ผมตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายน 2549 นี้ แต่ก็อดใจไม่ได้ ยิ่งเมื่อเห็นความพยายามหลาย ๆ อย่างในการชี้นำและพยายามโน้มนำสังคม เสมือนหนึ่งว่า “คนอื่นเขาคิดเองไม่เป็น หรือไม่มีความคิด” โดยเฉพาะประเด็นการใช้ชื่อเครือข่ายที่คาบลูกคาบดอกว่าคนโน้นคนนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับแนวทางนั้นด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวตนเขายังไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
ทำไมที่ผมพูดได้ และพูดเหมือนไม่อยากเกี่ยวข้อง หรือผมเข้าข้างใดข้างหนึ่งไหม ขอตอบก่อนว่าสำหรับผมแล้วมีคำตอบและแนวทางเรื่องนี้สำหรับตัวเองนานแล้ว ตั้งแต่เกิดความรู้สึกขึ้นและได้บันทึกนี้ไปแล้วคือ “ชอบธรรมเพราะถูกต้องตามกฎหมาย เท่านั้นหรือ?” ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ไม่รู้ว่าการเมืองจะเดินมาจนถึงขั้นการยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ เสียด้วยซ้ำ นั่นหมายถึงผมไม่ได้รีรอที่จะเฝ้าดูสถานการณ์ก่อนการเลือก ตัดสินใจ ในฐานะข้าราชการคนหนึ่งผมจึงคิดว่าตรงนี้ผมหลุดมาก่อนโดยไม่สนใจกระแส ไม่รอดูกระแส มั่นใจในความถูกต้องที่ได้ตัดสินใจ และให้คะแนนการตัดสินใจไป ด้วยตัวเอง
ผมไม่เห็นด้วยตรงประเด็นที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มน้อย ๆ กลุ่มหนึ่งในสังคมมักจะใช้วิธีการที่ตนได้เปรียบ ที่ตนเป็นผู้นำทางความคิด ซึ่งสังคมอีกนั่นแหละที่สถาปนาให้เขา ใช้ความคิดเห็นของตนปลุกระดม ชี้ชวน และสร้างกระแส จนคนอื่นสูญเสียความเป็นตัวตนไปเพราะชื่นชม หรือรักคน (กลุ่มคน) นั้น เชื่อ ซึ่งที่เชื่อเพราะเป็นความเชื่อในทุนเดิม โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง เพราะผมถือว่าผมเคารพความคิดเห็นและการตัดสินใจของคนอื่น ฉะนั้นผมจะไม่ทำและจะทำสำหรับการเลือกตั้ง สส. ที่จะถึงนี้ ใน 2 เรื่องคือ...
1. ผมจะไม่ชี้ชวนใคร โดยอ้างในนามของเครือข่าย...ต่าง ๆ ที่ผมร่วมอยู่ด้วย ว่าคิดเห็นอย่างไร และจะดำเนินการอย่างไร นอกจากเพียงบอกว่าผมคิดอะไร และจะทำอะไร ในนามตัวเอง
2. ผมจะไปเลือกตั้งแน่นอน เพราะเป็นหน้าที่ และเพื่อยืนยันว่าผมรักระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งแน่นอนเปิดเผยได้ว่าผมจะไม่เลือกใคร เนื่องจากตัวเลือกไม่สมบูรณ์ หาไช่เพราะไม่ชอบใครเป็นพิเศษไม่ ถึงตรงนี้จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนออกไปเลือกตั้ง แต่จะตัดสินใจอย่างไรเป็นสิทธิของท่านครับ ผมคนหนึ่งเคารพในการตัดสินใจของทุกคน
บันทึกนี้เขียนขึ้นเพื่อแสดงเจตจำนงว่าผมไม่เห็นด้วยนักกับการชี้ชวนให้คนอื่นคิดเห็นเช่นตน ในประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะการใช้ชื่อเครือข่าย...ต่าง ๆ ที่ไปกระทบกับคนอีกหลาย ๆ ภาคส่วน โดยเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยเช่นเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ เป็นอาทิ
แล้วพี่มีแนวทางอย่างที่ทำให้ คนที่ไม่ทราบ ที่อาจเป็นเพราะหลายสาเหตุ เลยเป็นสาเหตุของการถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี เพราะตัวของพี่เองก็น่าจะรู้ในใจว่าเป็นอย่างไร เหมือนเจอคนกินเหล้า สูบบุหรี และพี่อยู่ในสถานะที่สามารถดึงเค้าเหล่านั้นเข้ามาในทางที่ดีได้่ ผมตรวจคนไข้ทุกวันนี้ หลายอย่างต้องทำใจเหมือนกันแต่ผมก็พยายามที่จะพยายามพูดในสิ่งที่เค้าไม่รู้ หรือยังเข้าใจผิด โดยที่ผมพยามยามเข้าใจบริบทของคนไข้หรือบริบทของคนชนบท ร่วมด้วย สิ่งที่อึดอัด คือการอให้ถึงวันเลือกตั้งครับ
ครอบงำทางความคิด
"มนุษย์" นั้นมักครอบงำทางความคิด.."มนุษย์"..
