เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นเรื่องใหม่ น่าสนใจ น่าตื่นเต้นอะไรหรอกครับ ผมรู้อยู่ว่าเรียนแบบเด็กเป็นศูนย์กลางหรือ Child-centered นั้นเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ กัน แต่ผมไม่แน่ใจว่าเรารู้เท่ากันและเข้าใจตรงกัน
ผมขอเดาเอาเองนะครับ ว่าการเรียนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง คือการมองที่ความต้องการของเด็กเป็นหลัก และสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้ ค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเอง อาจจะหมายรวมถึงการให้เด็กได้คิดกิจกรรมการเรียนด้วยตนเองซึ่งส่งผลให้เด็กสร้างองค์ความรู้ซึ่งมีความหมายกันตัวเขาเอง
ผมเดาต่อเอาว่าการศึกษาแบบเด็กเป็นศูนย์กลางนี้ ได้รับอิทธิพลจากทฤษฏีการเรียนรู้ (epistemology) ที่ชื่อว่า constructivism ซึ่งอธิบายว่าความรู้นั้นเกิดขึ้นจากความรู้ความเข้าใจของบุคคลและกลุ่มคน ซึ่งทำให้อธิบายได้ว่าองค์ความรู้ในแต่ละวัฒนธรรมนั้นมีความแตกต่างกัน การเรียนรู้จึงขึ้นกับบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
พูดง่ายๆ ก็คือ การรับเอาหลักคิดนี้มาใช้ในการเรียนการสอน ก็คือการยอมรับว่าเด็กนั้นสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และยอมรับในภูมิหลังที่แตกต่างของเด็กเข้าในเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน

Constructivism นั้นดูจะเป็นขั้วตรงข้ามกับ Positivism และ Post-positivism ซึ่งอธิบายว่าความรู้นั้นเป็นของตายตัว เรียนรู้และพิสูจน์ได้ ซึ่งบอกเป็นนัยว่าความรู้นั้น สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง การเรียนการสอนจึงหมายถึงการส่งต่อข้อมูลจากรุ่นสู่รุ่น จากครูสู่เด็ก

อธิบายแบบนี้พอจะเข้าท่าไหมครับ?
ผมว่าอธิบายแบบนี้แล้ว คงคล้ายๆ กับที่หลายๆ ท่านเข้าใจ และนำไปสู่ความเข้าผิดที่ว่า การเรียนแบบเด็กเป็นศูนย์กลางนั้นเป็นคนละขั้วกับการเรียนแบบให้ครูเป็นศูนย์กลาง ออกแนวว่าต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้นคือ ถ้าเลือกให้เด็กเป็นศูนย์กลางแล้ว ครูต้องออกมาเป็นคนคุมเชิง แนะนำโน่นนี่ แต่ไม่ไปสอนเขาตรงๆ หรือถ้าเลือกการเรียนแบบครูเป็นศูนย์กลาง เด็กต้องสงบปากสงบคำ อย่าหวังที่จะมีปากมีเสียงในชั้นเรียน

หลายๆ ครั้งเราทึกทักเอาว่าทฤษฏีใหม่ๆ จะเป็นคำตอบให้กับทุกคำถาม เป็นทางออกให้กับเด็กไทย แต่ก็ต้องพบว่าไม่มีทฤษฏีไหน หรือเทคนิคใหม่อะไรที่ช่วยเราได้ในทุกๆ สถานการณ์ ซ้ำร้ายกว่านั้น เราถามผิด ก็เลยไม่เจอคำตอบ

