การกลับฟื้นระบบการศึกษาของสังคม หากใช้คำใหญ่ “ปฏิรูปการศึกษา” ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ ก็ทำกันมานานเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ แต่ทำๆกันไปตามนโยบายยังไงก็ไม่ผ่านจุดทะลุทะลวง(Break through) พูดง่ายแต่ทำยากครับ

ตามโครงการ พัฒนาจิตปัญญาในระบบการศึกษา ใช้ชื่อว่า humanized educare ที่ทางมูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์ (มสส.)ผมได้มีโอกาสในการเรียนรู้ร่วมไปกับระบบการพัฒนาการศึกษาที่เห็นอยู่และความเป็นจริงในสังคมไทย

แม้ว่าเราจะมุ่งพัฒนาการศึกษาด้วยการปฏิรูปการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ในช่วงหลัง ดูเหมือนว่าระบบการศึกษาของเมืองไทยต้องทบทวนสร้างใหม่อย่างขนานใหญ่ การศึกษาวิชาการระบบในโรงเรียนเป็นคำตอบของการพัฒนาคนได้ก็จริงอยู่ (ผมเองก็ผ่านระบบการศึกษาแบบโรงเรียน)  แต่ก็ผ่านมาได้เรียกว่า ทุกข์พอสมควรกับการที่ต้องถูกบังคับ ถูกเข็ญให้ทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากความคุ้นชินแห่งวัย แต่ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนถึงวันนี้ที่เป็นอยู่

ผลลัพธ์โดยรวมของประเทศพอจะเห็นคำตอบได้ว่า การศึกษาแต่วิชาการเพียงด้านเดียวเป็นการฝึกฝนทักษะ (training) ไม่ใช่การศึกษา(Education) ทำให้คนในสังคมเราขาดความคิดที่อิสระ ไม่สามารถวิเคราะห์หาเหตุผลได้

ด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบนี้ทำให้ไม่สามารถแก้ไขวิกฤติการณ์ต่างๆของสังคมใหญ่ได้ และไม่สามารถนำพาสังคมไปสู่สุขภาวะ  เรามีคนเก่งจำนวนมาก เรามีประชากรที่คุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ตรี โท เอก มากมายแต่ สังคมไทยกลับถอยหลังไป เดินฉีกออกจากเส้นทางสุขภาวะไปเรื่อยๆ ความเป็นปัจเจกมีสูงมากขึ้น ในขณะที่ระบบวิชาการเข้มข้นขึ้น อีกด้านหนึ่งพลังของการรวมกลุ่มในสังคมน้อยลง พลังของเครือข่ายไม่เกิดขึ้นจริง เพราะอัตตาใหญ่จากความรู้ที่แบก ปัญหาใหญ่ๆของประเทศที่เป็นปัญหาซับซ้อน มีเงื่อนไขใหม่ๆ ต้องการความรู้ใหม่ ความคิดที่นอกกรอบ รวมไปถึงพลังของเครือข่ายในการทลายปัญหาก็เริ่มอ่อนแรงไปทุกที 

จริงอยู่ครับ ไม่มีสังคมใดสมบูรณ์แบบและไม่มีประเทศใดที่ปราศจากความบกพร่อง แต่ถ้าคนในสังคมไม่ยอมรับความจริง ก็นำพาไปสู่ความเสียหายได้

การกลับฟื้นระบบการศึกษาของสังคม หากใช้คำใหญ่ “ปฏิรูปการศึกษา” ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๒ ก็ทำกันมานานเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ แต่ทำๆกันไปตามนโยบายยังไงก็ไม่ผ่านจุดทะลุทะลวง(Break through)  

พูดง่ายแต่ทำยากครับ โดยเฉพาะผมเองที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการศึกษาโดยตรงแต่ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบบการศึกษาที่เน้น training กันอย่างเต็มที่ ผมจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะขอเรียบเรียงความคิด อย่างน้อยเป็นจดหมายเหตุของตัวเอง และบันทึกความคิดของผมหากมีส่วนที่สามารถทำให้เห็นบางอย่างได้สำหรับการคิดต่อนั้นเป็นเรื่องของสังคมที่ต้องขบคิดกันต่อไปให้ถึงคุณภาพประชากรที่มีคุณธรรมและความสุข เป็นคนไทยที่ “มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง มุ่งทำงาน ชาญชีวิต คิดเป็น ทำเป็น คิดสร้างสรรค์ และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

Doi

แนวความคิดครูเพื่อศิษย์” ที่ทาง  ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ท่านได้เขียนแนวคิด และกำลังมีแนวโน้มว่า จะมีหน่วยงานดำเนินการประเด็นนี้ เป็นความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษา ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการศึกษา แต่เป็นความพยายามที่จะมองในเรื่องสำคัญที่คนส่วนใหญ่มองข้ามและไม่มีการพูดถึงนักคือ “ผู้สอนและกระบวนการเรียนการสอน”  

Humanized educare กับ ครูเพื่อศิษย์”  จึงเป็นแนวคิดในการขับเคลื่อนเชิงประเด็นสำคัญนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากมองในแง่ของการจัดการความรู้ เราจะได้คุณครูที่เป็นครูเพื่อศิษย์” ที่มีพื้นที่ในการนำเสนอตัวตนมากขึ้น เราจะมี บทเรียนที่ดีของคุณครูในฐานะผู้บริหารจัดการสังคมที่สำคัญมานำเสนอออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น “จากการจัดการความรู้ มุ่งไปสู่การจัดการกำลังใจ” ให้กับคนทำงาน ยกระดับวัฒนธรรมแห่งศักดิ์ศรี คุณค่า ความดีงามของคุณครู ให้สังคมใหญ่ได้เรียนรู้และร่วมภาคภูมิใจของคนทำทางที่ท่านได้ชื่อว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติ

ร่วมด้วยช่วยกันครับ...ประเด็น ครูเพื่อศิษย์”ที่กำลังขับเคลื่อน ผมคิดว่า Blog gotoknow เป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยกันค้นหา ในรูปแบบของHuman mapping, School Mapping  จากโรงเรียนและครูเพื่อศิษย์”ทั่วประเทศ

 

 

 


บันทึกที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ศาลายา,นครปฐม

๘ กย.๕๒