ชุมชนบ้านตาลิน เป็นชุมชนขนาดเล็กชุมชนหนึ่ง อยู่ห่างจากอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ไปประมาณ 6-7 กิโลเมตรของถนนหนองบัว-ชุมแสง ห่างจากอำเภอชุมแสงประมาณ 26 กิโลเมตร และจากตัวเมืองนครสวรรค์เกือบ 60 กิโลเมตร คนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่คนพื้นที่มักไม่รู้จัก รวมทั้งคนในชุมชนเองที่จากบ้านนานๆ เมื่อกลับบ้านก็มักจะจำไม่ได้
ในความเป็นชุมชนเพื่อกำหนดพื้นที่การบริหารและการปกครองนั้น ชุมชนบ้านตาลินเป็นชุมชนหมู่ 5 ของตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
แต่ในความเป็นชุมชนหมู่บ้านและความเป็นชุมชนของการอยู่ร่วมกันนั้น กลุ่มบ้านเรือนที่ชาวบ้านเรียกว่าชุมชนบ้านตาลินโดยถือเอาบ้านตาลินเป็นศูนย์กลาง จะไม่ใช่หมู่ 5 ของตำบลหนองบัวเพียงเท่านั้น ทว่า จะหมายถึงผู้คนและกลุ่มบ้านเรือนที่กระจายคร่อมบนหลายพื้นที่การปกครอง เชื่อมโยงกันด้วยความเป็นญาติพี่น้องและความผูกพันกันผ่านการอยู่อาศัยร่วมกัน ประกอบด้วยครัวเรือนประมาณ 70-80 ครัวเรือน จากหลายหมู่บ้านของตำบลหนองบัว ห้วยถั่วเหนือ ห้วยถั่วใต้ และตำบลห้วยร่วม อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
ชุมชนบ้านตาลิน อาจจัดว่าเป็นชุมชนทางวัฒนธรรมผสมผสานกับชุมชนที่ก่อเกิดไปตามโครงสร้างพื้นฐานของการดำเนินชีวิต และพื้นฐานทางทรัพยากรน้ำของชุมชนเกษตรกรรมในอดีต ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนลาว พูดสื่อสารในชีวิตประจำวันด้วยภาษาลาว แนวการตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มก้อนที่เห็นดังปัจจุบันนี้เป็นแนวคลองและลำน้ำธรรมชาติที่เคยมีในอดีต รวมเข้ากับกลุ่มบ้านเรือนที่อยู่ตามถนนสายหนองบัว-ชุมแสง ตรงบริเวณที่เคยเป็นปากคลอง
พื้นเพเดิมของชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อพยพและเคลื่อนย้ายไปจากลาวสระบุรี ลพบุรี และอยุธยา ในยุคที่รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนรู้จักขยันทำกินและสามารถบุกเบิกหักร้างถางพง จับจองที่ทางทำกินและตั้งหลักแหล่งไปได้ทั่วไทยเมื่อกว่า 70-80 ปีที่ผ่านมา
คนเฒ่าคนแก่ยังมีร่องรอยที่เชื่อมโยงอยู่กับวัฒนธรรมและประเพณีที่มีวัดพระพุทธบาทสระบุรีเป็นแกนกลาง ซึ่งเป็นร่องรอยให้พอสืบสาวไปถึงกลุ่มคนที่อพยพเคลื่อนย้ายมาจากประเทศลาวในอดีตในหลายลักษณะ กระนั้นก็ตาม คนท้องถิ่นในรุ่นปัจจุบันเพียงยังคงสามารถพูดสำเนียงลาวด้วยคำศัพท์ภาษาไทยเท่านั้น อีกทั้งลูกหลานและคนรุ่นใหม่เกือบทั้งหมดก็เริ่มพูดลาวไม่ได้กันแล้ว
ความเป็นบ้านตาลินที่ชาวบ้านใช้อ้างอิงมีหลายแหล่งด้วยกัน ที่สำคัญคือ
บ้านตาลิน ในความเป็นจริงนั้น ตาลิน* เป็นคนเก่าแก่ที่เป็นที่เครารพนับถือของกลุ่มชาวบ้านและเป็นผู้นำโดยธรรมชาติในตระกูลของชาวบ้านในท้องถิ่นที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นโค้งคุ้งน้ำของลำคลองธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารและเส้นทางสัญจรทางเรือจากบ้านถนน เชื่อมต่อไปถึงห้วยถั่วเหนือ บ้านกลาง และต่อมาก็กลายเป็นแหล่งตั้งชุมชนหลัก ทำให้เป็นแนวตัดถนน และเป็นหลักในการที่ประชาชนในท้องถิ่นจะมาตั้งบ้านเรือนเชื่อมต่อและแผ่ขยายกันออกไป
ศูนย์กลางของชุมชนนี้ นอกจากได้แก่บ้านตาลินแล้ว เมื่อมีความเป็นกลุ่มบ้านเรือนมากขึ้นในระยะ 50-60 ปีที่ผ่านมา ก็ทำให้เกิดร้านค้าและเป็นที่จอดเรือสัญจรของชาวบ้านในท้องถิ่นด้วย คือร้านพ่อใหญ่เถาและแม่ใหญ่นาย คนเก่าแก่ของ ตระกูลแสงอาภา ซึ่งถือว่าเป็นคหบดีและกลุ่มคนชั้นกลางของชุมชนที่เป็นปึกแผ่นที่สุด ต่อมาลูกหลานได้บุกเบิกร้านค้า โรงสีข้าว และได้เลิกกิจการไป โดยขายทอดให้กับผู้ประกอบการอีกจ้าวหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน ได้ขยายกิจการเป็นโรงสีและโกดังที่ใหญ่และมั่นคงกว่าเดิม