คุณ Jeanne Ormrod ไม่ได้ตั้งคำถามเหมือนที่ผมถามไว้ว่าตกลงเราจะให้เด็กหรือครูเป็นศูนย์กลาง แต่ถามว่าวิธีการไหนจะช่วยให้เกิดการ ”เรียนรู้” ได้ดีที่สุด คำถามนี้ไม่ได้มองที่ทฤษฏี ไม่ได้เน้นที่เด็กหรือครู แต่มุ่งไปที่เทคนิคการสอนในบริบทที่ต่างกันไป ความหมายของการเรียนรู้นั้น คือมีการเปลี่ยนแปลง และสามารถแสดงออกได้ นั่นคือผู้เรียน (1) ได้รับความรู้ใหม่ (2) จดจำความรู้นั้นได้และ (3) สุดท้ายคือนำมาใช้ได้
พูดอย่างยาวๆ ก็คือว่า เรามองว่าจะนำเสนอเนื้อหาวิชานั้นๆ อย่างไร ให้ผู้เรียนรับรู้ และจดจำได้ดี จากนั้นก็ต้องให้ผู้เรียนเชื่อมโยง และต่อยอดความรู้นั้น เพื่อจะนำกลับมาใช้ได้ใหม่

ดังนั้น แทนที่จะเถียงกันว่าเวลาเราจะสอนให้เด็กรู้จักคำศัพท์ใหม่ๆ เราจะให้ครูสอน หรือให้เด็กไปหาเอาเอง ก็น่าจะมองหาวิธีที่ทำให้เด็กจำได้ดีที่สุด เช่นการยกตัวอย่างประโยคในชีวิตประจำวัน หรือการยกศัพท์ที่มีความหมายคล้ายกันให้เด็กได้เปรียบเทียบ แน่นอนครับ จะให้เด็กหาคำคล้าย หรือครูจะบอก มันก็ไม่ได้ต่างกันแล้ว ในเมื่อเรารู้หลักการว่าการสอนศัพท์หลายๆ คำที่มีความหมายเชื่อมโยงนั้นดีกว่าสอนแบบแยกเป็นคำโดดๆ

หรือหลักการง่ายๆ อย่างเช่น เรารู้ว่าการทบทวนนั้นช่วยให้จำได้ดีขึ้น ครูควรจะทบทวนหัวข้อเก่า ก่อนขึ้นหัวข้อใหม่ต่อไป (อันนี้เอาครูเป็นศูนย์กลาง) ในขณะเดียวกัน เรารู้ว่าการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ก็ช่วยให้จำได้ดีขึ้น ดังนั้นการแนะให้เด็กลองหาตัวอย่างจากชีวิตจริง ในสิ่งแวดล้อมที่บ้านเขาเอง ก็เป็นเรื่องที่ควรทำ (อันนี้เอาเด็กเป็นศูนย์กลาง)

อีกตัวอย่างก็คงเป็นตัวผมเอง สมมติถ้าผมต้องอ่านหนังสือเรียนสักเล่มหนึ่ง ผมจะพยายามมองว่าสามารถจะวาดหัวข้อต่างๆ ในหนังสือออกมาเป็นแผนภูมิ หรือที่เขาเรียกว่า mind map ได้ไหม ถ้ามันเข้าท่าก็จะวาด ถ้าไม่เข้าท่าก็เลิก แต่ถ้าผมต้องเรียนวิชาสถิติ ผมก็ต้องเตรียมตัวอ่านไปก่อน ตั้งใจฟังในห้อง และกลับมาทบทวน แต่รู้แน่ๆ ว่าถ้าไม่ฟังในห้องจะลำบาก สรุปง่ายๆ คือมีการรุกและรับไปในการเรียน ทั้งหมดทั้งปวงก็เพราะหวังว่าจะเป็นวิธีที่ทำให้จำ และเข้าใจ และเอามาใช้ได้

ผมแก้เรื่องนี้กลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ พยายามจะยกตัวอย่างบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันตอบอะไรไม่ได้มากนัก ซึ่งนั้นก็เป็นการยืนยันว่าบันทึกอันเดียวตอบอะไรไม่ได้ทุกอย่าง มันไม่มีขาวและดำ ออกจะเทาๆ  เขียนไปผมก็ทำความเข้าใจกับตัวเองไป

เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็เชิญแลกเปลี่ยนกันโดยพลันนะครับ

อ้างอิง: Human Learning (2008, 5th edition) textbook by Jeanne Ormrod