และเลือกใช้ ฐานทางปัญญาที่ตนมี..มา
ตัดสิน..เพื่อครอบงำ "ความคิด"
เพราะ..
ไม่เชื่อและศรัทธา...ใน "ปัญญา"
ของ "มนุษย์" ด้วยกัน ว่า..เขาคิดเป็น
จึงมักฉกฉวยโอกาส...ในสิ่ง ณ เวลาที่ตน
คิดว่าอยู่เหนือกว่า...
แต่นั่น..เป็น "คิด"..เขลา..ปัญญามาก
สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด ก็คือ
"มนุษย์"..ที่คิดว่า.."ตนฉลาดกว่าคนอื่น"
มากกว่าที่จะคิดว่า "ตนฉลาดกว่าตน..ในเมื่อก่อน"
ผมว่ามันเป็นการมองยากว่าอะไรเป็นการครอบงำทางความคิด มนุษย์บางคนกลัวการครอบงำเช่นนั้นหรือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นการครอบงำทางความคิดหรือไม่ แนวคิดเรื่องการพัฒนาคุณแบบTQM/HA/TQA/MBNQA เช่น การมุ่งเน้นผู้รับบริการ การใช้ข้อมูลข่าวสารมาบริหารจัดการ/ตัดสินใจ การทำงานเป็นทีม focus on result commitment evidence-base approach หรือแม้กระทั้งแนวคิดความเชื่อ เรื่องทำดีต้องได้ดี ฯลฯ เหล่าเป็นการครอบงำใช่หรือไม่ ผมเพียงเสนอในมุมมองว่าหากเป็นการชักจูง หรือแม้กระทั่งครอบงำในสิ่งที่ดีดีล่ะ แล้วถ้าถามว่าอะไรดี ก็ต้องให้ใจมาตอบมั้งครับ(เมื่อได้พิสูจน์แล้ว) ผบัว 4 เหล่าในศาสนาพุทธน่าจะเป็นคำตอบได้ดี ในการสอนคน/ผู้ป่วยให้กลับมามองในมุมมองที่ดีต่อตนเอง/สุขภาพ (มีหลักฐานพิสูจน์ได้)
นพ.ปฏิภาคย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ประเด็นที่ผมกล่าวถึงคือเฉพาะ "ประเด็นความคิดเห็นทางการเมือง" ครับ ผมไม่เห็นด้วยที่ใช้เครือข่าย...คลุมไปโดยที่กระทบกับคนอื่นอีกหลายภาคส่วนในทำนองการครอบงำกัน ในเนื้อแท้เป็นรายบุคคลเขาคิดอย่างไร ก็น่าจะเป็นสิทธิของเขา เรื่องความเชื่อทางการเมืองเป็นเรื่องส่วนบุคคล ในครอบครัวเดียวกัน เชื่อไม่เหมือนกันก็ได้ แต่เราเคารพกันครับ องค์กร ภาคี เครือข่ายต่าง ๆ ที่ดำเนินงานโดยเป็นกลางทางการเมือง น่าจะไม่แสดงความโน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งทางการเมืองครับ
หากจะเป็นส่วนตัว ผมเห็นชอบครับ ทั้งนี้ส่วนตัวผมเองก็ได้แสดงจุดยืนไปก่อนหน้านานแล้ว โดยไม่รีรอสถานการณ์ด้วย คือไม่รีรอว่างานนี้...เสี่ยง หรือขอเลี่ยง ๆ ไว้ดูลาดเลาก่อน (ประมาณนั้น) หากแต่เมื่อรีรอแล้วก็กลับดึงเอาเครือข่ายไปเป็นเกราะอีก (คนแถวบ้านผมเขามีคำเรียกคนสไตล์นี้เป็นการเฉพาะครับ) ส่วนตัวผมแสดงไว้ที่บันทึกนี้ครับ ชอบธรรมเพราะถูกต้องตามกฎหมาย เท่านั้นหรือ?