บ้านของตาลินและร้านพ่อใหญ่เถา-แม่ใหญ่นาย อยู่ในบริเวณเดียวกันคนละฟากถนน เลียบลำคลองเหมือนกัน ในอดีตบริเวณนั้นมีสะพานไม้ทอดข้ามคลองและมีต้นมะม่วงป่าขนาดใหญ่ มีสะพานไม้ยกสูงทอดเชื่อมร้านของพ่อใหญ่เถา-แม่ใหญ่นาย กับถนนดินแดง
หากนั่งรถหรือสัญจรมาทางเรือจากอำเภอหนองบัว ร้านพ่อใหญ่เถา-แม่ใหญ่นายจะอยู่ฝั่งขวามือ ส่วนร้านและบ้านของตาลิน รวมทั้งเครือญาติของตาลิน จะอยู่ฝั่งซ้ายมือซึ่งจะเป็นตำแหน่งการจอดรถและท่าเทียบเรือ เมื่อรวมเข้ากับความเป็นคนเก่าแก่และเป็นที่รู้จักกว้างขวางของตาลินด้วยแล้ว จึงสันนิษฐานว่า คงจะเป็นการสะดวกที่จะบอกว่า อยู่บ้านตาลิน หรือลงบ้านตาลิน ซึ่งเรียกกันไปตามความสะดวกปากต่อปากในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน
ต่อมาเมื่อมีการตัดถนนและชุมชนได้ขยายตัวเป็นชุมชนหนาแน่น อีกทั้งมีความเป็นทางการหลายๆด้านมากขึ้น คนภายนอกและการสื่อสารของคนในชุมชนกับคนภายนอก ก็มักเรียกชุมชนดังกล่าวว่าบ้านตาลิน กระทั่งเป็นชื่อชุมชนที่ใช้เรียกกันทั่วไปดังปัจจุบัน
ทว่า เมื่อสื่อสารกันภายในท้องถิ่นของคนในชุมชนจริงๆ ก็อาจจะมีชื่อเฉพาะเรียกกลุ่มบ้านในบริเวณบ้านตาลินว่า บ้านถนน เพราะชุมชนหมู่บ้านละแวกนั้น จำแนกชุมชนดั้งเดิมออกเป็นบ้านเหนือ บ้านกลาง และบ้านใต้ โดยใช้แนวลำคลองดั้งเดิมเป็นเกณฑ์ ซึ่งแต่เดิมนั้นชาวบ้านละแวกบ้านตาลิน จัดว่าเป็นกลุ่มศรัทธากลุ่มเดียวกับกลุ่มวัดบ้านกลาง ต่อเมื่อมีถนนเข้ามาในชุมชน ศูนย์กลางความสัมพันธ์ของชุมชนก็มีพัฒนาการต่างๆเพิ่มขึ้น จึงเรียกบริเวณนั้นเสียใหม่ว่า บ้านถนน
โรงเรียนวันครู (2504) โรงเรียนวันครู 2504 เป็นโรงเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษา ก่อตั้งจากเงินทุนที่ครูประชาบาลทั่วประเทศได้บริจาคเงินเนื่องในวันครูเมื่อปีพุทธศักราช 2504 เพื่อสร้างโรงเรียนในแหล่งชนบทต่างๆ หลายแห่ง ทั่วประเทศ
ในยุคนั้น อำเภอหนองบัวมีนายอำเภออรุณ ครูเรืองหรือพ่อใหญ่เรือง พินสีดา ครูฟื้น คำศรีจันทร์ และผู้นำคนเฒ่าคนแก่ของท้องถิ่น ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวและผลักดันให้โรงเรียนที่จะสร้างขึ้นด้วยเงินทุนดังกล่าวของวันครูในอำเภอหนองบัว ให้ไปสร้างที่บ้านตาลิน โดยรวมโรงเรียนหลายแห่งที่เคยอยู่ในศาลาวัดและโรงเรียนขนาดเล็กจากบ้านห้วยถั่วเหนือ บ้านใต้ และบ้านป่ารัง อำเภอหนองบัว มารวมจัดการเรียนการสอนด้วยกัน เมื่อสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้ชื่อว่า โรงเรียนวันครู (2504) ให้เป็นเครื่องรำลึกถึงคุณูปการสถาบันครูที่มีต่อการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมไทยตามที่มาของเงินงบประมาณที่ใช้สร้างโรงเรียนขึ้นมา

โรงเรียนวันครู(๒๕๐๔) ก่อตั้งด้วยเงินบริจาคของครูทั่วประเทศเพื่อสร้างโรงเรียนเป็นที่รำลึกวันครูของปี ๒๕๐๔ และด้านหน้าวัดใหม่(นิกร ปทุมรักษ์) สร้างเป็นศูนย์กลางชุมชน หลังจากที่ในอดีตมีวัดบ้านใต้และวัดกลางเป็นศูนย์กลางของชุมชน จึงได้ชื่อว่าวัดใหม่และได้ขอนำเอาชื่อหลวงพ่ออ๋อยมาเป็นชื่อวัดด้วย ป้ายทางเข้าด้านหน้าภาพแรกถ่ายเมื่อปี ๒๕๕๑ และภาพล่างซ้ายหลังการปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ถ่ายเมื่อปีใหม่ ๒๕๕๓ ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์
