สวัสดีครับคุณพี่ศศินันท์
คุณพี่พูดได้ชัดเจน และเข้าใจดีกว่าผมหลายเท่าเลยครับ ผมเห็นด้วยครับว่าแต่ละทฤษฎีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป behavioralism หรือพฤติกรรมนิยมนั้นก็มีข้อเด่นมากๆ อยู่ โดยเฉพาะในวงการแพทย์ หรือสำหรับเด็กเล็กนั้นก็มีประโยชน์อย่างมาก ทฤษฎีปัญญานิยมหรือ cognitivism (ขอบพระคุณคุณพี่มากเลยครับ ผมแอบเปิดหาคำแปลไทยเป็นอังกฤษจาก google ถึงได้ทราบคำว่าปัญญานิยม) นั้นก็มีข้อเด่นและมีเทคนิควิธีหลายหลายที่อิงกับทฤษฎี เรียกได้ว่าเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาก ต่างกับ รังสรรค์นิยม หรือแม้แต่ สร้างสรรค์นิยม (ขอขอบคุณอาจารย์สุขุมาลอีกครั้งครับ) ซึ่งนับว่าเป็นทฤษฎีใหม่ ในขณะที่นักการศึกษาที่เมืองนอกตื่นเต้นไปกับสองทฤษฎีนี้ นักจิตวิทยากลับไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าไหร่ ข้อใหญ่ใจความคือมันยังเลื่อนลอย ไม่มีเทคนิควิธีรองรับ ไม่มีงานวิจัยที่เจ๋ง ๆ บอกให้รู้ว่ามันได้ผลดีแค่ไหน อย่างไร
อีกเรื่องที่ผมเห็นด้วยมากคือเรื่อง active learning ครับ คือต้องมีการกระตุ้นให้เด็กสนใจ มีการท้าทาย ซึ่งตรงนี้ถือว่ายากนะครับ ถ้ากระตุ้นแบบเดิมๆ บ่อย หรือกระตุ้นแบบเอาของรางวัลมาช่วย (ใช้พฤติกรรมนิยม) โดยไม่จูงใจให้เด็กสนใจสิ่งนั้นจริง หรือไม่สร้าง intrinsic motivation นานๆ เข้าก็เบื่อ ก็ต้องหาวิธีใหม่อยู่ร่ำไป ครั้นจะวิเคราะห์ว่าเด็กคนไหนสนใจอะไร จะได้ดึงความสนใจได้อย่างเหมาะสม ก็เจอปัญหาว่าครูในห้องมีนักเรียนอยู่สักสามสิบคน แล้วจะวิเคราะห์กันอย่างไร จะจูงใจกันแบบไหน ถึงจะได้ผลดีกับส่วนรวม ผมแอบคิดเองว่าครูที่ดีจะหาคำตอบเหล่านี้ได้จากพ่อแม่ และผู้ปกครองในครอบครัว ช่วยกันส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ ต่อเติมในสิ่งที่เขาสนใจต่อไปได้ดีครับ
ทฤษฎี constructionism นี้ผมก็ไม่ทราบรายละเอียดนะครับ ได้ยินมา (ไม่ยืนยัน) ว่าเป็นการต่อยอดจาก constructivism ที่อธิบายว่ามนุษย์เรียนรู้จากการให้ความหมายสิ่งต่างๆ หรืออธิบายได้ว่าความรู้เกิดจากตัวผู้เรียนนั่นเอง โดย constructionism นี้ เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง ได้หยิบจับสิ่งของ เพื่อสร้างความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมเพื่อจะได้เกิดความรู้จริง คุณพี่พูดถึงการเรียนแบบผสมผสาน ทำให้ผมนึกถึงหลักสูตรที่ผมเคยเห็นถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเว็บของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ เขามีวิดีโอแสดงหลักสูตรให้เด็กพับใบตองครับ โดยเขาบอกว่าเด็กจะได้เรียนรู้ศัพท์เกี่ยวกับกล้วย (เรียนภาษาไทย) ได้ทำงานฝีมือฝึกความละเอียดอ่อน ผมเห็นแล้วปิ๊งสุดๆ แต่คิดไปคิดมา เรื่องแบบนี้ถ้าเราอยู่ตามชนบทก็ไม่ต้องขวนขวายมาเรียนก็ได้ เพราะปู่ย่าตายายจะสอนเราเอง แต่ก็นับเป็นการออกแบบที่น่าชื่นชม มีทฤษฎีรองรับ และปฏิบัติได้จริง น่าเสียดายที่ผมกลับไปเว็บของเขา (http://www.okmd.or.th) ตอนนี้ หาไม่เจอแล้วครับว่าอยู่ตรงไหน
ขอบคุณพี่ศศินันท์ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนนะครับ