อไปต้องเป็นการสร้างความหลากหลายและเป็นการสร้างพลัง

อย่างน้อย 4.0 ทำให้คนไทยมีความหวังคือการ Shift ขึ้น ประเด็นอยู่ที่จะทำอย่างไร ถ้าไม่ลงไปที่เรื่องคนจะยาก

ดร.สุวิทย์ ได้มีการปรับตัวมากขึ้น ตอนแรก ดร.สุวิทย์ยังไม่ได้พูดเรื่องความยั่งยืน แต่ตอนหลังได้มีการพูดถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น มีการพูดถึง Community มากขึ้น

ได้ยกตัวอย่างเรื่อง Trust ว่ามี 4 ประเภทคือ

1) Self Trust

2) Relationship Trust

3) Organization Trust

4) Social Trust

กฟผ.ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่ 1 มาก ต้องมีตัวละครที่เป็นตัวเสริม

Thailand 4.0 ต้องสามารถพึ่งตนเองได้ด้วย EGAT อย่างน้อยต้องสามารถเชื่อมโยงการทำ 3 Sector คือ 1. ท่องเที่ยว 2. เกษตร 3. Healthcare อย่างน้อยทั้ง 3 ส่วนสามารถขึ้นมา 4.0 ด้วย ต้องมีการร่วมมือกับ กฟผ.ด้วย

ความเก่งของคนต้องรู้แล้วนำไปทำด้วย และเรียนรู้จากความล้มเหลว แล้วทำอีกดังนั้น 4.0 ต้องเน้นให้ดีว่า EGAT จะมีส่วนไหนบ้างที่เป็นประโยชน์EGAT ต้องเป็น Human Capital 4.0 จะเปลี่ยนวัฒนธรรมของ EGAT ได้อย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่รัฐบาลพูด พยายามเน้นไปที่ภาคธุรกิจมากแต่อยากให้ดูที่ภาคชุมชนด้วย การมีไอเดีย ต้องมีทักษะประกอบด้วย เป็นการดึงของดี ๆ ที่มีอยู่แล้วสร้างขึ้นมา

หลักคือ

1. เป้าหมายปฏิรูปของรัฐบาลเพื่อยกระดับจากรายได้ปานกลาง โดยการสร้างมูลค่าเพิ่ม แบบ Value Creation แต่อย่างไรก็ตาม Value Creation อย่างเดียวไม่เกิดต้องมีทักษะด้วย จึงเน้นไปที่งบประมาณด้านการวิจัยด้วย

2. หลักเรื่องคน ประชารัฐ

การจะทำอะไรหาตัวละคร 4 กลุ่มไม่ยาก มุ่งไปที่ภาคประชาชน หรือประชาสังคม และเอาธุรกิจเข้ามาช่วย เน้นเรื่องภาควิชาการ และต่อยอดองค์ความรู้ วงหนึ่งเป็นสังคม(Social) รัฐบาล (Government) และ ธุรกิจ (Business) กฟผ. ต้องคิดว่าจะไปอยู่ตรงไหนของประชารัฐ

3. New Engine of Growth

ยุค 1.0 เกษตร 2.0 อุตสาหกรรมเบา 3.0อุตสาหกรรมหนัก และจะขยายเรื่องการส่งออก

ยุค 3.0 เริ่มมีการพูดเรื่องทุนทางวัฒนธรรม

ยุค 4.0 พูดเรื่องเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าและขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยี

1)การเปลี่ยนสินค้าไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม

2)เปลี่ยนการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมมาสู่เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เปลี่ยนจากภาคการผลิตไปสู่สินค้าบริการมากขึ้น

3) การสร้างให้เกิด Creativity

ศ.ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

Quotations

“คน คือ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร” - พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา

“People have unlimited Potential”- Antony Robbins

“Cultivation is necessary but harvesting is more important”

- ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

หลักสูตรนี้มีอุปสรรคตรงไหนต้องเอาชนะให้ได้

ปลูกพืชล้มลุก..3-4 เดือนปลูกพืชยืนต้น..3-4 ปีพัฒนาคน..ทั้งชีวิต - สุภาษิตจีน

“การมองภาพทรัพยากรมนุษย์ จาก Macro สู่ Micro” - ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

“If we don’t change, we perish” - Peter Drucker

Fact

“The Net worth of Microsoft is 5% physical assets, 95% human imagination”

ประเด็นสำคัญในการพัฒนา-บริหารทุนมนุษย์ และสร้างผู้นำ

  • ปลูก

2.เก็บเกี่ยว

3.Execution

+ Macro – Micro

ทฤษฎีHRDS

  • Happiness

2.Respect

3.Dignity

4.Sustainability



ผู้นำและผู้จัดการแตกต่างกันอย่างไร?

ผู้นำ

  • เน้นที่คน
  • Change

-Trust

-ระยะยาว

-What , Why

-มองอนาคต ขอบฟ้า/ภาพลักษณ์

-เน้นนวัตกรรม

ผู้บริหาร

  • เน้นระบบ
  • ควบคุม
  • ระยะสั้น
  • When , How
  • กำไร/ขาดทุน ทุก 3 เดือน
  • จัดการให้สำเร็จ มีประสิทธิภาพ
  • Static

ชนิดของผู้นำ

- Trust / Authority

- Charisma

- Situational

- Quiet Leader

Trust มี 3 ขั้นตอน

  • สร้าง (Grow)
  • ดึงกลับ ถ้าหายไป(Restore)

2.ขยาย (Extend)

Trust มีหลายประเภท

  • Self Trust – ตัวเองต้องมีก่อน สัญญาจะทำอะไรกับตัวเองต้องสำเร็จตามสัญญา
  • Social Trust

2.Relationship Trust – ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร

3.Organization Trust

วิธีการได้มาซึ่ง Trust ระหว่างบุคคล(Relationship Trust)

  • พูดจริงทำจริง ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
  • รักษาคำมั่นสัญญา (Commitment)

2.ยกย่องนับถือเพื่อนร่วมงาน (Respect)

3.ทำงานด้วยความโปร่งใส

4.มีปัญหาที่ไม่ดี แก้ให้ดี ถูกต้อง

5.เน้น Results มากกว่าทำโดยไม่รู้ว่าผลสำเร็จคืออะไร

6.ต้องปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา

7.รับความจริงหรือรู้ศึกษาความจริง (Reality)

8.มีความชัดเจนต่อความคาดหวังของผู้ร่วมงาน และของตัวเอง

9.รับฟังอย่าสั่งการข้างเดียว

จากหนังสือ Humanise why Human-Centred Leadership is the Key to The 21st Century

1. ความท้าทายคือ EGAT ต้องเป็นทั้ง Technical Leader และ Human Centred Leader

3.ต้องให้ศีลธรรมมีบทบาทมากขึ้นเท่ากับทุนนิยม

4. ต้องมีการฝึกอบรม

การวิเคราะห์ของอาจารย์ที่ University of Washington ผู้นำจะต้องมี 4 วิธี

1. Character หรือ คุณลักษณะที่พึงปรารถนา เช่น

- ชอบเรียนรู้

- มีทัศนคติเป็นบวก

- การมีคุณธรรม จริยธรรม

2.มี Leadership skill ที่สำคัญ

คือ- การตัดสินใจ

- การเจรจาต่อรอง

- การทำงานเป็นทีม

- Get things done

3. เรียกว่า Leadership process

คือ การมี Vision และมอง

อนาคตให้ออก

4. คือ Leadership value

สำคัญที่สุดคือ

Trust ความศรัทธาในผู้นำนั้น ๆ

John Kotter ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Leading Change พูดถึง กลยุทธ์ในการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง 8 ขั้นตอน โดยถือเป็นภาระของผู้นำที่จะต้องกระตุ้นองค์การให้เปลี่ยนแปลง ดังนี้

1.สร้างความรู้สึกถึงตระหนักถึงความจำเป็น สร้างความรู้สึกกระตือรือร้น และเร่งด่วนที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร (Establishing a sense of urgency)

2.การรวมกลุ่มที่มีพลังมากพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Forming a powerful guiding coalition)

3.สร้างวิสัยทัศน์ (Creating a vision)

4.การสื่อสารและถ่ายทอดวิสัยทัศน์ (Communicating the vision)

5.การให้อำนาจ และทำให้คนในองค์กรดำเนินการตามวิสัยทัศน์ (Empowering others to act on the vision)

6.การวางแผนเพื่อให้เกิดความสำเร็จในระยะสั้น (Planning for and creating short-term wins)

7.ประมวลการปรับปรุงเหล่านี้ให้ครบถ้วน (Consolidating Improvements and Producing Still More Change)

8.ปลูกฝังวิธีใหม่ในองค์การให้คงอยู่ (Institutionalizing new approaches)

กฎเกณฑ์ 7 Change

1. Complexity

2. Clarity

3. Confidence

4. Creativity

5. Commitment

6. Consolidation

7. Change

Principle 5 ข้อของ Leaders กับ Change

  • แต่ละคนมีความรู้สึกเรื่อง Change แตกต่างกัน
  • ต้องศึกษาความต้องการของแต่ละคนเกี่ยวกับ Change
  • Change กับ Loss ไปด้วยกัน ศึกษาให้ดีว่าจะต้องจัดการกับ loss อย่างไร
  • การคาดหวัง Expectation ต้องบริหารให้ดี
  • ต้องบริหาร Fear หรือความกลัวให้ได้

กฎ 9 ข้อ Chira - Change Theory

1.Confidence มั่นใจ

2. Understanding Future

3. Learning Culture

4. Creativity

5. Networking

6. ชนะเล็กๆ

7. ทำต่อเนื่อง 3 ต.