ความเป็นโรงเรียนวันครู จึงเป็นเสมือนอนุสาวรีย์ทางการศึกษา ที่มาจากจิตวิญญาณและสำนึกร่วมของเหล่าคุณครูของสังคมไทยที่น่าหวงแหน อีกทั้งเป็นแหล่งอ้างอิง ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันของหมู่บ้านที่เรียกว่าบ้านตาลิน
วัดใหม่(นิกร ปทุมรักษ์) แต่เดิมนั้น กลุ่มศรัทธาเก่าแก่ของบ้านตาลิน เป็นกลุ่มชาวบ้านที่มีวัดสำหรับทำบุญและปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาอยู่ที่ชุมชนที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกว่า วัดกลาง อยู่ลึกเข้าไปจากบ้านตาลินโดยย้อนขึ้นไปทางเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งแต่เดิมนั้นมีการสัญจรถึงกันโดยลำคลอง

วัดกลาง เป็นแหล่งจัดงานประเพณีและวัฒนธรรมซึ่งทำให้มีความเป็นศูนย์กลางเดิมของชุมชน ทั้งบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ บ้านถนน บ้านตาลิน บ้านป่ารัง มีงานประจำปี การเทศน์มหาชาติหรือเทศน์คาถาพัน การทอดกฐิน ผ้าป่า รวมทั้งเป็นแหล่งการละเล่นต่างๆของพื้นบ้าน
ที่วัดกลางนั้น นับว่าเป็นศูนย์กลางเก่าแก่ของชุมชน มีงานประจำปีและมีกิจกรรมทางศาสนาในวาระสำคัญๆอย่างเข้มแข็ง แต่ต่อมา สภาพชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งลำคลองก็ตื้นเขิน การสัญจรทางเรือจึงหายไป ชาวบ้านมีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้นในระยะ 30-40 ปีที่ผ่านมา ศูนย์กลางของชุมชนจึงเปลี่ยนจากวัดกลางไปสู่โลกภายนอกและพัฒนาเป็นกลุ่มบ้านแยกย่อย กระจายตัวเป็นบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ บ้านป่ารัง และบ้านถนน ดังปัจจุบัน

สภาพชนบท บ้านตาลิน อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ภาพบนซ้าย : ถนนลาดยางด้านหน้าโรงเรียนวันครู(๒๕๐๔) ภาพบนขวา : สภาพท้องนาด้านหลังกลุ่มบ้านเรือนริมถนนหลังโรงสีข้าวและอยู่ด้านหลังกลุ่มครัวเรือนที่เป็นลูกหลานดั้งเดิมของตาลิน ภาพมุมล่างซ้าย : ถนนตัดใหม่เชื่อมต่อออกจากถนนสายหลักชุมแสง-หนองบัว ตรงบริเวณบ้านตาลินด้านข้างบ้านครูฟื้น คำศรีจันทร์ ออกไปทางบ้านห้วยปลาเน่าและห้วยวารี ภาพกลางขวาและมุมขวาล่าง : ทุ่งนาหลังเกี่ยวข้าวบริเวณบ้านตาลินมองออกไปทางบ้านรังย้อยซึ่งมองเห็นวัดรังย้อยอยู่ไม่ไกล ถ่ายภาพ : วิรัตน์ คำศรีจันทร์ มกราคม ๒๕๕๓
ต่อมาชาวบ้านได้ก่อสร้างวัดขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่งที่ถนนและชุมชนบ้านตาลิน ซึ่งในเวลานั้น หลวงพ่ออ๋อย หรือพระครูนิกรปทุมรักษ์ แห่งวัดหนองกลับหรือวัดหนองบัว ลูกศิษย์หลวงพ่อเดิม เป็นหลวงพ่อที่ชาวบ้านทั่วไปในท้องถิ่นเคารพนับถือ ท่านได้เป็นผู้นำและประธานพิธีในการวางรากฐานก่อสร้างและทำการเฉลิมฉลอง ชุมชนจึงขอฉายาท่านมาเป็นชื่อวัดว่า วัดใหม่(นิกร ปทุมรักษ์)
ถือเป็นแหล่งอ้างอิงและแหล่งบอกกล่าวสถานที่ของคนท้องถิ่นที่สำคัญอีกที่หนึ่ง
การได้เรียนรู้เรื่องราวตนเองของท้องถิ่น และลูกหลาน คนรุ่นใหม่ ตลอดจนชาวบ้าน ได้เห็นความมีอยู่และสถานะการดำรงอยู่ของชุมชนตนเองในท่ามกลางโลกกว้าง นับว่าเป็นทุนทางสังคมและเป็นพลังทางปัญญา ที่ส่งเสริมให้ผู้คนมีความเคารพผู้อื่นและมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีพื้นฐานที่ดีต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโลกภายนอก ชุมชนสามารถเห็นความกลมกลืนและเกื้อหนุนกันของความเป็นท้องถิ่นกับสังคมและสิ่งแวดล้อมภายนอก เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ภาวะที่พึงประสงค์ได้อยู่เสมอ จึงนับว่าเป็นการเรียนรู้ทางสังคมที่มีความสำคัญต่ออนาคตการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นต่างๆของสังคมไทย.
