วันที่ ๑๑ เมษายน กระท่อมอิงจันทร์ของฉันได้มีโอกาสต้อนรับญาติพี่น้องผู้มาเยือนเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา มีญาติจากสระบุรีขับรถมาสมทบกับญาติ ๆ ที่กรุงเทพฯ แล้วมาพักค้างที่บ้านฉัน ๑ คืน เพื่อเดินทางต่อไป จุดหมายปลายทางคือจังหวัดสงขลา เป็นการเอื้อซึ่งกันและกัน คือฉันอำนวยความสะดวกเรื่องที่พัก อาหารการกิน ถือเป็นการพักคน พักรถ ระหว่างทาง ส่วนญาติ ๆ ก็อำนวยความสะดวกในการเดินทางของฉันกับลูก ทำให้ฉันและลูกไม่ต้องพากันไปขึ้นรถไฟ หรือ รถประจำทางให้ต้องทุลักทุเล

เมื่อพักผ่อนกันเต็มที่ เช้าวันที่ ๑๒ เมษายน จึงออกเดินทาง แบบสบาย ๆ ค่ะเพราะผู้คนส่วนใหญ่เดินทางถึงจุดหมายปลายทางกันหมดแล้ว การจราจรไม่คับคั่งเหมือนสองวันที่ผ่านมา

ถ้าเป็นปีก่อน ๆ การเดินทางต้องใช้เวลานานประมาณ ๘-๑๐ ชั่วโมง แต่ปัจจุบันนี้การเดินทางใช้เวลาน้อยลงประมาณ ๒ ชั่วโมง เนื่องจากมีเส้นทางใหม่ คือไปทางอำเภอทุ่งสง สู่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง  ก่อนถึงทะเลน้อย ๒ กิโลเมตร ก็จะมีถนนเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพัทลุง เป็นถนนยกระดับ ข้ามฝั่งทะเลน้อย จากอำเภอควนขนุนของจังหวัดพัทลุง สู่อำเภอระโนดของจังหวัดสงขลา ช่วงที่อยู่บนถนนยกระดับ เป็นเวลาที่สดชื่นมาก เพราะบรรยากาศเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน มีต้นตาล ฝูงควาย  ฝูงนก ทำให้มีความรู้สึกว่า อยากจะอนุรักษ์ไว้ให้เป็นเช่นนั้น ไม่อยากให้มีการสร้างอาคารบ้านเรือนใด ๆ แต่คงเป็นไปได้ยาก อีกไม่นานคงมีนายทุนมาสร้างอะไรต่อมิอะไร  ให้สภาพบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

                              

สุดถนนเฉลิมพระเกียรติ มีร้านค้าขายผลิตภัณฑ์ที่หาได้จากทะเลน้อย หลากหลายผลิตภัณฑ์  เค้าบอกว่าทุกอย่างได้มาจากธรรมชาติจริง ๆ ไม่มีสารพิษเจือปน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคนขายเท่านั้นที่รู้ดีกว่าคนซื้อ

ถ้าเป็นเมื่อ ๒ ปีก่อน ฉันต้องเดินทางผ่านอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช บรรยากาศสองข้างทางแตกต่างกันมาก เพราะที่อำเภอหัวไทรอาชีพหลักคือการเปลี่ยนแปลงนาข้าวเป็นนากุ้ง ทุกครั้งที่ผ่านเส้นทางนั้นฉันรู้สึกสลดหดหู่ใจเมื่อเห็นต้นตาลยืนตายซาก และเห็นความสกปรกรกของพื้นที่ ฉันไม่เถียงว่าการทำนากุ้งทำให้คนร่ำรวย แต่มีความเห็นว่าสิ่งทีสูญเสียจากการทำนากุ้งมีมากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกุ้งหอยปูปลาที่เกิดจากธรรมชาติ หรือแม้แต่พืชผักอย่างเช่น ต้นตาล  ใบบัวบก  ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีใครคิดถึงเท่าไหร่ ว่าเราต้องสูญเสียมันไป ทุกคนหวังความร่ำรวย อยากรวยเร็ว ๆ

ถึงบ้านประมาณ ๔ โมงเย็น หลังจากได้กราบคุณพ่อ คุณแม่ กอด หอมแก้มกันพอหายคิดถึงแล้ว น้องต้นน้ำลูกชายคนโตของฉัน ซึ่งเดินทางล่วงหน้ามาก่อนแล้วตั้งแต่โรงเรียนปิดภาคเรียนใหม่ ๆ เพราะฉันต้องการให้ลูกมาเรียนพิเศษหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งก็รู้สึกชื่นใจมากเมื่อลูกชายจูงมือแม่ไปดูแปลงผักบุ้งปลอดสารพิษ พร้อมกับคุยให้ฟังว่า เพิ่งปลูกได้ ๑๓ วันเองนะแม่ พร้อมกับทำท่าทางทะมัดทะแมง จับจอบทำแปลงผักให้แม่ดู เป็นอันว่า ผ่านหลักสูตร แต่ที่ทำให้ฉันต้องรู้สึกขบคิดอย่างหนัก ก็เมื่อน้องต้นน้ำบอกว่าอยากย้ายโรงเรียนมาเรียนที่สงขลา คงเริ่มติดใจในรากเหง้าของตนเองเสียแล้วซิ ฉันควรจะดีใจหรือเศร้าใจดีหล่ะ เพราะฉันเป็นโรคห่างลูกไม่ได้เสียด้วยซิ เอาไว้คิดต่อเป็นการบ้านก็แล้วกัน