จากบันทึก

ผจญภัยป่าตะวันตก กาญจนบุรี : ตะลุยป่าสมุนไพร

ทริปต่อไปของผมเป็นไฮไลต์ของวันก็ว่าได้ ช่วงบ่ายๆพร้อมกับความร้อนแรงของอากาศที่เมืองกาญจน์ ถูกบรรเทาไปด้วยป่าทึบ ผมแอบอิงใต้ร่มเงาต้นไม้แม้เพียงต้นเล็กๆแต่ก็เย็นสบาย

โลกร้อน โลกร้อน หากบรรเทาอาการหนักหนาสาหัสของโลก ผมคิดว่านอกจากเราจะช่วยกันในเรื่องอื่นๆแล้ว มีโอกาสปลูกต้นไม้คนละต้น ในวาระหรือโอกาสที่สำคัญ จะสร้างคุณูปการให้โลกใบนี้ของเราไม่น้อย...

 

“ม้า” ถูกมัดไว้ที่ชายป่า เป็นพาหนะที่ผมต้องใช้เดินทางตะลุยถ้ำวันนี้ ที่ตื่นตาตื่นใจอีกก็คือ ไกด์ของผมล้วนแล้วแต่เป็นสามเณรวัยกำลังซน ผมเรียกขานพวกเขาว่า “สามเณรใจเพชร”  ทั้งหมดรวม ๖ รูปด้วยกันขี่ม้าคนละตัว ดูปราดเปรียวว่องไว ผิดกับผมที่ดูตลกๆ กะว่าจะขี่ม้าเท่ๆถ่ายรูปมาอวด แต่ก็จนใจจริงๆครับท่าขี่ม้าของผมนั้นนอกจากไม่เท่แล้ว ยังดูเหมือนกล้ากลัวๆ เพราะม้าที่ขี่ไม่มีอาน เรานั่งบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของม้า และม้าก็ค่อยลัดเลาะป่าละเมาะเข้าไป ถึงจุดชันเป็นเนินเขา ม้าของผมก็ทะยานขึ้น กระโดดอย่างคนอง ผมนอกจากจะต้องคอยกอดหลังม้าไว้ ยังต้องระวังกล้องถ่ายรูปที่นำติดตัวมาด้วย กะจะมีรูปเท่ๆมาอวด แต่คงตลกเกินกว่าจะนำมาโชว์

 
   
  
  
เร่งจังหวะ....ทยายขึ้นเขา หน้าถ้ำ ...ความปราดเปรียวของสามเณรใจเพชร

อากาศร้อนช่วงกลางวันลดอุณหภูมิลงตามเส้นทางป่าทึบ สามเณรรูปหนึ่ง บอกกับผมว่า เราจะเดินทางไปทั้งหมดสามถ้ำด้วยกัน ตามวัตถุประสงค์ของผมที่อยากเดินป่าและสำรวจถ้ำบริเวณนี้ ว่ากันว่าเป็นที่พักอาศัยของมนุษย์โบราณ เป็นขุมทรัพย์ทางโบราณคดี บางถ้ำยังมีเครื่องมือเครื่องใช้เก่าๆ สมัยยุคหินใหม่จนถึงยุคโลหะหลงเหลือให้เห็นอยู่ ส่วนหนึ่งถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ฯ ที่วัดแห่งหนึ่งในแถบนี้...เรื่องราวเล่าขานของพื้นที่ถูกผูกเรื่องราวว่าน่าจะอยู่ในสมัยสงครามเก้าทัพ คือเข้าใจว่าสมัยนั้นต้องมีทัพใดทัพหนึ่งมาหลับพักอาศัยถ้ำแถบนี้ และในขณะเดียวกันก็มีทั้งความศักดิ์สิทธิ์และเเรงอาถรรพ์อยู่ทั่วทุกอณูพื้นที่ ที่ชวนให้ผู้คนเกิดความพิศวง

  
 
   

ถ้ำแรกที่ผมเดินทางไปถึง ปากถ้ำรกไปด้วยต้นไม้และหญ้า แต่ด้วยการเดินทางของเราใช้ม้าหกตัวทำให้ ต้นหญ้าสูงๆที่ปกคลุมปากถ้ำเปิดเป็นทางได้สะดวก