............................................................................................................................................................................
* ริมถนนข้างบ้านตาลิน ริมมถนนข้างบ้านตาลินในยุคดั้งเดิม มีเพิงอาศัยของตาพลู รับแลกขวดและเศษเหล็กกับลูกอมไปทั่วหมู่บ้าน เป็นที่รู้จักสนิทสนมกับเด็กๆ หากเป็นปัจจุบัน ก็นับว่าเป็นผู้จัดการทรัพยากรและการนำกลับมาใช้ใหม่หรือการรีไซเคิล ซึ่งช่วยการพิทักษ์โลกและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ลูกของตาพลู ๒ คนเรียนที่โรงเรียนวันครู (๒๕๐๔) เมื่อย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านตาลินไปแล้วก็เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน หากใครมีข้อมูล สามารถติดต่อกันได้ หรือยังพอจดจำเรื่องราวต่างๆได้ ก็น่าจะถ่ายทอดไว้นะครับ เพราะจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของส่วนที่ก่อตัวเป็นชุมชนหลักกระทั่งเป็นชุมชนบ้านตาลินดังปัจจุบัน
การค้นหาเกี่ยวกับโรงเรียนวันครู (๒๕๐๔) ทั่วประเทศไทย
๑. โรงเรียนวันครู(๒๕๐๔) บ้านตาลิน ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว
จังหวัดนครสวรรค์ ๖๐๑๑๐
๒. โรงเรียนวัดคูหาสวรรค์ (วันครู ๒๕๐๔) ชุมชนคูหาสวรรค์ ถนนคูหาสวรรค์ ตำบลธานี อำเภอเมืองสุโขทัย
จังหวัดสุโขทัย ๖๔๐๐๐
๓. โรงเรียนคุรุประชาชนูทิศ (วันครู ๒๕๐๔) เลขที่ ๑๕ บ้านศรีชนูทิศ อำเภอวังทอง
จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๑๓๐
๔. โรงเรียนบ้านคลองตะเคียน หมู่ ๒ (วันครู ๒๕๐๔) ตำบลคลองตะเคียน อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๐๐๐
๕. โรงเรียนวันครู ๒๕๐๔ หมู่ ๕ ตำบลเกาะโพธิ์ อำเภอปากพลี
จังหวัดนครนายก ๒๖๑๓๐
การค้นหาเกี่ยวกับประวัติพัฒนาการวันครูและกิจกรรมวันครู
ประวัติวันครู | งานวันครูในส่วนกลาง | งานวันครูในส่วนภูมิภาค | คำปฏิญาณในวันครู | กิจกรรมในวันครู | บทสวดเคารพครู
การค้นหาเพลงเกี่ยวกับครูและวันครู
download เพลงวันครู | เพลงเกี่ยวกับวันครู | แม่พิมพ์ของชาติ | โหลด เพลง วัน ครู | เนื้อเพลง วัน ไหว้ครู | ฟัง เพลง วัน ครู | เพลง วัน ครู mp3 | เพลง เกี่ยว กับ วัน ครู
บ้านตาลินในอดีต : สะพานไม้และต้นมะม่วงป่าที่ถนน หน้าบ้านพ่อใหญ่เถา-แม่ใหญ่นาย แสงอาภา
อำเภอหนองบัวมีทรัพยากรจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญหลายอย่าง นอกจากเหล็กแล้ว ก็มีเหมืองแร่ยิบซั่ม ไม้ ดินลูกรัง และผลิตภันฑ์จากป่า มากมาย
ภาพประกอบ วาดโดย : ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ๒๕๕๒
อาจารย์ครับ
ประวัติศาสตร์ชุมชนสำคัญมาก หลายๆชุมชนมีปัญหาว่า รื้อฟื้นบริบทชุมชน เรื่องราวประวัติศาสตร์ไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ครบถ้วน...น่าเสียดายครับ ประวัติศาสตร์มีไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ตัวเอง แต่กลับไม่ค่อยมีสมาชิกในชุมชนให้ความสนใจมากนัก
ชื่นชม - - อาจารย์วาดรูปสวยมากๆครับ
สวัสดีคุณเอก-จตุพร
สวัสดีค่ะพี่ชาย