8. ผลประโยชน์ต้องกระจายทุกกลุ่ม

9. Teamwork in diversity

Fixed and growth mindset



คนที่ไม่เปลี่ยนเรียก Fixed Mindset คนที่พร้อมจะเปลี่ยนเรียก Growth Mindset

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

EGAT ต้องดูภาพกว้างด้วยนอกจากแค่ EGAT อย่างเดียว

Smart City กับ Smart Grid . Electrical Vechicles, Bio Economy, New Generation of Renewable ,Smart Energy Management, Public-Private Collaboration

Thailand 4.0 – Energy 4.0 – EGAT 4.0
EGAT Human Capital 4.0 & Leadership Development

- Smart city / Smart Grid,

- Electrical Vehicles,

- Bio Economy,

- New Generation of Renewable,

- Smart Energy Management

- Public-Private Collaboration (ประชารัฐ)

EGAT Human Capital 4.0

Energy Saving

Alternative/Renewable Energy

New Business – International Business

Networking & Partnership

Communities

Social Innovation

Etc.

EGAT ต้องเน้นคนเป็นศูนย์กลาง และเพิ่ม Trust อย่างไร ต้องเพิ่มการเป็น Entrepreneurial Skill

มีความเป็นผู้นำที่พึงประสงค์ คือต้องรู้ว่าอะไรที่เร่งด่วน อันไหนค่อยทำ มองเรื่องเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะช่วย มีเรื่อง Teamwork เครือข่าย พันธมิตร และการก้าวข้ามปัญหาอุปสรรค และความแตกต่าง ผู้นำต้องสร้าง Life Long Learning และผู้นำจะทำคนเดียวไม่ได้ต้องทำร่วมกัน มีการแบ่งปันกัน

การนำเสนอ Workshop

กลุ่ม 1 ข้อ 1 วิเคราะห์คุณลักษณะและบทบาทของผู้นำ EGAT ที่พึงปรารถนาที่สุดในอนาคต 5 ข้อ พร้อมทั้งเหตุผล

1. คนดี มีคุณธรรม ต้องเริ่มจากจิตใจที่ทำสิ่งที่ดีก่อน

2. มีความกล้าตัดสินใจ มีการสื่อสาร คิดในมุมบวก ทำงานเป็นทีม

3. มีวิสัยทัศน์ชัดเจน เพื่อนำพาไปสู่ในอนาคตได้

4. สร้างความศรัทธาเพื่อให้เวลา กฟผ.จะทำอะไรได้ราบรื่น

5. การบริหารเครือข่าย เวลาทำอะไรเราจะทำได้สำเร็ย

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

1. EGAT ต้องเปิดกว้าง ต้องมี Networking ในต่างประเทศ และในประเทศด้วย

2. คนปัจจุบันที่เป็นอยู่น่าจะคิดเรื่อง Crisis Management ให้ดี เพราะบางเรื่องคนสามารถทำแทนได้

3. วิกฤติในอนาคตมาแล้วมาอีก แล้วก็เลิกไป

4. ต้องกระตุ้นให้คนอื่นเป็นเลิศ อย่าให้ตัวเองเป็นเลิศคนเดียว ซึ่งการทำให้ลูกน้องเป็นเลิศ คือการ Motivate และ Inspire ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพราะศักยภาพคนอยู่ข้างในเป็น Intangible

กลุ่ม 2 ข้อ 2 โจทย์ประเทศไทย 4.0 มาสู่ EGAT 4.0 เกี่ยวข้องกับเรื่อง Human Capital 4.0 ภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำของ กฟผ. อย่างไร อธิบาย และหากจะตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 กฟผ. ควรจะมีวิธีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ๆ อย่างไร

1.ความคิดสร้างสรรค์เปิดโอกาสให้เขาแสดงความคิดเห็น

2.Knowledge ต้องจัดให้มีกลุ่ม Community ที่เกี่ยวกับความรู้ เกี่ยวกับ Connection ให้มีการ Share ความรู้ร่วมกัน

3. Innovation สนับสนุนนวัตกรรมที่เกิดขึ้น มีการเปิด Open กับหน่วยงานภายนอกทุกที่เพื่อเสนอนวัตกรรมได้

4. ชุมชน ต้องสร้างความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม ต้องไปร่วมในกิจกรรมของชุมชน มีวัตนธรรมองค์กร

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

Human Capital 4.0 มีกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่มี Human Capital 4.0 จะไปสู่ EGAT 4.0 ไม่ได้ และการเน้นที่ Relevance กับธุรกิจใหม่ ๆ บางเรื่องทำอยู่แล้ว บางเรื่องที่มีนวัตกรรมสร้างสรรค์อยู่แล้วอาจไม่น่าสนใจเท่าไหร่ อาจให้เสริมเรื่อง New Business กับชุมชน มากขึ้น

กลุ่ม 3 ข้อ 3 วิเคราะห์ Diversity ที่ กฟผ. มีกี่ชนิด และผู้นำจะบริหาร Diversity ได้อย่างไร?

ความหลากหลายมีมากในทุกสายงานมี 100 ฝ่าย มีเรื่อง Generation ที่ต่างกัน ปัญหาคือจะทำอย่างไร

รูปแบบโครงสร้างเดิมอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป ต้องมีการ Change แนวคิดองค์กร และปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ผู้นำต้อง Share Vision และถ่ายทอดออกมาที่องค์กรให้ได้เห็น มีการใช้ทีมผสม อาศัยประสบการณ์ของคน Gen Baby Boom และการเติมเต็มของคนที่ขาดไปในรุ่นใหม่ เช่น IT มีการผสมทีมอายุมากอายุน้อย ทำงานแบบ Matrix สร้าง Networking สร้างสรรค์ทีมใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นทางรอดขององค์กรต่อไป

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

อยากให้รวมถึงเรื่องเพศ และสถาบันการศึกษาให้มีความหลากหลายมากขึ้น เรื่องแนวความคิด

ในเรื่อง Diversity เป็นเรื่องที่อยู่ข้างใน ต้องมีความอดทน ใช้ความเข้าใจให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเรื่องผิวขาว ผิวดำ จะอยู่ที่ทัศนคติของผู้นำที่ต้องฝึกด้วย

กลุ่ม 6 ข้อ 4 จากแนวคิด “HUMAN-CENTRED LEADERSHIP” ของหนังสือเรื่อง “Humanise” กับหนังสือ “พลังแห่งคุณธรรมจริยธรรม” ลองค้นหาช่องว่างของ กฟผ. ที่จะนำมาสู่การพัฒนาผู้นำ 3 ข้อ พร้อมอธิบายเหตุผล

มีเรื่องคนดี คนเก่ง และความกล้าหาญ

1. คนดี ที่กฟผ.ควรเน้นเรื่องการสร้าง Social Trust มากขึ้น

2. ความเก่ง ต้องพัฒนาเรื่องความรู้เชิงกว้างด้วยนอกจากความลึกอย่างเดียว

3. ความกล้าหาญต้องกระตุ้นให้คนคิดมากขึ้น และยอมรับความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น และก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ก้าวออกจาก Safe Zone

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

กฟผ.ต้องเอาใจใส่ Social Trust มากหน่อยกฟผ.ดีหมดแต่ในระดับสังคม กฟผ.อาจอ่อนไปนิดนึงจึงควรพัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเป็นส่วนของ Human Leadership

ยกตัวอย่าง สิจิ้นผิง พูดเรื่องคนคืเรื่องความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และมืออาชีพ ซึ่งคำว่ามืออาชีพ กฟผ.ใช้มาก ๆ แล้วดี

กลุ่ม 5 ข้อ 5 วิเคราะห์เรื่องที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา กฟผ. ให้เติบโตอย่างยั่งยืน 3 เรื่องที่สำคัญที่สุด และผู้นำ กฟผ. จะต้องใช้กลยุทธ์/ยุทธวิธีใด (อ้างอิงจาก Kotter 7C Principles และ Chira)

1.คน ต้องมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาคนให้มี Mindset ที่สามารถทำงานโดยมีทัศนคติต่อการเปลี่ยนแปลงให้ทัน มีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรค และพัฒนาให้ทันการเปลี่ยนแปลง

2. เครือข่าย ต้องมีเครือข่ายพันธมิตร ต้องสร้างให้ได้ ไม่ให้อยู่คนเดียว ต้องสร้างให้ชุมชนยอมรับเราให้ได้ ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทำงานอย่างโปร่งใส ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