หากเป็นการดำเนินการเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาสุขภาพชุมชน ตามนัยยะแห่งวิชาชีพ (ที่ผมภูมิใจ) ได้ดำเนินการอยู่นะครับ และเชื่อมั่นในการดำเนินงานด้วยการขับเคลื่อนแบบภาคีเครือข่าย แต่ก็เลือกที่จะใช้วิธีการสร้างความเข้าใจครับ หาใช่การยัดเยียดสิ่งที่เราคิดว่ารู้กว่า ถูกกว่า (หากเวลาเปลี่ยนไป อาจจะผิดก็ได้ มีหลายเรื่องให้เรียนรู้มาแล้ว) ให้แก่เขาไม่ เราเลือกใช้วิธีการเรียนรู้ร่วมกัน รับฟังกัน และเข้าใจไปด้วยกันครับ ซึ่งพื้นฐานตรงนี้ที่จะต้องมีเสมอคือ เราไม่คิดว่าเรารู้มากกว่าเขา และเราให้เกียรติ รวมถึงเคารพในตัวตนของเขาเสมอ พิสูจน์ได้ว่ายั่งยืนกว่าแม้จะช้าไปบ้าง ซึ่งแตกต่างจากการ พูดให้เขาฟัง คนพูดก็เหนื่อย คนฟังก็เมื่อย สุดท้ายปลายทาง ไม่เข้าใจว่ามาพูดอะไร (ยิ้ม)
ด้วยความเคารพครับที่ได้ ลปรร.กัน และชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกผมว่าหมออนามัย หากคิดเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากันนะครับ ลปรร.กันได้เสมอ เมื่อให้เกียรติกันและกัน
ความครอบงำ..กับคำสั่ง..สอน
หากใช้ "ปัญญา"...พิจารณา..
