สวัสดีค่ะ
ความเห็นและประสบการณ์ของดิฉัน คิดว่า จะไปฟันธงแบบไหนดีกว่าแบบไหนไปทีเดียวเลยคงไม่ได้มังคะ
มันน่าจะอยู่ที่ เทคนิคการสอน ที่เหมาะกับเด็ก ในช่วงอายุ และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน
อย่างที่คุณแว้บกล่าวถึง นั่นคือผู้เรียน (1) ได้รับความรู้ใหม่ (2) จดจำความรู้นั้นได้และ (3) สุดท้ายคือนำมาใช้ได้ จากนั้นก็ต้องให้ผู้เรียนเชื่อมโยง และต่อยอดความรู้นั้น เพื่อจะนำกลับมาใช้ได้ใหม่
<p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">ส่วนทฤษฏีต่างๆ เช่น ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม....ก็อาจจะยังดีอยู่ ถ้าผู้สอนนำมาใช้อย่างเหมาะสมและระมัดระวัง</p> ทฤษฎีปัญญานิยม ....ตัวดิฉันเองก้เคนเรียนแบบนี้มาก่อนและได้ผลดี เช่น เป็นการย่อความ การใช้กราฟ การไฮไลท์ การทำแผนภูมิให้ตัวเองจำได้ง่ายๆเป็นต้นทฤษฎีรังสรรค์นิยม ..น่าจะเป็นเรื่องการทำงานเป็นกลุ่ม การพยายามหาทางแก้ปัญหา ค้นคว้า สืบสวนต่างๆ ซึ่งควรทำเป็นกลุ่ม มีการแบ่งงานกันทำเป็นต้น วิธีนี้ มีเด็กเป็นศุนย์กลางมีอยู่พักหนึ่ง คนพูดถึงการเรียน ที่มีเด็กเป็นศูนย์กลางกันมาก มองที่ความต้องการของเด็กเป็นหลัก ให้เด็กเป็นคนกำหนดเอาเองว่า จะเรียนอะไร อย่างไร ดิฉันก็ยังงงๆอยู่ ไม่ทราบว่า มีความเข้าใจที่ตรงกันหรือไม่แต่ก็ไม่เห็นด้วย ที่จะมีการเรียนแบบครูเป็นศูนย์กลาง เด็กต้องสงบปากสงบคำ อย่าหวังที่จะมีปากมีเสียงในชั้นเรียนได้ ตัวเองก็แอนตี้การเรียนแบบpassive learning นี้ที่สุดเหมือนกันสรุปสำหรับความเห็นส่วนตัวว่า …สำหรับเด็กๆมากๆ คงเป็นการเรียนที่ไม่แยกส่วนอะไรแบบไหนอย่างชัดเจน แต่พอโตขึ้น คงต้องเป็นแบบ active learning กระตุ้นให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ที่เรียกว่า Constructivismพอมีความรู้แล้ว เด็กโตสามารถจะนำประสบการณ์นี้ ไปสร้างความรู้ใหม่ ขึ้นมาได้ตนเองอีกค่ะ ไม่ทราบว่าเขาเรียก Constructionism ไหม