3. โครงสร้าง กฟผ.ต้องสามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว มีระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ไม่อุ้ยอ้าย

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

ชอบทุกอัน ส่วนอันสุดท้ายมีหนังสือออกใหม่ ชื่อ Agility คือความรวดเร็ว ว่องไวในการทำงาน การตัดสินใจของ กฟผ.ต้องเน้นความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เครือข่ายขอ 3 เรื่อง คือ 1. ขอให้ตัวละครที่เราส่งไปต่อเนื่อง อย่าเปลี่ยนบ่อย ให้เขารู้จริง 2. ให้เขาเข้าใจความหลากหลายของคนในเครือข่าย 3.ให้มี Emotional Capital และ Ego ให้เก็บไว้ที่บ้าน

ประชารัฐที่บิ๊กตู่ทำ ไม่ได้ผล ตัวละครที่ไปเล่นต้องยอมรับความแตกต่างมีความอดทน มี Mutual Trust มี Mutual Benefit แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่มีชนชั้นอยู่แล้ว แต่บางครั้ง กฟผ.ลืมไปว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

บางเรื่องให้ฉกฉวยโอกาส และถ้าเลือกประธานรุ่นแล้ว อยากให้มีโครงการต่อเนื่องจากรุ่นที่ 13 ไปรุ่นที่ 14 อยากให้มีการกระเด้งเกิดโครงการเล็ก ๆ ขึ้นมา

กลุ่ม 4 ข้อ 6เสนอแนะแนวทาง/วิธีการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ของ กฟผ. ที่ได้ผล 3 แนวทาง พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล

กฟผ.ปัญหาที่ประสบคือ หัวปลาวาฬ เป็นคนรุ่นเก่า แล้วคนรุ่นใหม่เลย ในรุ่นกลางอย่างรุ่นนี้ต้องเน้นวิธีการพัฒนาที่ได้ผลรวดเร็ว ดังนั้นแนวการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ต้องมีการกำหนด Success Profile ต้องมีกำหนดอายุงาน การสร้างเขา ความรู้ ประสบการณ์ และคุณสมบัติที่ส่งเสริมให้ความรู้ใหม่ ๆ แล้วหา Gap ดูแนวทางที่จะพัฒนาว่าจะพัฒนาอะไรได้บ้าง การวัดผลที่ผ่านมาไม่ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ยังใช้โมเดลเรียนรู้แบบ 10:20:70 ให้แต่ละคนหาความรู้ได้เร็วที่สุดทั้งอบรมและเรียนรู้เอง 20% เป็นลักษณะโค้ชชิ่งให้ไปดูลูกน้องให้เร็วที่สุดให้โค้ชตัวเองด้วยและดูว่าทำอย่างไรถึงได้ผลชัดเจนที่สุดและในอนาคตข้างหน้าอาจมีการ Sharing

70% เป็นลักษณะ On the job training มีการส่งบุคลากรไปฝึกงานกับบริษัทลูก ฝึกการคิดเชิงธุรกิจ รับและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และเรื่อง Settlement เรียนรู้และแก้ไขปัญหา มีการเจริญเติบโตตามที่ไปได้ มีการนำไปพัฒนาจุดเด่น จุดแข็ง ส่งเสริมให้เขาทำเลย ให้เป็นบุคลากรที่เข้มแข็ง และรองรับความดุเดือดด้านการเปลี่ยนแปลงด้วย

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์ เสริมว่า

เวลาไปฝึกงานบริษัทลูกบางคนอาจไม่กลับมาก็มี หรือบางคนไปฝึกงานที่อื่น เป็นเรื่องดีที่เป็นการสร้าง Network ก็เสมือนกับการสร้าง Fast Track ต้องดูบุคลิกเรื่องความนอบน้อมด้วยต้องฝึกเรื่องมารยาทในการทำงานด้วย

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

จุดที่แลกเปลี่ยน พบว่าแต่ละกลุ่มคมมากขึ้น ควบคุมประเด็นเป็น สิ่งนี้เป็นการฝึก Agility อย่างหนึ่งคือเป็นการฝึกในความคิดร่วมกัน และที่สำคัญที่สุด ทั้ง 6 กลุ่มไม่มีผิด เพราะมาจากความจริง แต่เป็นสิ่งที่ไม่เคยพูดกัน

เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับเหมือนกัน และเพิ่มความแตกฉาน

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

เราควรมีการปะทะกันทางปัญญามากขึ้น

วิชาที่ 3

การบรรยายพิเศษ

หัวข้อประสบการณ์ของข้าพเจ้าในการบริหารความขัดแย้ง การเจรจาต่อรองและจิตวิทยามวลชน

โดยดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด

ถามคำถาม : ในชีวิตการทำงานหรือชีวิตส่วนตัวมีความขัดแย้งอะไรบ้าง

1. ความคิดเห็น

2. การทำงานเรื่องการเวนคืนต้องใช้เทคนิคเจรจาต่อรองขั้นสูง

3. การทำงานเรื่องเจริญเติบโต

4. เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า

5. เทคนิคการเจรจา ต้องใช้คนในพื้นที่ช่วย

6. ความคิดเห็นทางการเมือง วิธีที่ใช้ ใช้ Mutual Respect ช่วยลดความขัดแย้งได้

7. สัญญาร่วมทุนกับบริษัทย่อยในเครือ

ประสบการณ์การใช้เทคนิคในการคลี่คลายความขัดแย้ง

ยกตัวอย่าง ACT ยื่นแถลงการณ์สถานทูตสหรัฐฯ ค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

คุณหญิงชฎา ภาพลักษณ์ของท่านจริง ๆ คือซื่อสัตย์และสุภาพ คุณดนัยเป็นอยู่ในส่วนฝ่ายกลยุทธ์ พ.ร.บ.สุดซอย ไปยื่นหนังสือที่สถานทูตสหรัฐ ฯ และกระทรวงต่าง ๆ สิ่งที่ทำคือต้องการทำในลักษณะ Symbolic

ประเด็นคือ ACT เป็นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และต้องการเคลื่อนมวลชน ภายในวันเดียวมีการจุดประเด็นต่อต้านทั่วมหาวิทยาลัย และมีการต่อต้านจากส่วนต่าง ๆ สิ่งที่ทำเพื่อกระตุ้นสังคมว่าประเด็นนี้จะปล่อยผ่านไม่ได้มีการออกสื่อ Social ทุกชนิด มีการใช้จิตวิทยามวลชน ในการขับเคลื่อน

วิธีการในการมีประเด็นต่าง ๆขึ้นมา

1. ในกรณีมีความขัดแย้ง สิ่งที่ต้องการคือเวลามีคู่เจรจา สิ่งที่เราต้องการคืออะไร ต้องคุยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์คือการยอมรับ Yes

2. นโยบายด้านการทูตคือศิลปะในการดึงให้คนมาเห็นคล้อยกับเรา

- การเจรจาต่อรองไม่ใช่หมายถึงการล้อมโต๊ะหรือนั่งตรงข้าม แต่ความจริงหมายถึงวิธีการทั้งหมดที่ไม่ต้องนั่งโต๊ะเจรจาแต่จะต้องทำให้การเจรจาต่อรองสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้เลย

สิ่งที่ควรทำ Generate Option

1. Joint Problem Solving คือ สิ่งที่เราต้องมาถึงจุดร่วมกันคือ Win – Win

1. Soft on people, hard on the problem

Soft on people - เวลามีปัญหาอย่าไปตีที่หัวใจคน อย่าไปทำให้คนไร้เกียรติ ต้องถนอมน้ำใจ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี คนทุกคนมี Ego ทุกคน เป็นเรื่องที่แตะไม่ได้

จะพบว่ายิ่งทุกท่านยิ่งสูง เขาจะยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นรวงข้าวมาก ยกตัวอย่างพระมหาจักรพรรดิญี่ปุ่นมาด้วยความนอบน้อม

Hard on the Problem – ประเด็นที่ต้องเจรจาต่อรองต้องชัดเจนว่าต้องการอะไร

ต้องแยกให้ชัดว่าเรื่องของคน กับปัญหาเป็นคนละเรื่อง แต่ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องเดียวกัน และจะทำให้เกิดปัญหา ซึ่งเขาจะไม่ฟัง ประตูจะปิด และการเจรจาจะเกิดขึ้นเมื่อเปิดประตูหัวใจแล้ว

2. Interests not Position

สิ่งที่ต้องตกลงร่วมกันระหว่างเรากับเขา เป็นผลประโยชน์ที่เราต้องตกลงร่วมกัน ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เรา แต่เป็นองค์กร ต้องหา Mutual Benefit ให้เจอ

แต่ประเด็นที่พบส่วนใหญ่ มีความกลัว ความวิตกกังวล มีทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา แล้วเราจะจัดการตรงนี้อย่างไร ต้องเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ อะไรคือ Motive สิ่งที่เขาต้องการที่สุด กลัวที่สุด แคร์ที่สุด เพราะบางทีการให้เขา เขาอาจไม่ต้องการก็ได้