อย่างอิสระ..จะแยกแยะได้
ว่า..อะไร คือ ครอบงำ
และ..อะไร..คือ..คำสั่ง..สอน
ขอบคุณพี่ “ชายขอบ” ครับ ผมเห็นด้วยที่พี่”ชายขอบ”เสนอแนะเรื่องการสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพ ดีกว่าการพูดยัดเยียดให้ผู้ป่วย ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมาผมกลายเป็นหมอที่ดุไปเลย ในสายตาผู่ป่วยบางคนทั้งที่ตนเองตั้งใจ แนวคิดนี้ ผมเพิ่งมาคิดได้เมื่อไม่ถึงปีดี ในโรงเรียนแพทย์ไม่เคยมีสอนหรอกครับ ซึ่งเสียดายมาก หากผมได้เป็นอาจารย์แพทย์ ผมอยากใส่วิชาเรื่องการทำงานร่วมกับชุมชนจัง สมัยก่อยผมจะโมโหมากเมื่อคนไข้จะไปหาหมอน้ำมัน แต่เดี๋ยวนี้ผมให้ไปเป็นกรณีไป เช่น หักบริเวณข้อมือ ไม่ค่อยเคลื่อนมาก และอายุสูงแล้ว แต่กำชับให้มาดูหน่อย จะได้แนะนำเรื่องกายภาพไปอีกที ตอนนี้่ผมยังไม่โอกาสลงไปทำในสิ่งที่ผมคิดไว้เลยโดยเฉพาะการทำงานในชุมชน เพราะต้องตรวจเช้ายันเย็น(คนไข้เยอะ) เลิกงานต้องมาดูแลลูกครับ ยินดีเป็นอย่างมากที่ได้รู้จักพี่ครับ ปล.ผมไม่อยากใช้คำว่านายแพทย์นำหน้าชื่อตัวเองมากนัก เพราะผมไม่ค่อยถือตนหรือเพื่อยกตนเหนือใครอยู่แล้ว แต่ลงชื่อเพื่อให้น่าเชื่อถือครับ จริงใจอ่ะนะครับ^_^
คนไทย.."ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"
ดิฉันอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทยมากว่าสามสิบกว่าปี..เชื่อและศรัทธาในความเป็นคนไทย..จึงไม่เคยคิดที่จะออกไปอยู่ ณ ต่างประเทศใดใด เพียงแค่รู้สึก.เสียดายโอกาสแม้มีโอกาส เพียงเพราะที่อยากจะมองเห็นความเป็นไป..ในความเป็นสังคมไทย..ไม่อยากพลาดแม้โอกาสใดใดที่หลุดลอดสายตา..ของการเปลี่ยนแปลง คน ครอบครัว ชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย...เพราะเชื่อ "ความมีปัญญาของคนไทย"...
ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย...เชื่อและเคารพ..ในสิ่งที่เป็นไปตามกติกา..หากเมื่อใดก็ตามเป็นไปตามกติกา..ที่เรา..คน"สังคม" กำหนดขึ้น..เราต้องยอมรับ..หากแต่เป็นการยอมรับภายใต้สิทธิ..ความเป็น "มนุษย์" ที่มีปัญญา โดยไม่ขึ้นอยู่กับความถูกครอบงำใดใด..ภายใต้บริบททางสังคม เพราะ "เชื่อมั่น" ในอิสระทาง "ความคิด"..ที่พึงมีในฐานะที่เป็น "คนไทย"..ไม่ใช่ในฐานะใดใดทางสังคม..
