แต่ละคณะนำเรื่องราวของจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานมาสื่อแสดงในขบวนแห่ เพื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดนั้นๆ ไปในตัว


๘ เมษายน ๒๕๕๓  ที่ผ่านมา อากาศร้อนแล้งเป็นยิ่งนัก  ยิ่งสายมากเท่าไหร่อากาศก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น ราวกับว่าผิวหนังหรือแม้แต่ร่างกายของผมกำลังไหม้เกรียมไปทั้งตัว  แต่นั่นก็ดูจะน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับเหล่าบรรดานิสิตที่กำลังเคลื่อนขบวน “ปีใหม่อีสาน...มหาสงกรานต์ มมส”  จากตัวชุมชนเข้าสู่มหาวิทยาลัย 

(อันที่จริงผมอยากให้ตั้งชื่อว่า “เบิ่งอีสาน...สงกรานต์ มมส” เลยด้วยซ้ำ แต่เห็นว่านิสิตอยากใช้ชื่อนี้ ผมก็เลยเห็นพ้องไปด้วย)

 

  

 
ครั้งนี้  กิจกรรมดังกล่าวจัดต่อเนื่องขึ้นเป็นปีที่ ๔  โดยก่อนการนำเสนอโครงการต่อมหาวิทยาลัยนั้น  ผมได้เชิญนายกองค์การนิสิตและทีมงานมาหารือร่วมกัน  พร้อมๆ กับการฝากให้มีการนับจำนวนครั้งของกิจกรรมนี้ไปด้วย  จะได้เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ทางกิจกรรมนิสิตไปในตัว 

อีกทั้งยังชวนคุยเรื่องตำนานของ “สงกรานต์”  รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับสงกรานต์ที่เราคุ้นชิน เช่น  การเล่นสาดน้ำ  การรดน้ำดำหัว (ขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่) ตำนานการปล่อยนกปล่อยปลา  การละเล่นไทย  การก่อเจดีย์ทราย  หรือแม้แต่เรื่องเทพีสงกรานต์ ก็มีคุยบ้างเหมือนกัน


    

จนในที่สุด  ผมก็ฝากให้นิสิตได้เข้าไปอ่านบันทึกเรื่องเกี่ยวสงกรานต์ของชาว “มมส”  ที่ผมเขียนไว้ใน gotoknow.org  เพื่อศึกษาเรื่องราวความเป็นมาในมิติการจัดกิจกรรมของที่นี่  รวมถึงการต่อยอดพันธกิจในบางเรื่องที่คิดว่าน่าจะยังต้องขับเคลื่อนต่อ  เช่น  การนำพาชาวบ้านเข้ามาสู่กิจกรรมนี้ด้วย  อย่างน้อยก็การเชิญชาวบ้านมาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้ “พ่อเมือง-อธิการบดี-ผู้บริการ”  หรือแม้แต่นิสิตได้รดน้ำดำหัวอย่างใกล้ชิด

 

 

ปีนี้, นิสิตเพิ่มกรอบแนวคิดเกี่ยวกับขบวนแห่เทพีสงกรานต์เข้ามาอย่างเป็นเอกภาพ  กำหนดให้แต่ละคณะนำเรื่องราวของจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานมาสื่อแสดงในขบวนแห่  เพื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดนั้นๆ ไปในตัว  และที่สำคัญก็คือ  วิธีคิดดังกล่าว... ถือเป็นกระบวนการของการนำพาให้นิสิตได้เรียนรู้เรื่องราวของจังหวัดนั้นๆ ด้วยตนเอง  ซึ่งนั่นก็เป็นขนบแห่งการ “เรียนนอกหลักสูตร” หรือ “เรียนนอกฤดู”  ตามแบบฉบับของผมนั่นแหละ  ซึ่งกิจกรรมนี้ก็น่าจะตอบได้บ้างแล้วกระมังว่า ทำไมผมถึงอยากใช้ชื่อว่า “เบิ่งอีสาน...สงกรานต์ มมส”



 

นอกจากขบวนเช่นนั้นแล้ว  แต่ละคณะยังนำเอาพระพุทธรูปประจำคณะมาแห่ในขบวนด้วย  และที่น่าชื่นชมก็คือ บางคณะถึงขั้นมีครูบาอาจารย์ลงมาร่วมเดินในขบวนกับนิสิตเลยทีเดียว 

แต่ที่สำคัญที่สุด  สิ่งที่ผมพยายามมุ่งเน้น (แกมบังคับ) มาตลอดสามปีก็ปรากฏเป็นรูปร่างบ้างแล้ว  นั่นคือการนำพาให้นิสิตจากแต่ละคณะได้ส่งผู้แทนมาช่วยกันก่อ”เจดีย์ทราย” ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  หลังจากปีที่แล้ว  ได้นำร่องด้วยการร้องขอให้ชาวบ้านจากชุมชนท่าขอนยางและชุมชนขามเรียง  ได้ช่วยเป็นต้นแบบในการกระตุ้นให้นิสิตได้เรียนรู้ในเรื่องดังกล่าว