2. Cutting out posturing ต้องตัดมาดออก

การหาทางออกร่วมกันต้องมี 1,2,3 ต้องหาให้การเจรจาต่อรองสามารถสรุปตรงนั้นให้ได้ โดยเฉพาะ

3. Better working Relationship

ผลลัพธ์การเจรจาต่อไปต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ

อุปสรรค 5 ข้อในการทำงานร่วมกัน

เป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกอย่างมีความกดดัน ตึงเครียด อารมณ์ เราต้องมาต่อสู้ทางอารมณ์ และระบบ ระเบียบขององค์กร

1. ปฏิกิริยาคู่เจรจาเรา

- อารมณ์

- ตำแหน่ง

- อำนาจ

2. ปฏิกิริยาเรา

- เวลากระทบเรามีความรู้สึกอย่างไร เราจะรู้สึกเหมือนถูกโจมตีอะไรหรือไม่ ปฏิกิริยาของมนุษย์ที่ไม่ได้ฝึกเรื่องสติสัมปชัญญะ จะสู้หรือจะหนี แล้วจะเกิดเรื่องของ Action กับ Reaction แล้วเราจะเสมือนเป็นฝ่ายสูญเสียหรือคนที่อ่อนแอ

3. อารมณ์ของฝั่งเขา

- ส่วนใหญ่การเจรจามาด้วยอารมณ์ที่เป็นลบ เพราะเขาต้องมาทวงสิทธิ์บางอย่างที่ละเมิดอยู่ ภายใต้อารมณ์ โกรธ และเป็นปฏิปักษ์อยู่ บางครั้งหน้านิ่งเฉย แต่ภายในรู้สึก

- ภายใต้ความกังวล และความกลัว จะก่อให้เกิดความไม่ไว้ใจ ความไม่เชื่อถือ

- ถ้าไม่เป็นที่ไว้วางใจเมื่อไหร่ อะไรก็เกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ไว้ใจอย่างไรการเจรจาก็ไม่จบ ดังนั้นต้อง Build Trust ให้ได้

- ฝั่งคู่เจรจาจะรู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายถูก เราเป็นฝ่ายผิด แล้วเขาจะไม่ฟังเรา

4. ตำแหน่งของเขา

- ในมุมมองของเขา เป็นสิ่งที่เขาจะต้องยอม ยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไหร่ เขาจะไม่ยอม

5. ความไม่พอใจ

- คู่เจรจาอาจไม่มีความสนใจที่จะตกลงอะไรกับเรา เพราะเขามองไม่เห็นผลประโยชน์ที่เขาได้รับ

- เขาอาจรู้สึกเสียเกียรติ เสียหน้าถ้าจะต้องยอมรับข้อตกลงเรา และถ้าเป็นไอเดียของเรา เขาจะยิ่งไม่เอา

6. อำนาจของเขา

- ถ้าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ เป็นเรื่อง Win-Loose เขาจะรู้สึกเป็นฝ่าย Win

- อะไรที่เป็นของผม ก็เป็นของผม อะไรที่เป็นของคุณอาจเป็นของผม ด้วย หมายถึง เขาจะถืออำนาจไว้ในมือแล้ว ประเด็นคือทำไมถึงต้องมาร่วมมือกับเราด้วย

ดังนั้นทำอย่างไรที่เขาจะต้องมาร่วมกับเรา เราจะทลายกำแพงตรงนี้ได้อย่างไร

1. มองหาทางออกร่วมกันที่เป็น Win-Win กับคู่เจรจา

2. อุปสรรค 5 เรื่องในการหา Joint Problem

3. ใช้กลยุทธ์เจรจาต่อรองอย่างไร

ทำอย่างไรให้คู่เจรจานั่งอยู่ฝั่งเดียวกับเรา สิ่งที่เราต้องต่อรองคืออะไร ยกตัวอย่าง สื่อเราต้องดึงสื่อเป็นเพื่อนให้ได้ เพราะเมื่อเราชนะสื่อหมายถึงเราแพ้แล้ว การนั่งต้องนั่งติดกันหมายถึงไม่มีอะไรปิดบัง เป็นพวกเดียวกัน ต้องนั่งอยู่ข้างกันให้ได้ เป็นเพื่อนเดียวกัน พวกเดียวกัน และต้องตกลงร่วมกันให้ได้

ปฏิกิริยาที่เราต้องทำ

1. Go to the Balcony เวลาเราโกรธ เราไม่พอใจ กลยุทธ์ที่เราใช้คือ ไปยืนที่ระเบียง หมายถึงไปสงบสติอารมณ์ก่อน อย่าเพิ่งเข้าสู่ในสังเวียน แล้วมองมาที่เกมส์การแข่งขัน

ออกไปยืนที่ระเบียง เพื่อป้องกันความขัดแย้งมิเช่นนั้น เราอาจต้องตัดความสัมพันธ์ดังนั้นเพื่อให้เรามีสติมากขึ้นคนที่โกรธอยู่ สติปัญญาจะปิดกั้นทันที อารมณ์โกรธจะปิดกั้นความดี สติปัญญาทั้งหมด ให้ทบทวนว่าเราต้องการอะไรกันแน่

เวลาโกรธ อย่าตอบโต้ออกไป เพราะเวลาโกรธจะมีคำพูดที่ทำให้เราเสียใจไปตลอดชีวิต

2. Step to Their Side ไปยืนอยู่ข้างเขา เอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจความรู้สึกของเขา แต่ไม่ได้หมายถึงเห็นด้วย มีความรู้สึกร่วมกัน คือสุขร่วมกัน ทุกข์เหมือนกัน วิธีการคือไปอยู่กับเขา เข้าใจเขา เสมือนไปใส่รองเท้าคู่เดียวกับเขา

ไปยืนข้างเขา เพื่อให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เรารู้สึกเช่นเดียวกับเขา เราเข้าใจ เห็นใจ แต่ไม่ได้หมายถึงเราเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเรียกร้อง

และเราสามารถช่วยให้เขาลดสิ่งที่เขาปกป้องตัวเองได้ ก็คือการฟัง เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการให้คนรับฟัง ให้ความเข้าใจมนุษย์ด้วยกัน

ความคิดลบของเรา ไม่จำเป็นต้องแก้ทันที เพราะเขาคิดมาชั่วชีวิต ต้องเรียนรู้ที่จะล่องเรือหรือแล่นเรือใบไปในทิศทางใด ต้องรู้จักวิธีการเล่นกับอารมณ์

3. Reframe คือการใส่กรอบใหม่ คนที่เก่ง Reframe เขาจะยอมเห็นด้วยกับเรา

พยายามตะล่อมถามไปเรื่อย ๆ แล้วตบหรือตะล่อมเข้ามาใหม่ เป็นการทวนคำถาม เน้นลักษณะแบบ Open ไปเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายจะได้สรุปอย่างที่เขาได้มา

อย่าปฏิเสธว่าไม่ได้ เพราะเขาจะเริ่มตั้งกาดป้องกันตัว และเมื่อฟังเขาพูดไปเรื่อย ๆ เขาจะรู้สึกว่าเขา Expert แล้วเราค่อยหาหนทางว่าจะช่วยแก้ไขอย่างไรดีKeyword ที่ใช้จะใช้คำว่าเรา คือเราจะมาหาทางออกทางนี้ดีไหม ใช้คำว่าเราตลอด

4. Build Them a Golden Bridge ในกรณีที่เขาปิดประตู เขาไม่สนใจสิ่งที่เราจะให้ เสมือนเขาสร้างกำแพง ดังนั้นเราต้องสร้างสะพานเชื่อมกันให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเชื่อมกันไม่ได้ เพราะยิ่งเราเสนอมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งต้านมากขึ้นเรื่อย ๆ

กลยุทธ์ในการสร้างกำแพง คือให้ดึงคู่เจรจาของเรามาในเรื่องของกระบวนการ คือทำงานร่วมกัน มา Workshop หรือ Brainstorm สร้างให้เขามีส่วนร่วมใน Process ต้องสร้าง Trust ให้พอใจซึ่งกันและกัน และเมื่อเขามีส่วนร่วม เขาจะยอมรับในไอเดียตรงนั้น แล้วจะเป็นสิ่งที่ผสมไอเดียร่วมกัน เพราะจะทำให้คนสามารถรักษาหน้าตัวเองไว้ได้ด้วย เพราะ Keyword คือคำว่า Victory เนื่องจากคนต้องการเป็นผู้ชนะ จนถึงการตกลงขั้นสุดท้ายเพราะเขาเป็นผู้ชนะแล้วการเจรจาจะสำเร็จ

Don’t Push : Build Them a Golden Bridge เป็นกลยุทธ์ของซุนวู

5. Use Power to Educate เขามีอำนาจอยู่ในมือ เขาจะไม่ยอม เขาจะมองว่าเราต้องยอม ดังนั้นต้องทำให้เขาเห็นให้ได้ว่าการไม่บรรลุข้อตกลงอะไรเลยจะเป็นสิ่งที่เสียหายคือจะแสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสองฝั่งเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ เราต้องทำให้ผู้เจรจาของเราได้ว่าสะพาน Golden Bridge เปิดตลอดเวลาให้เขาเดินมาตรงนี้ได้ ทำอย่างไรที่จะใช้อำนาจที่มีอยู่ให้ความเข้าใจ