ณ วันนี้..เมื่อพบเจอ..สิ่งที่เหมือนถูกครอบงำทางความคิดเพียงเพราะสถานะทางสังคม..ที่ยังมีการแบ่งชนชั้นทางวิชาชีพ..ซึ่ง "โอกาสของความเท่าเทียม..ก็ยังไม่สามารถมีได้"..แล้วสถานะทางสังคมนั้น..จะแตกต่างอะไร กับ"บริบททางเมือง" ที่เป็นอยู่..ในฐานะที่..จัดว่าเป็น "คน" วิชาชีพคนหนึ่ง..มี "อิสระ" ทางปัญญามากพอที่จะ "คิด" ด้วยปัญญาของ "ตน" ที่มีอยู่..ภายใต้ความเป็นคนไทย.ที่ศรัทธาต่อ..."ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"...หากเรา.."คนไทย" ที่เชื่อในความเป็นคนไทย..ไม่ลุกขึ้นมากอบกู้..โดยใช้ "ปัญญา" ที่มีอยู่...ที่เรามองว่าเรา "ชาญฉลาด"..อย่างสันติ..แล้วเรา..จะกอบกู้ความเป็น "คน"..."ไทย"..ได้อย่างไรเล่า
เพียงเพราะแค่ใช้ "อารมณ์ ความรู้สึก..และอำนาจที่ตนเชื่อ" มากกว่า "ปัญญา" ของความเป็น "มนุษย์"
สงสัยจะเป็นบันทึกร้อนแรงประจำสัปดาห์(นอกเหนือจากเรื่อง ลปรร.เคเอ็ม)ผมเป็นมือใหม่หัดขับ ต้องไปอ่านบล็อกของพี่นิภาพร ให้มากกว่าเดิม เพราะไม่ค่อยเข้าใจที่พี่เขียนดีนักอ่ะครับ ยินดีที่ได้รู้จักพี่ครับ^_^
คุณ “ปฏิภาคย์” “ผมตรวจคนไข้ทุกวันนี้ หลายอย่างต้องทำใจเหมือนกันแต่ผมก็พยายามที่จะพยายามพูดในสิ่งที่เค้าไม่รู้ หรือยังเข้าใจผิด โดยที่ผมพยามยามเข้าใจบริบทของคนไข้หรือบริบทของคนชนบท ร่วมด้วย” ลองใช้ Mind’eye..เข้าใจ.. เชื่อและศรัทธา..ในความ “มนุษย”.. จะทำให้เรา “รัก”..”มนุษย์”..ด้วย”จิต”ใจอย่างไร้เงื่อนใดใด.. ยินดี ลปรร. นะคะ..”คุณหมอ” ยิ้มๆๆๆ
ประเด็นน่าจะมาจากบทความนี้ ใช่หรือไม่
แถลงการณ์เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ“คว่ำบาตรการเลือกตั้ง ไม่กาเลือกใคร”
คุณ "ปฏิภาคย์"
"ผมตรวจคนไข้ทุกวันนี้ หลายอย่างต้องทำใจเหมือนกันแต่ผมก็พยายามที่จะพยายามพูดในสิ่งที่เค้าไม่รู้ หรือยังเข้าใจผิด โดยที่ผมพยามยามเข้าใจบริบทของคนไข้หรือบริบทของคนชนบท ร่วมด้วย"
ลองใช้ Mind'eye..เข้าใจ..
เชื่อและศรัทธา..ในความ "มนุษย".. จะทำให้เรา "รัก".."มนุษย์"..ด้วย"จิต"ใจอย่างไร้เงื่อนใดใด..
ยินดี ลปรร. นะคะ.."คุณหมอ" ยิ้มๆๆๆ
นพ.ปฏิภาคย์ ด้วยความเคารพยิ่ง (2)
การครอบงำทางความคิดคือการปิดกั้นไม่ให้เขาเข้าใจได้เอง ไม่พยายามให้เขาเลือกและตัดสินใจ เอง ประมาณนั้น ซึ่งก็คือการโน้มน้าวด้วยเล่ห์เพอุบาย ด้วยฐานความน่าเชื่อถือ หรือการสร้างภาพ ฯลฯ อันนี้พูดโดยรวม ๆ นะครับ ตัวอย่างก็คือการโมษณาชวนเชื่อ การแย่งชิงประชาชนในยุคฝ่ายซ้าย-ขวา ในอดีต หรือในปัจจุบันก็มีให้เห็นเกลื่อน พระพุทธเจ้าเองพระองค์ท่านไม่ได้ใช้วิธีนี้หรอกครับ พระองค์ท่านให้อีกวิธีนึงที่จะกล่าวต่อไป