เข้ามาอ่านครั้งไรก็มองเห็นภาพตามไปด้วย โดยเฉพาะการสนทนาของอาจารย์ กับ ลูกศิษย์ (คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร)
แอบเก็บความรู้ไปปรับใช้แบบเงียบๆโดยไม่บอกให้เจ้าของทราบค่ะ
ตั้งคำถาม+จัดสถานการณ์+สร้างประสบการณ์ตรง = นักวิจัย+ถ่ายทอดสื่อสารเรียนรู้แบบบูรณาการ
น้อยนักที่จะได้ฟังเรื่องราวในอดีตจากคนรุ่นเก่าๆ(แต่ยังไม่แก่ค่ะ)
ปัจจุบันอะไรๆเปลี่ยนแปลงไปมากมาย เห็นแล้วก็นึกย้อนรอยไปในอดีตที่เคยสัมผัส หรือเป็นอีกมุมหนึ่งในวิถีชีวิตแบบบ้านนอกของเรา
ตอนลูกชายเรียนชั้นมัธยมปลาย เคยถามว่า แม่ครับ !! การฟัดทำอย่างไร กระด้งรูปร่างเป็นไง
ที่บ้านยังมีให้ดู อธิบายให้ฟังได้ค่ะ แต่อีกซัก 10 ปี จะมีกระด้งที่สานจากไม้ไผ่หลงเหลือให้เห็นบ้างไหม ใครจะทำได้และเข้าใจวิธีใช้ค่ะ
ในท้องตลาดมีแต่ของใช้ที่เป็นพลาสติกเต็มไปหมดเลยค่ะ
ตามบ้านนอกยังเห็นคนเฒ่าคนแก่นั่งสานสุ่มไก่ สานตะกร้า ตะแกรงใช้เองกันอยู่ค่ะ
ท่านผอ.ที่โรงเรียนคิดไว้ว่าจะจัดทำห้องภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยการประกอบอาชีพในอดีต ที่เป็นหัตถกรรมจักสาน สะสมไว้เป็นสื่อการเรียน ตอนนี้หายากแล้วค่ะ
ขอบคุณภาพเขียนสวยๆที่จะแอบจิ๊กไปเป็นตัวอย่างค่ะ
แต่ไม่เห็นมีชื่อติดเลย ไมสงวนลิขสิทธิ์เหรอคะ
รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
สวัสดีครับ..อาจารย์ครับ
ขอเล่าเป็นเรื่องๆไปนะครับ
- มีความสุขดีอยู่หรือไร คิ้วขมวดปม ผมหงอก หลังคุ้ม ไปแล้วหรือยัง ? ขอตอบว่ายังครับ;) นับวันจะอ่อนเยาว์ลงเรื่อยๆครับ เพราะเบิกบาน และมีความสุขดีครับ แม้ว่าการปรับตัวในช่วงเเรกจะลำบากนิดหน่อย ผมมีงานเชิงประเด็นที่ขับเคลื่อนกับหน่วยงานอื่นๆ อยู่ครับ ดูเหมือนว่าจะเหนื่อยมากขึ้นแต่เป็นธรรมดา ไม่ได้เครียดแต่อย่างใด
- เรื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่เฉพาะในเวปฯ ที่ทำหรอกนะครับ มนบรรยากาศจริงในการรวมกลุ่มการ ลปรร.น้อยมาก แต่คนก็แสดงความต้องการอยากรู้ อยากพัฒนาตัวเองสูงผ่าน tacit knowledge เมื่อต้องการสูงแต่ไม่ยอมเรียนรู้ ไม่ยอมช่วยกันสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน...ผมคงต้องหากระบวนการใหม่ๆครับ
- เมื่อวานนั่งรถเมล์นั่งทบทวนตัวเองว่า คงไม่ได้แล้ว หากถูกบรรยากาศการเพิกเฉย ต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ของบางกลุ่ม (ไม่รู้จะเรียกแบบไหนดี ผมอาจใจร้อนไปหน่อย นั่งคิดเอาเองว่าทำไมไม่ทำแบบนี้ ทำไมไม่ทำแบบนั้น บางทีก็เอามาตรฐานตัวเองเข้าไปคิดแทน รู้สึกว่า "ไม่ล่ายดั่งใจ" ครับ) อาจทำให้ผมถูกดึงเข้าไปสู่วิถีเอื่อยเฉื่อยมากขึ้น กำลังจัดระเบียบตัวเองใหม่ อ่านหนังสือให้ได้มากขึ้น เพื่อสะสมพลัง สะสมทุน เชิงทฤษฏีช่วงเเรกครับ อย่างน้อยอาจช่วยเป็นผู้นำการ ลปรร.ให้กับกลุ่มได้ในโอกาสต่อไป
- ศิลปะสำคัญมากครับในความคิดของผม เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่อ่อนโยนท่ามกลางทฤษฏี วิชาการที่หนักหน่วง ผมเริ่มสเกตภาพ เขียนรูปเล่นๆ ผ่อนคลายบ้าง ในอดีตผมวาดสีน้ำมัน แต่เมื่อคิดจะรื้อฟื้นการวาดอีกครั้งตอนนี้ก็ไม่บริหารจัดการไม่ค่อยได้แล้ว ที่ลงทุนตอนนี้ก็ฝึกฝนมุมมองการถ่ายรูปครับ คิดว่า ภาพ จะสื่อเรื่องราวที่เราต้องการอยากถ่ายทอดได้มากมาย