ถ้ำแรกชื่อถ้ำ “นมนาง” ปากถ้ำไม่กว้างมากนัก พวกเราต้องค้อมตัว(แต่ไม่ถึงกับคลาน) เข้าไป ผมมีเพียงเทียนคนละเล่มพร้อมไฟแช็ค เราไม่ได้เตรียมไฟฉายหรือสปอตไลต์มา แต่แรงของแสงเทียน ๖ เล่มก็พอที่จะเห็นเส้นทาง

ผมได้นึกถึงเจ้าป่าเจ้าถ้ำบอกท่านทั้งหลายในใจว่า "การมาครั้งนี้ เพื่อมาเรียนรู้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่นใด ขอให้การเดินทางเข้าชมถ้ำเป็นไปด้วยความราบรื่น..."

การเดินทางเข้าถ้ำจำเป็นต้องแต่งกายมิดชิด พื้นรองเท้าต้องกันลื่นได้ แต่สังเกตว่าสามเณรของผมทุกรูป เดินด้วยเท้าอันเปลือยเปล่า พวกเขาคล่องแคล่วมาก คนที่น่าเป็นห่วงคือ ผมเอง สามเณรทุกรูปจึงต้องดูแล ถามไถ่ตลอดเวลา พวกเขากระโดด ป่ายปีนเก่งมาก 

ทางเดินภายในถ้ำกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ความเย็น ความเงียบ และชื้น ทำให้บรรยากาศในถ้ำดูน่าสพรึงกลัวผมรู้สึกอย่างนั้น หินงอก หินย้อย มีให้เห็นบ้างรายทาง ระยิบระยับยามกระทบเเสงเทียนของพวกเรา

เราทั้งหมดค่อยๆเดินเข้าไปอย่างเงียบกริบ...จะคุยก็เพียงกระซิบกระซาบกัน  ทั้งหมดเดินเข้าไปถึงกลางถ้ำ ทางเดินต่อไปข้างหน้าค่อนข้างแคบและดูอึดอัดเพราะผมเริ่มหายใจไม่ค่อยออก จึงตัดสินใจชวนสามเณรทั้งหมดออกมาก่อน เรายังไม่ได้เห็น “นมนาง” ที่คาดว่าเป็นหินงอกที่มีรูปร่างคล้ายนมนางเลย แต่ผมก็คิดว่าคุ้มแล้วสำหรับถ้ำนี้ ...แม้ไม่เห็นของเก่าที่อยู่ในถ้ำ...และไม่ถึงปลายสุดของถ้ำ ทราบทีหลังว่ามีการเก็บสิ่งของทั้งหมดไว้ที่วัดแล้ว

เราเดินทางลงมาจากถ้ำแรก เพื่อเดินทางต่อไปยังถ้ำที่สอง ถ้ำนี้เดินทางลำบากเล็กน้อยเพราะต้องเดินขึ้นเขาหินปูนไป ทางชันขนาดนี้ เราตัดสินใจมัดม้าทั้งหมดไว้ที่ด้านล่าง และค่อยๆป่ายปีนไปตามเทือกเขาหินปูน ทั้งคมและแกร่ง ที่น่าสนใจอีกอย่างคือพืชสมุนไพรแถบนี้มีมากมายให้เราได้เรียนรู้ ถ้ำนี้ก็เช่นเดียวกันทางเข้าแคบมาก ขนาดคนหนึ่งคนเข้าไปได้พอดี แต่พอพ้นจากทางเข้าถ้ำ เราก็จะเห็นโพรงถ้ำที่กว้างขวาง ด้านบนมีแสงจากปล่องถ้ำ

แสงสว่างจากด้านบนทำให้เห็นบรรยากาศในถ้ำได้ระดับหนึ่ง แต่เราจำเป็นต้องจุดเทียนอยู่ดี ถ้ำนี้มีบันใดเหล็กที่มีคนมาทำไว้แล้ว เราเดินลงบันใดที่เล็กและสูงชันมากๆ อย่างระมัดระวัง คนที่น่าเป็นห่วงคือผมอีกเช่นเคย สามเณรน้อยทั้งหลายรอเชียร์ผมที่โถงพื้นถ้ำ เราทั้งหมดมารุมดูที่หลุมลึกกลางถ้ำ เห็นทรากอะไรบางอย่างๆที่ไม่ชัดมากนัก  คล้ายๆกระดูกสัตว์ ??     คน??     แต่ดูไปดูมาคล้ายกิ่งไม้แห้งมากกว่า เราเดินสำรวจถ้ำนี้พักใหญ่ก็เดินทางออกมา...