ส่วนการสร้างความเข้าใจ คือการให้ข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก่เขา กระบวนการคิด ตกผลึกอยู่ที่เขา เราจะช่วยได้ก็แค่อำนวยให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสม ช่วยจัดสภาพแวดล้อมให้เกิดกระบวนการทางปัญญา มากกว่าครับ ที่นี้การนำแนวคิดเรื่องการพัฒนาคุณแบบTQM/HA/TQA/MBNQA มาใช้ก็ควรจะดำเนินการในรูปแบบนี้ จึงจะได้การพัฒนาคุณภาพที่เป็นคุณภาพบริการอย่างยั่งยืนมากกว่าครับ แต่อาจจะช้าไปกว่าวิธีแรก แต่นั่นหมายถึง ได้ใจเขามาด้วยแน่นอน ไม่ปฏิเสธลึก ๆ ภายใน อันนี้ดูจาก รพ.บางแห่งผ่าน HA พอเปลี่ยนผู้บริหารถูกประเมินใหม่แล้วไม่ผ่านเป็นตัวอย่างและมีจริง ๆ (ไม่ขอเอ๋ยนามนะครับ)
แม้จะเป็นเรื่องที่ดี เป็นเชิงบวก ก็น่าจะใช้วิธีการสร้างความเข้าใจ เพราะยังไง ๆ ก็ดูจะเป็นการเคารพซึ่งกันและกันได้มากกว่า และจะยั่งยืนกว่า ผมเชื่ออย่างนี้ครับ จึงนำเสนออย่างนี้ พอจะตอบ คห.ที่ 2 ของหมอได้นะครับ
ตัวเองครอบงำตัวเองได้ด้วยใช่ไหมคะ
โดยอาศัยความเข้าใจที่มีที่อาจจะมาจากหลายแหล่งข้อมูล อาจมีความคาดหวังของสังคมที่อยู่ในใจของตัวเอง (คือจริงๆสังคมคาดหวังหรือเปล่าไม่ทราบ)ผสมปนลงไป
แล้วเอามาความคิดความเชื่อนั้นกลับมาครอบงำตัวเองแล้วก็เกิดการปฏิบัติว่า จะทำอะไร ไม่ทำอะไร ด้วยเหตุผลที่มีของตัวเองนั้นๆ
ชอบประเด็นที่ตั้งนี้ค่ะ เกิดการคิดได้หลายทาง และชอบประเด็นที่ นพ. ปฏิภาคย์ พูดถึงเรื่องหมอน้ำมันด้วย เอาไว้คงได้คุยกันต่อเรื่องพวกนี้
ตัวเองครอบงำตัวเองได้ด้วยใช่ไหมคะ
โดยอาศัยความเข้าใจที่มีที่อาจจะมาจากหลายแหล่งข้อมูล อาจมีความคาดหวังของสังคมที่อยู่ในใจของตัวเอง (คือจริงๆสังคมคาดหวังหรือเปล่าไม่ทราบ)ผสมปนลงไป
แล้วเอามาความคิดความเชื่อนั้นกลับมาครอบงำตัวเองแล้วก็เกิดการปฏิบัติว่า จะทำอะไร ไม่ทำอะไร ด้วยเหตุผลที่มีของตัวเองนั้นๆ
ชอบประเด็นที่ตั้งนี้ค่ะ เกิดการคิดได้หลายทาง และชอบประเด็นที่ นพ. ปฏิภาคย์ พูดถึงเรื่องหมอน้ำมันด้วย เอาไว้คงได้คุยกันต่อเรื่องพวกนี้
ขอโทษเจ้าของกระทู้ กรุณาตัดความเห็นที่ซ้ำเข้ามาข้างบนและความเห็นนี้ด้วยค่ะ บังเอิญเคาะเกินไปหนึ่งจังหวะ ขอบคุณค่ะ
ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คิดคล้ายๆกับคุณชายขอบ เพียงเพราะไม่อยากให้ใครมาครอบงำทางความคิด และคิดที่จะไม่ไปครอบงำความคิดของใครเช่นกัน จึงไม่อยากที่จะมีทัศนะใดๆเกี่ยวกับการเมืองในขณะนี้….ตัดสินกันเองด้วยสติและปัญญา อย่านำอติใดๆ มาครอบงำใจตน จนขาดอิสระ
คุณดอกหญ้า
ขอบคุณที่เข้ามาต่อยอดและยืนยัน
ในความเป็นจริงที่เป็นไปตามจริง
ชื่นชมและชมชอบมากที่บอกว่า
"ทุกคนมีความคิดและจุดยืนเป็นของตัวเอง
แต่ทุกคนควรยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น"