กลยุทธ์คือ สร้างสภาพแวดล้อมให้เขาเข้าใจในบริบทของเขาเอง จนกว่าสิ่งที่เขาเห็นเองเป็นทางออกที่ดีที่สุด

กลยุทธ์การเจรจาต่อรองขั้นเทพ

ให้เลือก Indirect Action คือ ใช้วิธีการอื่นเสมือนเล่นเกมส์ตรงนั้นได้ด้วย ยกตัวอย่างเวลาเล่นเรือใบ ตอนลมแรงมาก เราต้องผ่อนใบเรือ ถ้าลมเบาเราต้องขึ้นใบเรือ

Indirect Action เป็นวิธีการที่เจรจาต่อรองด้วยทางอ้อม คือ

- แทนที่พยายามยัดเยียดไอเดียเราไปใส่เขา ทำอย่างไรให้ไอเดียนี้เป็นไอเดียของเขาเอง ให้ทุกคนเป็นเจ้าของ

- แทนที่บอกเขาว่าขั้นตอนจะทำอย่างไร ให้เขาคิดด้วยตัวเขาเอง เพราะมนุษย์เป็นสิ่ง Uncontrollable อย่าพยายามกดดัน เขาให้สร้างสภาพแวดล้อมให้เขาเห็นแสงสว่างตรงนั้นเอง

Preparation Worksheet

ดูว่าอะไรที่เป็นของเรา และของเขา ให้ดูว่าทั้งสองฝ่ายมีอะไรที่พึงพอใจ สามารถอยู่ในข้อเสนอตรงนี้ได้

คำถาม

การสร้าง Power เราสามารถใช้ความเป็นผู้รู้ หรือยืมมือที่สามมาช่วยได้หรือไม่

ตอบ

การสร้างความเข้าใจ บางครั้งใช้บุคคลที่สาม หรือคนมาช่วยก็ได้ สร้างสภาพแวดล้อมให้คนที่ไม่เข้าใจสามารถเข้าใจ แล้วดูว่าจะมีอะไรที่เดินหน้า 1,2,3

ยกตัวอย่าง EM Ball

ได้ยกตัวอย่างว่า Content is King but Context is Queen

Content คือสิ่งที่เราสื่อสาร แต่ไม่มีน้ำหนักเท่า Context คือบริบท สภาพแวดล้อม หมายถึง ถ้าโพสต์ 1 โพสต์ โพสต์มาถูกจังหวะ ก็จะไปได้ มีแค่ Content อย่างเดียวแต่ถ้าไม่ถูกจังหวะ ก็ไปไม่รอด

โครงการมวลชน

การเคลื่อนมวลชนที่ดีที่สุดคือการเคลื่อนโดยไม่รู้ว่าคือใคร แต่ทุกคนมีเจ้าของ เช่น โครงการสวดมนต์ข้ามปี

เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของจะรู้สึกว่าทุกคนช่วยกันเพราะการมีเจ้าของจะเคลื่อนไปได้แค่ระดับหนึ่ง ไปได้ไม่ไกล

งานมวลชนจะไม่มีประธาน มีแต่กริยาที่ทำ

ดร.จีระหงส์ลดารมภ์

กรณีเรื่องโรงไฟฟ้าที่กระบี่ จะมีคำแนะนำอย่างไรในอนาคตที่จะมีทางออกที่ดี

คุณดนัยตอบ การไปสำรวจในพื้นที่ขอมีการทำการบ้านก่อน เนื่องจากทุกอย่างมีความละเอียดอ่อนมาก ไม่สามารถทราบข้อมูลที่แน่ชัด โดยส่วนตัวมีที่ปรึกษาอยู่หลายที่ แต่ขอได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อน ก่อนที่จะให้คำปรึกษา

สรุปคือ มนุษย์เป็นคนที่ไม่มีเหตุผล แต่เวลาทะเลาะกันทะเลาะที่ความคิด ที่สมอง จุดที่เชื่อมได้คือต้องใช้ใจเชื่อม ถ้าใจเปิดทุกอย่างจะเชื่อมได้หมด โลกนี้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ต้องจับประเด็นให้ได้ว่ามนุษย์ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ก่อน แล้วเหตุผลมาที่หลัง ต้องจับจุดให้ได้แล้วเราจะสามารถเจรจาต่อรองได้ทั้งหมด


วิชาที่ 5

Learning Forum

หัวข้อ บุคลิกภาพของนักบริหาร

­ ศิลปะการแต่งกายสไตล์นักบริหารยุคใหม่

­ เทคนิคการดูแลใบหน้าและแต่งหน้าให้ดูดีมีสไตล์

- การเลือกทรงผมกับบุคลิกคนทำงานรุ่นใหม่/ มาดและท่วงท่าอิริยาบถของคนทันสมัย

­ มารยาททางธุรกิจ มารยาทสังคม และมารยาทในการรับประทานอาหารแบบต่าง ๆ

โดยอาจารย์ณภัสวรรณ จิลลานนท์

วันที่ 14 มีนาคม 2560

สรุปโดย เขมิกา ถึงแก้วธนกุล ทีมงานวิชาการ Chira Academy

Outline

1. Imageภาพลักษณ์ภายนอก

  • แต่งกายและเครื่องใช้ที่แสดงถึงรสนิยมดี
  • Head to Toe

เสื้อผ้า........หน้า.........ผม

2. Social & Business manners, Table manners

3. Know how to use Body Language

4. Know your Role:

5. Know how to present yourselfin the public

6. Always active and lively

7. Good posture

การสร้างความประทับใจแรกพบ

ขึ้นอยู่ที่แต่ละบุคคลว่าต้องรู้ว่าตอนนี้ต้องการเล่นบทอะไร

Body Language

ต้องแสดงความใส่ใจ

- Look 55%(ตามองเห็นบุคลิกภาพภายนอก)

- Sound 33% (น้ำเสียง)

- Word 12 % (คำพูด)

การพัฒนาบุคลิกภาพ

1. การแต่งตัว

2. มาด

3. อารมณ์ดี

4. กาลเทศะ

5. พูดจาดี

3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อบุคลิก

1. สีสัน

2. สัดส่วน

3. เส้นสาย

1. สีสัน

เลือกสีให้เหมาะสมกับกาลเทศะ อาทิ สีสุภาพเช่น ขาว น้ำเงิน ดำสีร้อนแรง เช่น สีแดง สีสดใส เช่น สีเหลือง

ข้อสังเกต :1. แต่ละคนจะมีโทนสีที่เหมาะสมไม่เหมือนกัน

สีโทนร้อน แดง เหลือง ชมพู ส้ม น้ำตาล ทอง

สีโทนเย็น น้ำเงิน เขียว ขาว เทา เงิน

2. สีเดียวกันแต่ถ้าการแต่งกายไม่เหมือนกัน ก็สามารถสื่ออารมณ์ไม่เหมือนกัน

ความหมายและอิทธิพลของสี

สีแดง: ความรัก ความลุ่มหลง ความร้อนแรง ความสนุกสนานอำนาจ

สีชมพู: ความหวาน ความน่ารักใคร่ ขี้เล่น ความละเอียด

สีเหลือง: ความสุข ความสนุกสนาน ร่าเริง การระลึกความหลังที่ตรึงตรา

สีส้ม:พละกำลัง ความอบอุ่นการเปลี่ยนแปลง สุขภาพที่ดี

สีน้ำตาล:ความเป็นคนติดดินซื่อ สะอาด เรียบง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี

สีทอง: ความมั่งคั่ง ความวิจิตรวิลิศมาหลา พิธีการ ความสว่างโดดเด่น

สีดำ:ความเป็นคนหัวโบราณ ลึกลับแต่ทันสมัย

สีเงิน: ความโก้ เพรียว มีเสน่ห์ หรูหรา

สีเขียว:ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดี ความอุดมสมบูรณ์ ความร่มเย็น รื่นรมย์ ก่อให้เกิดความไพเราะเสนาะหู

สีขาว: ความสมบูรณ์ ใสซื่อ นุ่มนวล

สีเทา: ความเป็นทางการ หัวโบราณ ทันสมัย

สีม่วงแดง:บ่งถึงความเป็นผู้สูงศักดิ์ ล้ำค่า โรแมนติก ศักดิ์สิทธิ์

สีม่วงอ่อน: ความสงบเยือกเย็น สง่าหรูนุ่มนวลอบอุ่นเหมือนเพศหญิง

สีฟ้าแจ๋นเทอคอยส์:ลักษณะที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ชัดเจน สมัยใหม่