ที่ทางเข้าปากถ้ำเราทั้งหมดคลานออกมา ...ให้ถึงแสงสว่างที่ปากถ้ำ สามเณรใจเพชรทั้งหมด ชวนผมป่ายปีนขึ้น ภูเขาหินปูนสูงชันมาก เท่าที่สังเกต ด้านบนเป็นที่โล่งเตียน น่าจะเห็นวิวของชุมชนแถบนี้ได้ชัดเจน ท้องฟ้าสวยมาก คิดในใจว่า คงได้รูปสวยๆแจ่มๆ จึงตัดสินใจปีนขึ้นเทือกเขาหินปูน ผมคิดว่าการปีนเขาหินปูนแบบนี้ สิ่งที่จำเป็นก็คือ ถุงมือ เพราะหินปูนดูแข็งคม และ รองเท้าปีนเขาดีๆ ไม่ต้องหนัก จะช่วยให้ปลอดภัยได้มาก 

ทุลักทุเลพอสมควร กับสัมภาระบนหลังผม รวมถึงระมัดระวังกล้องถ่ายรูป บรรยากาศด้านบนเขาสวยงามมาก สายลมพัดเอื่อยกระทบเหงื่อที่ชุ่มตัวของผม เย็นสบาย วิวพานอรามาที่เห็นก็สวยงามมากมีพันธุ์ไม้แปลกๆขึ้นแทรกตามซอกหิน ต้นจันทร์ผาที่หายาก ขึ้นกันเป็นกลุ่มๆ สามเณรใจเพชร ชี้ให้ผมดูรังนกที่บนคบไม้ไม่สูงจากพื้น และสามเณรทั้งหมดพยายามเขย่าต้นไม้ (ประสาซน) แต่ผมได้ปรามไว้ บอกว่าสงสารพวกเขา...บอกเหตุผลให้เณรฟัง ทั้งหมดก็ยอมที่จะไม่เขย่าต้นไม้

เขย่าต้นไม้ที่มีรังนก

ขาหลังจากเทือกเขาหินปูน ทุลักทุเลพอๆกับขาขึ้น

“ไหวไหมโยมๆ” สามเณรท่านหนึ่ง ตะโกนถามผม นึกขำๆตัวเองเหมือนกัน ที่ดูเหมือนสามเณรจะเป็นห่วงมากกว่าใคร

เราพักเหนื่อยที่ใต้โคนไม้ หลังจากให้ม้าได้พักผ่อน จากตรงนี้ไม่ไกลจากหมู่บ้าน  สามเณรท่านหนึ่งท่านอาสาไปซื้อเครื่องดื่มแก้กระหาย ผมจึงถือโอกาสถวายน้ำดื่มให้เณรทุกรูป ดื่มคลายกระหายกันไป ก่อนที่จะตะลุยถ้ำสุดท้ายของวันนี้

 
   

ถ้ำสุดท้ายอยู่หลังวัด ถ้ำผาวังจันทร์ ถ้ำนี้ได้ปรับปรุงและมีทางเดินอำนวยความสะดวก ไว้ค่อนข้างพร้อม จึงไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ในถ้ำมีพระพุทธรูปมากมาย รวมถึง ของเก่าโบราณเป็นพวกถ้วยโถ โอชาม ดาบ หอก ที่จัดแสดงไว้ส่วนหนึ่ง ภายในถ้ำเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ อากาศถ่ายเทได้สะดวกดี

เราทั้งหมดใช้เวลาวันนี้อย่างคุ้มค่า ผมดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก็เกือบจะ หกโมงเย็นแล้ว จึงชวนสามเณรทั้งหมด ลงมาจากถ้ำ เพราะอีกไม่นานก็มืด สามเณรท่านยังต้องไปทำวัตรเย็นกันต่อ ทั้งสามเณรและผมดูมอมแมม ชุ่มเหงื่อ และมีรอยเปื้อนกันทั่วหน้า เราเรียก รอยประสบการณ์ของพวกเราที่ได้เรียนรู้ตลอดทั้งวันของวันนี้

ขอบคุณสามเณรใจเพชรทั้งหมดที่ท่านได้เป็นไกด์ที่ดี และขอบคุณธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ได้สรรสร้างความงดงามไว้คู่โลก