อยากเติมต่อว่าฟังอย่าง Hearing ใช่ไหม
ไม่ใช่เพียงแค่ Listening เท่านั้น
กล่าวคือตั้งอกตั้งใจที่จะฟัง
ใช่ฟังเพราะถูกอบรมให้ฟัง
เพื่อฟังตามกระแส...เท่านั้น
แต่ฟังด้วยจิต...ใจ ที่ยอบรับฟัง...ดูก่อน
หรือว่าอย่างไร
นพ.ปฏิภาคย์ ด้วยความเคารพยิ่ง (3)
ผมเชื่ออย่างนี้ครับ เคยบันทึกไว้ที่ หมอรักษาได้ 20% ที่เหลืออีก 80% หายเพราะเหตุอื่น ซึ่งมีข้อคิดเห็นที่เป็นการต่อยอดความรู้และเห็นว่าเป็นประโยชน์อยู่มาก จากหลาย ๆ ท่านครับ ลองติดตามดูนะครับ
ดีใจมากที่อย่างน้อยก็เห็นหมอคนหนึ่งล๊ะครับ ที่อยากทำงานร่วมกับชุมชน และเข้าใจครับว่าภารกิจของหมอต้องทำในส่วนนั้น (ตรวจคนไข้) เพราะไม่มีใครทำได้อย่างที่หมอทำ ส่วนที่หมออยากทำ พวกผมทำได้ เพียงแต่ขอแรงใจ (ที่เข้าใจจริง ๆ) ให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ผมบ้างเท่านั้นครับ
ปล. คห.อื่น ๆ ของทุกท่าน ผมจะตามตอบทั้งหมดครับ ขอเชิญ ลปรร.ได้เลย
Dr.Ka-poom
วิญญาณและความรู้สึกที่ถูกครอบงำ ได้เคยเรียนรู้ว่าทรมาณมากมันจะนำมาซึ่งความหวาดระแวง กลัว กลัวว่าจะพานพบอีกได้ เพราะมีโดยทั่วไปในสังคมโลก เมื่อคิดว่าไม่มีก็กลับมี
ยังยืนยันว่าไม่คิดแม้จะครอบงำใคร หวังเพียงสร้างความเข้าใจร่วม ดูแล เอาใจใส่กันและกัน โดยฐานคิดหลักคือการไว้วางใจกัน ให้เกียรติกัน เท่านั้นพอ
ครอบงำหรือไม่ บ้างครั้งก็ก้ำกึ่งกันกับการช่วยเหลือเกื้อกูล เจตนาบริสุทธิ์ของผู้ให้ และความเข้าใจของผู้รับ เป็นสิ่งสำคัญ
คุณ jc
"ตัวเองครอบงำตัวเองได้ไหม" น่าสนใจ ผมว่าได้นะ ผมเองก็ยังมี อาจจะเป็นการครอบงำได้ทั้งทางบวกและทางลบ หากใช้ฐานคิดว่า "คนเกิดมาว่างเปล่า" ในตอนแรก แล้วค่อย ๆ ปนเปื้อนทุกสิ่งทุกอย่าง ที่สัมผัส ติดไว้ ผ่านพ้น หรือสลัดไป
วันหนึ่งเรารับรู้และเข้าใจในตนเองได้ว่า "ตัวเราเป็นอย่างไร" ในขณะที่มีรายล้อมเป็นบริบทที่ต้องแคร์ ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้อย่างเข้าใจและไม่เสียสมดุล หากยังสมดุล ก็ยังไม่มีการครอบงำตนเองเกิดขึ้น
วันต่อมา เราเริ่มรู้สึกตัวว่า "เสียสมดุล" ของความเป็นตนเอง เพราะส่วนหนึ่งจะจะเกิดจากการครอบงำตนเองนี้แหละครับ อาทิ กิเลส (ก็คือของตนเอง) ได้ครอบงำให้เกิดความโลภขึ้น ในใจ แล้วผลักใสให้กระทำการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อย่างไร้คุณธรรม จริยธรรม อย่างที่ท่านผู้นำฯ ได้กระทำลงไปจนวุ่นวายฉะนี้
นี่แหละน่าจะเป็นตัวอย่างที่เรียกว่า "ครอบงำตัวเอง และตัวเองก็ถูกตัวเองครอบงำ"