สีเบจ: คนหัวเก่าสบายๆ

รูปแบบการแต่งกาย

ผู้ชาย

เน็คไทด์ ให้ความยาวอยู่ที่หัวเข็มขัดขนาดพอดีให้เหมาะสมกับขนาดหน้า

คอปกเสื้อ ให้พอดีกับรูปหน้า เลือกคอปกเสื้อที่มีรูปทรงตรงกันข้ามกับขนาดของใบหน้า

รองเท้า แนะนำไม่ควรเลือกหัวทู่ ถ้าใส่หัวค่อนข้างแหลมจะทำให้ดูดี
จะช่วยให้ดูสูงและดูผอม

ความยาวกางเกง ความยาวไม่ให้ลากพื้น และไม่ให้ความยาวสั้นเกินไป

สีเสื้อ เลือกให้เข้ากับกาลเทศะ และสีผิว

ขนาดเสื้อ เลือกให้พอดีกับตัว

แว่นเลือกให้เหมาะสมกับใบหน้าแว่นกรอบโครเมี่ยม ไม่ใช้แล้ว

สามารถเลือกแว่นที่มีสีสันให้หน้าดูสดใส

สูท ต้องเห็นเสื้อข้างในด้วย

กางเกงใส่แบบพอดีตัว ไม่มีจีบ อย่าใส่ของที่กระเป๋ากางเกง

ใส่กางเกงต้องอยู่ตรงสะดือ อย่าใส่ต่ำ

ถ้าคนช่วงบนใหญ่ให้ใส่กางเกงที่ข้างล่างกว้างขึ้นนิดนึง

ผู้หญิง

โช้กเกอร์เหมาะสำหรับคนคอยาว

ปกเสื้อ ถ้าคอตันให้ใส่ปกเสื้อกว้าง

Good posture

1. การไหว้

  • ไหว้ด้วยใจ ให้นิ้วพนมมืออยู่กลางอก
  • การรับไหว้ หรือไหว้ให้เหมือนกันคือไหว้ด้วยใจ และให้พนมมืออยู่กลางอก

-ยิ่งไหว้สวยคนยิ่งรัก

2. การนั่งเก้าอี้

- ผู้หญิงนั่งเก้าอี้แค่ครึ่งเดียว ผู้หญิงนั่งเท้าเยื้องกัน

- ผู้ชายนั่งเก้าอี้เต็มเก้าอี้แต่ไม่พิงมาก

- ไม่นั่งไขว่ห้าง

3. การยืน

- ผู้หญิงยืนเท้าซ้อนกันข้างหน้าข้างหลังประมาณ 10 นาฬิกา

- ผู้ชายยืนห่างกัน 1 ฝ่ามือ

- ถ้าเมื่อยขยับเท้าไปมาได้

4. การเข้าที่นั่งเก้าอี้

- ให้เก้าอี้อยู่ขวามือทุกครั้ง

- จับพนักเก้าอี้ก่อนนั่ง

5.การเดิน

- เดินตรง

- ให้เอาส้นลงก่อน หน้าตาม จะทำให้ดูสง่ากว่า

6. การนั่งเก้าอี้โซฟา

- เก้าอี้ที่ติดประตูเก้าอี้เดียว อย่านั่ง เพราะเป็นที่เจ้าของบ้าน จะเข้าออกหรือเอาของง่ายกว่า

- อย่าให้ผู้หญิง เด็ก ผู้อาวุโส ใกล้ประตู

- ในกรณีที่สุภาพสตรีเป็นผู้นำรู้จักกับเจ้าของบ้าน ผู้หญิงจะนั่งมุมโซฟาติดกับเจ้าของบ้าน

- ถ้ามาคนเดียวให้นั่งโซฟา (โซฟาคือที่ของแขก)

- ถ้าเจ้าบ้านเป็นผู้ใหญ่จะนั่งโซฟาฝั่งซ้ายมือ ส่วนคนที่สนิทเจ้าของของบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ หรือแขกผู้มาเยือน จะนั่งโซฟาฝั่งขวามือติดกับเจ้าของบ้านเสมอ

7. การนำเสนองาน

- ต้องนั่งฝั่งตรงข้ามประตูเสมอ

- คนที่เป็นประธานนั่งตรงข้ามจอ

- คนนำเสนอนั่งติดกับประธานเสมอ

- คนที่ 2 นั่งติดกับคนที่นำเสนอ ส่วนอีกคนนั่งถัดมาตรงไหนก็ได้

8. การนั่งรถยนต์

- อาวุโสน้อยสุดต้องนั่งตรงกลาง

- อาวุโสน้อยลำดับ 2 นั่งข้างหลังคนขับ

- อาวุโสมากสุดนั่งข้างหลังเยื้องคนขับ

9. การนั่งทานข้าว

- แขกคนที่สำคัญที่สุดต้องนั่งขวามือของเจ้าภาพเสมอ

10. การรดน้ำสังข์

- ผู้ชายอยู่ฝั่งขวามือผู้หญิง

- หอยสังข์อยู่ฝั่งเจ้าบ่าว

- หยิบหอยสังข์รดน้ำเจ้าสาวก่อนแล้วค่อยมารดน้ำเจ้าบ่าว

11. การไปรับแขก

- ถ้าไม่ใช่คนขับรถไปรับแขก ให้เชิญเขานั่งหน้ากับเรา จะได้ชวนคุย

12 .การนั่งรถตู้

- ที่ VIP Seat จะอยู่โซนแถวแรกหลังคนขับ ผู้ใหญ่สุดจะนั่งตรงกลาง ให้คนเด็กกว่าเข้าไปก่อน

13. การแนะนำคนให้รู้จักกัน

- เมื่อเดินมากับเพื่อนแล้วเจอคนรู้จัก

- เดินเข้าไประยะห่างที่กำลังดีคือ 1 ช่วงแขน

- ให้ทักทายคนรู้จักเล็กน้อยก่อน

- เวลาเริ่มแนะนำให้เกียรติใครให้เรียกชื่อคนนั้นก่อน

- ถ้าเป็นทางการมาก ๆ เช่น ท่านผู้อำนวยการค่ะผมขออนุญาตแนะนำ

- แล้วบอก Background สั้น ๆ เพื่อให้คนสองคนคุยกันต่อได้ ไม่ให้มี Dead Air แล้วคนกลางจะสบายใจ

- ในกรณีที่มากับภรรยาต้องให้เกียรติภรรยาก่อน โดยเรียกชื่อภรรยาก่อนแล้วค่อยแนะนำ

- ในกรณีที่มากับหลาน เป็นข้อยกเว้น เรียกชื่อหลานแล้วให้กล่าวสวัสดี

- ในกรณีที่ชุมชน ไม่จำเป็นต้องแนะนำ หรือรอแนะนำ ให้คนรู้จักทักทายกันเองนิดเดียวพอ

14. การลงบันได ขึ้นบันได้ หรือเข้าลิฟท์

- ให้ดูเรื่องความปลอดภัยของผู้หญิง เด็ก ผู้อาวุโสก่อน

- ถ้าขึ้นบันไดให้ผู้หญิงขึ้นก่อน ถ้าลงบันได ผู้ชายลงก่อน

- ถ้าเข้าลิฟต์ ผู้ชายเข้าก่อน

15. การมาต้อนรับและเดินนำทางแขก

- กล่าวสวัสดี แนะนำตัวเองก่อน แล้วเดินนำทางโดยให้เดินนำอยู่อยู่ด้านขวามือด้านหน้าของแขก เนื่องจากมือขวาเป็นมือที่ใช้ในการเปิดทางและเปิดประตู

16. การเดินตามมาพร้อมกับเจ้านายหรือแขกผู้ใหญ่

- ให้เดินฝั่งซ้ายข้างหลัง เนื่องจากเขาจะถือเอกสารอยู่ขวา

17. การนั่งรับประทานอาหาร

- ไม่ต้องเสิร์ฟให้กันเพื่อบริการ เน้นการยกจานให้เขาตักเอง

- ไม่เสียความเป็นกุลสตรี และเสียความเป็นสุภาพบุรุษ

18. การเรียกชื่อ

- คำว่าท่านไม่ใช้นำหน้าชื่อใช้นำหน้าเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น เรียกใช้คำว่าคุณเนื่องจากเป็นภาษาสุภาพที่สุดแล้ว

19. การแนะนำตัว

- ให้แนะนำตัวเองก่อนถามคนอื่นเพื่อทำความรู้จัก

- การยื่นนามบัตร จะยื่นสองมือหรือมือเดียวก็ได้แต่ให้สุภาพ ให้ยื่นฝั่งตัวหนังสือให้เขาอ่าน คนที่อาวุโสน้อยต้องรีบรับก่อน


หมายเหตุ : การทำทุกอย่างให้นึกถึงความพอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป ไม่บริการมากเกินไป