การก่อเจดีย์ทรายของนิสิต  อาจไม่หรูเลิศนักในแง่ของศิลปะ  แต่เท่าที่สังเกตดูก็เห็นได้ชัดว่า  นิสิตมีความสุขกับการได้ทำงานร่วมกัน  มีความสุขกับการได้ใช้จินตนาการและการได้สื่อสารความคิดของตัวเองผ่านทรายในแต่ละเม็ดแต่ละกอง หรือแม้แต่การผูกโยงการเรียนรู้ไปสู่เรื่องความคิดความเชื่อที่มีต่อเจดีย์ทรายไปพร้อมๆ กัน  รวมถึงการพยายามก่อเจดีย์ทรายโดยจำลองแบบมาจากสถานที่สำคัญของแต่ละจังหวัด 

  

สำหรับผมแล้ว, สิ่งที่นิสิตได้เรียนรู้จากการก่อเจดีย์ทรายนั้น  อาจไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์ตำนานเก่าแก่เสมอไปเสียทั้งหมด  แต่ถ้าเขาเรียนรู้ได้ว่าทรายแต่ละเม็ดนั้นมีความหมายเช่นใด  หรือเจดีย์ทรายที่พวกเขาเพียรพยายามก่อขึ้นนั้น  มันเป็นปรัชญาแห่งโลกและชีวิตในมุมใดบ้าง- ผมก็ถือว่าสำเร็จแล้วกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับนิสิต

 



อย่างไรก็ดี  ถึงแม้ปีนี้มหาวิทยาลัยจะไม่รวมเอางานสงกรานต์ของบุคลากรมาเป็นส่วนหนึ่งกับงานนี้ที่จัดขึ้นโดยนิสิตเหมือนปีที่ผ่านมา  แต่ผมก็ถือว่านิสิตทำงานได้ดีไม่แพ้ปีที่แล้ว  ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากกระบวนการของการพยายามกระตุ้นให้พวกเขาใช้ “ฐานความรู้”  ที่มีอยู่ในทุกระบบออกมาเป็น “ทุน”  ในการขับเคลื่อน  หรือแม้แต่การที่ผมและเจ้าหน้าที่รวมทั้งนิสิต ได้นั่งคุยกันถึงภาพงานของปีที่แล้ว  เพื่อผูกโยงให้เห็นว่า  อะไรบ้างที่ประสบความสำเร็จ?  อะไรบ้างคือปัญหา หรืออุปสรรค?   ตามแบบฉบับของวาทกรรมที่ผมพูดบ่อยๆ ว่า “ปัญญาเก่าห้ามเกิด...ปัญหาใหม่...ไม่ว่ากัน”

 

..... ที่ว่าประสบความสำเร็จนั้น  ดูที่ง่ายที่สุดก็คือ  ขบวนแห่ปีนี้มีนิสิตเข้าร่วมมากกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด  เสียดายก็แต่เรายังไม่สามารถนำพาเอา “การละเล่นไทย” หรือการ “ละเล่นอีสาน” มาโลดแล่นในงานสงกรานต์ได้อย่างที่ใจ (ผม) คิด...(ซึ่งผมรอได้)…………

 

และปีนี้ก็มีปรากฎการณ์ใหม่เกิดขึ้น  เมื่อนิสิตช่วยกันตั้งชื่อถนนหน้าหอพักในมหาวิทยาลัยขึ้นมาอย่างน่ารักว่า “ถนนคลองคูน”  เพราะถนนเส้นนี้มีคลองทอดยาวไปกับถนน  อีกทั้งมีต้นคูน (ราชพฤกษ์)  เรียงรายหยัดยืนอยู่เป็นทิวแถว  และห้วงนี้ต้นคูนแต่ละต้นก็ออกดอกเหลืองสะพรั่งไปทั้งต้น  พร้อมๆ กับพื้นถนนส่วนหนึ่งก็โรยคลุมไปด้วยดอกคูนที่ร่วงราลงมาจากกิ่งก้าน...

 

บางที, ปีหน้า “คลองคูน”  ... ถนนเส้นนี้น่าจะเป็นถนนสงกรานต์ของชาว มมส อย่างเต็มรูปแบบก็เป็นได้ !
และบางที, ปีหน้า “เบิ่งอีสาน...สงกรานต์ มมส”  ก็น่าจะมีการทบทวนจุดยืนกันดูสักยก - 

๘ เมษายน ๕๓
คองคูน-ลานหอพระฯ มมส