- วันนี้จะบินตรงไปเชียงรายครับ ไปเรียนรู้กับ ชาว อิ้ว-เมี่ยน นัดกับ ผอ.คะเเว่น ซึ่งเป็นชาว อิ้ว เมี่ยน ที่เป็นปราชญ์บนดอยที่ภูลังกาครับ เป็นงานวิจัยประเด็น Conflict resolution ของสถาบันพระปกเกล้าครับ ผมเป็นหนึ่งในทีมงาน ทำงานชิ้นนี้ครับ ลงสนามไปทางเหนือ ในกลุ่มชาติพันธุ์ ๗ กลุ่ม เรื่องราวเหล่านี้ถือว่าเป้นโอกาสที่ผมได้สัมผัส จะนำเรื่องราวดีๆเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปครับ
ขอบคุณมากครับ สำหรับพลังที่อาจารย์คอยเกื้อหนุน
สวัสดีครับน้องนก -จุฑารัตน์
วาดมาให้คุณครูจุฑารัตน์และท่านผู้อ่านได้ดูไปด้วยเลยนะครับ
การฝัดข้าว วัฒนธรรมการลงแขก - เอาแรง และเทคโนโลยีพอเพียง
ในภาคเหนือและภาคใต้ เกษตรกรนาข้าว อาจมีวิธีการนวดและฝัดข้าวแตกต่างกันออกไป วิธีการและกระบวนการที่แตกต่าง ก็จะมีการคิดค้นเครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อชุมชนการผลิตของเกษตรกรที่แตกต่างกันออกไป โดยเน้นการตีฟ่อนและมัดข้าวบนลาน หรือเครื่องจักสาน
ระหว่างนั้น ก็พัดโบกเพื่อให้เมล็ดข้าวกับข้าวลีบและสิ่งที่ไม่ต้องการแยกออกจากกัน อีกทั้งมักทำในที่นาเลย ซึ่งจะเหมือนกับวิธีการของชาวนาในเมืองหลวงพระบางและหลายแห่งที่ผมเคยได้ไปเห็น จากนั้นจึงค่อนขนกลับบ้านและเก็บเข้ายุ้งฉาง วิธีการดังกล่าว มักทำในหมู่เกษตรที่มีผืนนาไกลออกไปมากจากที่อยู่อาศัย
การฝัดข้าวของชุมชนบ้านตาลินและชุมชนหนองบัว
การฝัดข้าว หากมีจำนวนมากเกินจะฝัดด้วยกระด้ง เกษรตกรก็จะต้องทำช่วยกันเป็นชุมชนหรือกลุ่มก้อนการผลิต โดยใช้เครื่องฝัดข้าวซึ่งเรียกกันในภาษาชาวบ้านว่าสีฝัดข้าว แรงงานในการช่วยกันฝัดข้าวจะเป็นเอาแรงกัน โดยทั่วไป ชาวบ้านจะอาสาไปช่วย ไปขอเอาแรง ดังนั้น เกษตรกรที่จะฝัดข้าวก็จะบอกกล่าวต่อๆกันไป บ้านไหนรู้ก็จะขอมาเอาแรง เพื่อจะได้มีคนไปช่วยตนบ้างเมื่อถึงคราต้องฝัดข้าวของตน
การฝัดข้าว จะทำหลังฤดูเก็บเกี่ยวระหว่างฤดูหนาวและฤดูแล้ง ในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งลมจะไม่ค่อยผันผวน เป็นลมว่าวและลมล่องข้าวเบา
การฝัดข้าวด้วยสีฝัดข้าว กระด้ง วัฒนธรรมการลงแขก - เอาแรง และเทคโนโลยีพอเพียง ของชุนบ้านตาลินและชุมชนเกษตรกรหนองบัว อำเภอหนองบัว นครสวรค์ ภาพประกอบวาดโดย : ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ กรกฎาคม ๒๕๕๒
เครื่องฝัดข้าว เป็นเครื่องเป่าลมซึ่งมีชุดใบพัดหลายใบอยู่ข้างในตัวสีฝัดข้าว ทำด้วยไม้ผสมเครื่องเหล็ก รูปทรงเหมือนหัวแมงปอ ใช้มือหมุนและผลัดกันหมุนทีละคนก็สามารถหมุนได้อย่างดี
เกษตรกรจะใช้กระบุงโกยข้าวเปลือกและเทใส่สีฝัดข้าวจากด้านบน ลมแรงจากสีฝัดข้าวจะเป่าข้าวเปลือกที่นวดแล้วแยกออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่เป็นเมล็ดข้าวเปลือกจะมีน้ำหนักมาก ก็จะร่วงลงด้านล่างและไหลออกมาตามรางด้านหน้า เกษตรกรและแขกผู้มาเอาแรงกันก็จะช่วยกันโกยออก แยกเป็นกองข้าวเปลือกที่ฝัดแล้ว