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

1.ผ้ากันเปื้อน

- ไว้เฉพาะกันเปื้อน ไม่ใช่เช็ดปาก หรือสั่งน้ำมูก ผ้าใช้เฉพาะกันน้ำหกเท่านั้น

- ควรมีกระดาษทิชชู่ติดกระเป๋าอยู่เสมอ แล้วสอดไว้ในผ้า

- ในกรณีฉุกเฉินการคายเศษอาหารให้คายบนผ้าได้

2. การเข้าที่นั่งเก้าอี้

- เข้าทางซ้ายของเข้าอี้ให้มือควาจับพนักเก้าอี้แล้วนั่ง

3. อาณาเขต

- แก้วน้ำอยู่ฝั่งขวา

- ขนมปังอยู่ฝั่งซ้าย

4. อุปกรณ์

- ใช้อุปกรณ์ที่อยู่คู่นอกสุด ไล่มาหาข้างใน เริ่มจากอาหารว่างก่อน แล้วค่อยเข้ามาอาหารหลักข้างใน

- การทานใช้ส้อมกับมีดเสมอ ไม่ใช้ช้อน แม้เป็นข้าวก็ใช้ส้อม จะใช้มีดปาดไว้ที่หลังส้อม แล้วกินหลังส้อม

- การทานขนมปังให้ บิขนมปังทีละคำ แล้วนำมีดปาดเนยทาขนมปัง

- การวางอุปกรณ์ที่ยังกินไม่เสร็จให้วางมีดใต้ส้อมที่โค้งอยู่ หันคมมีดเข้าหาเรา (จะเป็นที่รู้กันว่ายังทานไม่เสร็จ)

- การเก็บอุปกรณ์ให้วางมีดอยู่เหนือส้อม

- การทานสปาเก็ตตี้ให้จิ้มมา 3 เส้นพอแล้วม้วน ๆ จะพอดีปาก

5. การถือแก้วไวน์แดง

- ให้ถือแค่ 3 นิ้วพอ

หมายเหตุ : 1.ไม่ถามเรื่องเจ็บป่วยตอนรับประทานอาหาร

2. ไม่ต้องถามเรื่องคนที่รู้จักมาก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์กับปัจจุบันเป็นอย่างไร


วิชาที่ 6

Learning Forum & Workshop

หัวข้อ 3 V’s - Innovative Project Designing and Presentation

(การออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนางานส่วนบุคคลและวิธีการนำเสนอ)

(*หมายเหตุ เป็นผลงานของ EADP 13 จำนวน 1 ชิ้น และงานกลุ่ม 3 คน 1 ชิ้น)

โดยอาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย อีสเทิร์นเอเชีย

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

หัวข้อ 3 V’s - Innovative Project Designing and Presentation

(การออกแบบโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนางานส่วนบุคคลและวิธีการนำเสนอ)

แบ่งเป็น 2 โครงการฯ

1. โครงการใหญ่สำหรับรุ่น 1 โครงการ

- มุ่งที่การพัฒนา

2. โครงการจับกลุ่ม 3 คน

- โจทย์คือสามารถนำไปใช้ได้ในการทำงานปกติ

ดังนั้น โครงการฯในรุ่นนี้จะมี 2 ระดับและจะนำเสนอในวันสุดท้าย ต้องคำนึงถึงว่า

1. โปรเจคใหญ่ ผู้บริหารซื้อหรือไม่

2. โปรเจคเล็ก นำไปใช้ได้จริงหรือไม่

Project Methodology การนำเสนอโครงการฯ 4 ขั้นตอน

วิธีการที่ EGAT จะทำตอนนี้มีอะไร

1. Where are we? คือ EGAT ปัจจุบันเป็นอย่างไร

ฐานการคิดโครงการฯ คิดจากฐาน

1) Problem Based Approach ดูจากปัญหา

ตัวอย่าง EGAT ที่ทำอยู่นี้มีปัญหาหรือไม่

- ดูว่าถ้าปัญหานี้ไม่กลับมาคุยกัน EGAT นี้แย่แน่ ๆ ตัวอย่างเช่นการสร้างโรงไฟฟ้า การ Deal กับชาวบ้านกับนักธุรกิจต่างกัน วิธีการพูดเลยต่างกัน มุมมองต่างกัน

2) Opportunities Based Approach ดูจากโอกาส

ตัวอย่าง การสร้างโอกาสสำหรับ EGAT ในอนาคต เมื่อโอกาสเปิดจะไปสร้างมูลค่าให้กับ EGAT

- การไปคว้าโอกาสได้เราต้องเตรียมอะไร มีปัญหามากน้อยแค่ไหน

2. Where do we want to go? วิสัยทัศน์ของ EGAT

3. How to do it? EGAT จะไปอย่างไร

4. How to do it successfully ? จะไปได้จริงหรือ

การวิเคราะห์ Where are we?

1. วิเคราะห์ SWOT Analysis

- ทำ SWOT อย่างไรให้ได้คุณภาพ

- ดูค่านิยม Core Value อะไรคือจุดแข็งของ EGAT

- อะไรที่ EGAT สะท้อนให้เห็น

- ถ้ายังไม่มี EGAT มีอะไร

การมองที่ปัญหาต้องแก้ การมองที่โอกาสต้องคว้า ดังนั้น เป้าหมายที่คิดต้องสอดคล้องกับที่ EGAT ต้องการ ให้ดูถึงวิสัยทัศน์ของ EGAT ว่าเราจะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์อย่างไร

วิธีการคิดโครงการฯ (Project = Innovation + EGAT)

1. โครงการต้องสะท้อนความเป็นจริงขององค์กร และมีความเกี่ยวข้องกับ EGAT (2R’s –Reality,Relevance)

2. โครงการน่าสนใจ

3. เป็นโครงการฯ นวัตกรรม หมายถึง เป็น Innovation ในการพัฒนาองค์กร คือ Do the same things in different way

- การสร้างให้งานเป็นนวัตกรรมได้ ด้วยแนวคิด 3 V (Value Added, Value Creation, Value Diversity)

4.เกิด Impact ต่อองค์กร

5. ทำได้

6. วัดผลได้ (Measurable)

การนำเสนอ

1. นำเสนอในรูป A3 1 แผ่น นำเสนอแปะบอร์ด ให้รู้ว่าหลักการและเหตุผลคืออะไร ทำไมต้องทำ ทำอย่างไร

2. การนำเสนอสิ่งที่เราคิด นำเสนอได้ 2 แบบ

1) การเขียน

2) การพูด

ให้นำเสนอผ่านคลิปวีดิโอสั้น ๆ เป็นการ Present ได้

การตัดสิน

1.ผู้บริหารดูการนำเสนอผ่านวีดิโอ และกระดาษ A3

2. มี 3 รางวัล คือ

- Innovation

- Big Impact

- Popular Vote

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่เราทำนี้เป็นเสมือนงานวิจัยเล็ก ๆ (Mini Research) เป็นลักษณะฝึกการปฏิบัติการกลุ่มใหญ่ และปฏิบัติการย่อย

สิ่งที่ได้ในการทำโครงการ คือ

1. Learn –Share-Care คือ1)การฝึกการเรียนรู้ร่วมกัน (Learn) 2)การร่วมแบ่งปันความคิดเห็น (Share) 3) การคัดสรรประเด็น (Care)

2. ออกแบบโครงการตาม Methodology

3. การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก 3 V คือ

- Value Added

- Value Creation

- Value Diversity ไปสร้างความเชื่อมโยงกับใครได้บ้างแล้วได้อะไร เป็นการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าขึ้นมา

ถ้าพูดแล้วดูว่าผู้บริหาร Wow ต้อง Thailand 4.0 ต้องมี

1) นวัตกรรมใหม่ ๆ

2) มี Digital หรือ IT เข้ามา

3) ลดความเหลื่อมล้ำ

4) ลดกับดักการพัฒนาที่ไม่สมดุล

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

การคิดโครงการใหญ่ 1 โครงการ สำหรับรุ่น

โจทย์ 1. ให้แต่ละกลุ่มคิดประเด็นการนำเสนอเพื่อจัดทำโครงการใหญ่ในนามของรุ่นกลุ่มละ 2 ประเด็น และเหตุผลว่าทำไมเลือกประเด็นนี้ (รวมทุกกลุ่มจะได้ 12 ประเด็น)

2. ให้ในรุ่นโหวตว่าจะเลือกประเด็นอะไรมา 1 ประเด็นในการนำเสนอในนามของรุ่น

การนำเสนอ

กลุ่ม 5

1. รีสอร์ทโรงไฟฟ้า

แนวคิดคือการมีโรงไฟฟ้าอยู่มากในต่างจังหวัดหลายโรง โรงไฟฟ้าพลังน้ำมีรีสอร์ทอยู่แล้ว แต่โรงไฟฟ้าพลังความร้อน คนกลัวไม่กล้าเข้าถึง จะทำเป็นรีสอร์ทที่คนเข้าถึงได้ เป็น Green Area ที่คนเข้าไปใช้ มีชุมชนสามารถหารายได้มี OTOP มีคนเข้ามาบริหาร

ได้ช่วยทั้ง CSR และกฟผ.