อีกส่วนหนึ่ง เป็นเมล็ดข้าวลีบ เศษฟางข้าว และสิ่งที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเมล็ดข้าว ก็จะถูกลมแรงมากจากเครื่องฝัดข้าวเป่าออกไปไกล เกษตรกรจะเก็บส่วนนี้ไว้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงเผาถ่านหรือคลุมแปลงปลูกผัก เป็นปุ๋ยโดยธรรมชาติ
อีกส่วนหนึ่ง น้ำหนักน้อยกว่าเมล็ดข้าว แต่ก็ไม่ปลิวออกไปไกลมากนัก จะหลุ่นกองอยู่ตรงท้ายเครื่องฝัดข้าว ตรงส่วนนี้อาจจะมีเมล็ดข้าวปะปนอยู่กับข้าวลีบและเศษฝาง ขณะเดียวกัน ระหว่างโกยเมล็ดข้าวเปลือกใส่ลงไปในสีฝัดข้าว ก็จะมีข้าวเปลือกบางส่วนลงเหลือกติดลานข้าว รวมทั้งบางส่วนที่มีก้อนดินและเศษไม้ เศษหิน เจือปน
เกษตรกรก็จะนำเอาทั้ง ๒ ส่วนนี้มาฝัดด้วยกระด้ง เพื่อแยกเมล็ดข้าวออกมาด้วยมือและแรงคน
ในขณะที่ฝัดข้าว หากมีคนมาเอาแรงและช่วยกันลงแขกมาก ก็จะขนข้าวที่ฝัดแล้วเก็บเข้ายุ้งฉางเลย ข้าวที่นวดแล้วและยังไม่ได้ฝัด จะกองอยู่อีกทางหนึ่ง และข้าวที่ฝัดแล้วก็จะกองอยู่อีกทางหนึ่ง
เจ้าภาพการฝัดข้าว จะต้อนรับขับสู้แขกและผู้มาเอาแรงเป็นอย่างดี ทั้งอาหารการกิน น้ำท่า ขนมทำเอง รวมทั้งการทำอุ เหล้าขาว และข้าวหมากสำหรับเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้ไม่นิยมดื่มเหล้าขาว ซึ่งจะเลือกเอาจากข้าวเหนียวอย่างดีและหมักอย่างดีเพื่อเตรียมต้อนรับแขกฝัดข้าวอย่างเป็นการเฉพาะ
อุปกรณ์และเครื่องใช้ในการฝัดข้าวก็จะทำขึ้นเป็นชุด โดยมากก็ทำขึ้นด้วยมือ ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมทั้งทรัพยากร วัตถุดิบและเทคโนโลยีในท้องถิ่น เช่น เครื่องไม้และเครื่องจักสานจากไม้ไผ่
สวัสดีครับคุณจตุพร
แล้วจะขอเรียนรู้ไปด้วยนะครับ
การขนข้าวด้วยเกวียนของเกษตรกรชุมชนหนองบัว
ท่านพระมหาแล ขำสุข(อาสโย) ได้เล่าถึงการขนข้าวของเกษตรกรชุมชนนหนองบัว นครสวรรค์ ผมก็เลยเขียนภาพมาให้ดูไปด้วย เพราะการขนข้าวนั้นเป็นวิถีชุมชนการผลิตซึ่งในแต่ละท้องถิ่นอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง
ในความแตกต่างดังกล่าวมักมีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ของชาวบ้าน สะท้อนการคิดและพัฒนาตนเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เห็นถึงบริบทของสังคม สภาพแวดล้อม และลักษณะต่างๆของแต่ละท้องถิ่น ได้เป็นอย่างดี
ล้อเกวียนและลักษณะเกวียน รวมทั้งการใช้วัวกับการใช้ควายของชาวบ้านในตัวเมืองหนองบัวกับชุมชนรอบนอก อาจแตกต่างกัน สิ่งที่เป็นปัจจัยความแตกต่างที่สำคัญคือลักษณะดินในพื้นที่การทำนา โดยเฉพาะดินทราย ดินร่วน และดินเหนียว กับการใช้ควายหรือวัว
ในพื้นที่นาและชุมชนที่มีดินทรายมาก ล้อเกวียนชาวบ้านจะมีซี่ยาวและโปร่ง ยกเพลาและเรือนเกวียนสูง ตัวถังเกวียนจะสอบแคบและสูงกว่าทั่วไปเพื่อให้เหมาะแก่การใช้วัวเทียมเกวียนมากกว่าใช้ควาย
ส่วนพื้นที่ชุมชนที่มีดินเหนียวมาก เช่น แถวบ้านตาลินและพื้นที่รอบนอกของตัวเมืองหนองบัว กงล้อเกวียนจะเล็กกว่า ตัวเรือนเตี้ย ซึ่งจะเหมาะแก่การเทียมควาย
การขนฟ่อนและมัดข้าวในหนึ่งเกวียน ชาวนามีวิธีวางเรียงและบรรทุกได้ถึงครั้งละ ๔๐-๖๐ มัดโดยไม่ต้องมีเชือกหรือใช้โซ่ผูกเลย ใช้หลักของความสมดุล การออกแบบเกวียน และศิลปะการเรียงอย่างรู้แรงยึดกันเองของฟางข้าวเป็นอย่างดี
ภาพประกอบ วาดโดย ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ กรกฎาคม ๒๕๕๒
ในชุมชนเกษตรกรภาคเหนือกับภาคใต้ จะมีวัฒนธรรมการเก็บเกี่ยวและนวดข้าวต่างจากชุมชนหนองบัวและชาวนาในพื้นที่ภาคกลาง โดยจะจัดลอมข้าว ทำลานข้าว และนวดข้าวด้วยการตีแล้วจึงฝัด เสร็จแล้วจึงค่อยขนจากนาเข้ายุ้งฉางที่สร้างไว้ในบริเวณบ้าน
ส่วนเกษตรกรชุมชนหนองบัวโดยส่วนใหญ่นั้น จะขนฟ่อนข้าวและมัดข้าวไปจัดเป็นลอมข้าวในลานซึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน แล้วจึงขอลงแขกจากญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านนวดและขนข้าว
หมายเหตุ : ผมโพสต์ภาพวาดนี้ในหัวข้อของ ท่านพระมหาแล อาสโย คนหนองบัว คลิ๊กลงไปบนนี้เพื่อตามลิ๊งค์เข้าไปอ่านเรื่องหลวงพ่ออ๋อย วัดหนองกลับ และความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับชุมชนหนองบัวได้ครับ ผมนำมาแสดงไว้ที่นี่อีก เพราะเป็นเรื่องสอดคล้องกัน อีกทั้งวัดใหม่บ้านตาลินนั้น เป็นอีกวัดหนึ่งที่หลวงพ่ออ๋อยและลูกศิษย์ลูกหา รวมไปจนถึงพระมหาสีลา ที่ชาวบ้านตาลินเคารพนับถือ ได้ช่วยกันสร้างขึ้น ดังจะเห็นชื่อ วัดใหม่(นิกร ปทุมรักษ์) ซึ่งเป็นชื่อ หลวงพ่ออ๋อย ปรากฏอยู่บนป้ายของวัดใหม่บ้านตาลินดังปัจจุบัน
สวัสดีค่ะพี่ชาย อ. วิรัตน์ คำศรีจันทร์
สวัสดีครับน้องคุณครูจุฑารัตน์
เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์คุณครูจุฑารัตน์และทุกท่าน
ขอเจริญพร
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)
กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแล ขำสุข(อาสโย) น้องนก : คุณครูจุฑารัตน์ และผู้อ่านทุกท่านครับ
กราบนมัสการด้วยความเคารพ
โรงเรียนนี้อายุเท่าดิฉันเลยค่ะ
......บ้านถนน....
ชื่อนี้ทำให้ผมนึกถึงชื่อหมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งสมัยที่ผมไปเรียนหนังสือระดับ ม.ปลาย ที่จ.สระบุรี หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า......บ้านถนนเหล็ก...... ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง ติดต่อกับอำเภอเสาไห้ แถบนั้นประชากรส่วนใหญ่เป็นคนยวน...พูดภาษายวนกันทั้งหมู่บ้าน ถามคนเฒ่าคนแก่ก็ได้ทราบว่า เป็นการตั้งตามลักษณะของถนน (ทางรถไฟ) ที่ตัดผ่านหมู่บ้านมาจาก อำเภอภาชี - ไป- ภาคอีสาน
แม่ของแม่ใหญ่ผมก็เป็นคนลาวเหมือนอาจารย์เลยครับ เดิมอยู่บ้านหนองสีดา ตั้งอยู่ในเขตอำเภอหนองแซง.... เป็นลาวเวียงครับ
ส่วนคนยวนสระบุรี/ราชบุรี มาจากเชียงแสน/บางส่วนมาจากลาวตอนเหนือ
ลาวพวนหรือไทพวน.......มาจาก บริเวณทุ่งไหหิน เมืองพวน (แขวงเซียงขวางในปัจจุบัน)
ลาวแง้ว.......................มาจาก เมืองหลวงพระบาง
ไทดำหรือลาวโซ่ง..........มาจาก เมืองซำเหนือของลาว ซึ่งอยู่ติดกับเมืองเซินลา/เมืองเดียนเบียนฟูของเวียดนาม
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย - ลาว (ซึ่งไม่ค่อยดีนัก_ในยุคนั้น) พอประมวลออกมาได้เป็นอย่างนี้ครับ.