2. Smart Battery

ใช้พลังงานประหยัด เป็นคนนำร่องให้ประชาชนทั่วไปในการใช้รถไฟฟ้า EV ทำเป็น Pilot Project ก่อน

กลุ่ม 6

1. จัดทำข้อมูลโครงสร้างค่าไฟ เพื่อนำเสนอความเข้าใจให้กับประชาชนในภาพใหญ่

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

เสนอว่าถ้าเสนอให้กับประชาชนเข้าใจง่ายจะได้รับผลบวกกับ EGAT

2. พัฒนา Software ในระดับการสื่อสารและส่งไฟฟ้าไปขายในภาคพื้นเอเชีย

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

พัฒนาและสร้างมูลค่าขึ้นมา

กลุ่ม 1

1. ออกแบบการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อาทิSocial Media ให้ผู้มีหน้าที่สื่อสารนำหน้าในองค์กร

มีปัญหาเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าที่เทพามาก ประเด็นคือประชาชนไม่เชื่อ ไม่มั่นใจ กฟผ.

กฟผ.มีปัญหากับชุมชนมาโดยตลอด ในวันนี้ กฟผ.ไม่มีความสามารถในการสื่อสาร เขาไม่เข้าใจเรา เราต้องมีภารกิจให้สังคมและประชาชนเชื่อมั่นว่าเป็นองค์กรของรัฐ ของประชาชน

2. การแก้กฎหมาย มีการหาพันธมิตรร่วมและการสื่อสาร มีการมองหาโอกาสไปในอนาคต เพื่อให้บุคลากรได้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้

กลุ่ม 3

1. โมเดล ทับสะแก 4.0 เป็น Smart City

อยากทำให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจน จะใช้ศาสตร์พระราชาคือดึงชาวบ้านมาร่วมกัน ทำอะไรให้เขาเห็น ให้ชุมชนอยู่ได้ ให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เห็นผลว่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ จำลองภาพประเทศไทยมาอยู่ในทับสะแก เป็นลักษณะ Dynamic การปรับเปลี่ยนว่าสัดส่วนการใช้พลังงานมีความหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลง

2.โรงไฟฟ้า Hybrid ทำโมเดลคล้าย ซี.พี. ช่วยเกษตรกร เลี้ยงไก่ ทำคล้ายสหกรณ์ คือให้ชาวบ้านทำโครงการฯ และ กฟผ.รับซื้อ

กลุ่ม 2

1. Renewable เน้นการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และมุ่งสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กไปด้วย ปัจจุบันได้โควตา 500 เมกะวัตต์ แต่ไม่ได้ดำเนินการเท่าไหร่ สาเหตุคือโรงไฟฟ้าที่ทำเป็นไบโอมาสเป็นการ FIRM ในบางช่วง มีเชื้อเพลิงที่ต้องสมเหตุ สมผล แนวคิดคือสร้างภาพลักษณ์ให้กับ กฟผ. มีการตกลงกับชาวบ้าน

ออกแบบโรงไฟฟ้าที่ผสมผสานได้หลายอย่าง เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ให้ กฟผ.

2. Distributed Generation การลงทุนสายส่งขนาดใหญ่แพงมาก แต่ถ้าเอาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กไปอยู่ตามจุดที่ใช้ จะสร้างความมั่นคง และลดภาระส่วนหนึ่ง และสร้างประโยชน์ชาวบ้าน ใช้วัตถุดิบในประเทศ ลดการนำเข้า และชาวบ้านจะได้ประโยชน์มากขึ้น

กลุ่ม 4

1. โครงการนำร่องการกำหนดค่าไฟตามต้นทุนเชื้อเพลิง

สิ่งที่มุ่งหวังคือการยอมรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผน EADP โดยประชาชนแต่ละพื้นที่ยอมรับ แนวคิดคือ ปัจจุบันเมื่อก่อนเคยจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง จะนำแนวคิดนี้มาปรับค่าไฟ EGAT จะทำการศึกษา Package ต่าง ๆ ที่เหมาะสมในแต่ละส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคใต้มีการศึกษาในพื้นที่จริง ทำเป็น Package เช่น ถ่านหินอย่างเดียว ถ่านหินบวกกับชีวมวล คิดต้นทุนออกมา ให้ชาวบ้านเลือกPackage และชาวบ้านจ่ายราคานั้นเลย เลือกพื้นที่ ให้ชาวบ้านลงประชามติ แล้วจะสร้างโรงไฟฟ้าตรงไหน ให้ตีกรอบว่าจะได้อะไร ให้ชาวบ้านตัดสินใจเอง

2. การสื่อสารความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน

เรื่องการใช้ Use Power ถ้าไปถามคนโดยทั่วไปจะพบว่าคนต้องการพลังงานที่เป็นสีเขียว เนื่องจากไม่เข้าใจว่าพลังงานมีกี่ประเภทอะไรบ้าง จึงอยากให้ความรู้ที่ถูกต้อง ดึงสื่อมาให้ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ กลางวันใช้ กลางคืนดับ ให้ดึงสื่อสารมวลชนเข้ามารับในการสื่อสาร เพื่อไปถ่ายทอดให้ถูกต้อง

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

1.ทั้ง 12 ประเด็น จะพบว่ามีจุดหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงกันอยู่คือ คนไม่เข้าใจ กฟผ. และกฟผ.ปฏิเสธไม่ได้ว่า กฟผ.มี Bad History ดังนั้น กฟผ.จะทำอย่างไรให้ลด Bad History และสร้างไอเดียใหม่ที่คนยอมรับ

2. ทำอย่างไรให้การสื่อสารจาก EGAT กับคน ประสบความสำเร็จ

พบว่าไอเดียทุกกลุ่มมีความคล้ายกัน เนื่องจากทุกกลุ่มมาจากไอเดียที่ทำจริง ๆทำอย่างไรที่ EGAT จะได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรให้คนไม่ต่อต้าน คนยอมรับ

หลังจากนี้ 12 ไอเดียจะ Blend ให้เข้าหากันได้อย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่พบคือ แนวคิดที่ทั้ง 6 กลุ่มเปลี่ยน และใกล้เคียงไปสู่ Thailand 4.0 เพราะการนำเสนอของโครงการมาจากกำลังภายในของแต่ละท่านที่จะผุดขึ้นมา

1. Social Trust ทำอะไรให้สังคมเชื่อถือจากสิ่งที่เราทำได้จริง

2. คิดโครงการให้ผู้ใหญ่ซื้อ ซื้อแล้วได้เปรียบ คิดโครงการฯ ที่เขย่งหน่อย

3. เสียดายที่จะทิ้งทั้ง 12 โครงการฯ สามารถมารวมกันได้หมด คิดเป็นโมเดลแล้วเสนอมาร่วมกันได้

ผศ.กิตติ ชยางคกุล

1. การนำเสนอเพื่อการรับรู้ VAK Method

อาทิ กลุ่มที่ 1 ถามเพื่อนกลุ่มที่ 2 หาอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลกลุ่มที่ 3 คือลองเลย

Visual – การรับรู้ด้วยตา มีภาพ มีหนังสือ สีสัน Powerpoint

Auditory – กลุ่มชอบฟัง

Kinesthetic - มีกิจกรรมให้เขาจับต้องทดลองทำ

เราทุกคนมี VAK หมดแต่อยู่ที่ว่าอะไรเด่น จึงต้องมีการผสมผสานกันทั้ง 3 ส่วน

ดังนั้น เวลานำเสนอต้องประกอบทั้ง 3 อย่างคือมีการสอน สีสัน การพูด และให้เขาจับต้องได้

2. งานกลุ่ม 3 คน

- อยู่ในส่วนที่รับผิดชอบหรือไม่

- ช่างน้ำหนักให้ใช้ประโยชน์ได้โดยการผสมผสาน

- ใช้ในการทำงานกลุ่ม

#EADP2017

#EADP13


โปรดคลิกที่ลิ้งค์ข้างล่างนี้เพื่อติดตามข่าวโครงการ

http://www.gotoknow.org/posts/626196

ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์. ประจำวันที่ 20 มีนาคม – 3 เมษายน 2560

http://www.gotoknow.org/posts/626982

ที่มา: FIHRD-Chira Academy Newsletter รายปักษ์. ประจำวันที่ 4-19 เมษายน 2560


ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : EADP 13..ห้องเรียนสัญจร ตอนที่ 1.. “น่าน” สืบสานการทำงานตามศาสตร์พระราชา ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน 2560 เวลา 21.00-21.30 น.ทางสถานีโทรทัศน์: TGN Global Networks


ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : EADP 13..ห้องเรียนสัญจร ตอนที่ 2.. บทบาท “กฟผ.”กับการทำงานในระดับชุมชน..กรณีศึกษาจังหวัดน่าน ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560 เวลา 21.00-21.30 น.ทางสถานีโทรทัศน์: TGN Global Networks


ที่มา: รายการ คิดเป็น…ก้าวเป็น กับ “ดร.จีระ”. ตอน : EADP 13..ห้องเรียนสัญจร ตอนที่ 3..เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองน่านเพื่อสืบสานงาน กฟผ. และรายงานพิเศษ : CNC GROUP กับการพัฒนาองค์กรธรรมาภิบาล ออกอากาศ : วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 ทางช่อง TGN ระหว่างเวลา 21.00-21.30 น.