คุณ conductor ครับ
ขออภัยที่มาตอบช้ามากนะครับ ช่วงนี้เครียดกับการสอบอยู่ เลยหายไปนาน
ที่คุณ conductor บอกว่า "ผมคิดว่าการสอนในลักษณะ (ครูเป็นศูนย์กลาง) ถ่ายทอดความรู้จากสมองของผู้สอนไปสู่ผู้เรียนนั้น เป็นความคิดที่ตลกครับ ถ้าเราเชื่ออย่างนั้นอย่างจริงจัง ก็จะทำได้เพียงเก็งข้อสอบให้ผ่านๆ ไป แล้วก็มาบ่นว่าเด็กท่องจำ" นั้นเป็นสองช่วงของการศึกษานะครับ คือเป็นความเชื่อในการถ่ายทอดและการวัดผล ครูท่านหนึ่งอาจจะเชื่อว่าความรู้ต้องถ่ายทอดแบบจากครูสู่ลูกศิษย์ ก็สอนปาวๆ ครูอีกท่านเชื่อว่าความรู้มีอยู่ทั่วไปและหมุนวนไปได้ทุกทาง ทั้งจากผู้เรียนสู่ผู้สอนและในทางกลับกันก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการวัดผล ซึ่งหลายๆ ครั้ง ครูแม้จะมีความคิดอย่างที่สอง แต่ไม่รู้จะวัดผลผู้เรียนอย่างไร ครูทั้งสองท่านก็อาจจะต้องวัดผลด้วยวิธีเดียวกันคือออกข้อสอบให้เด็กท่องจำ ตรงนี้ผมว่ามันยากเพราะระบบทั้งหมดครับ และไม่ต้องห่วงว่ามันจะยากแค่ในประเทศเรา มันเป็นกันทั้งโลกครับ
ของที่อเมริกา ในแต่ละรัฐก็มีข้อสอบกลางของตัวเอง เช่นใน Florida ก็มี FCAT เป็นข้อสอบมาตรฐานที่เด็กทุกคนต้องสอบ และจะว่าไปแล้ว เนื้อหาข้อสอบก็เป็นที่วิพากย์วิจารณ์กันว่าวัดผลเด็กในระดับต่ำ คือมีแต่ท่องจำ และครอบคลุมเนื้อหาเยอะ อารมณ์เดียวกับข้อสอบ entrance บ้านเรา ส่วนพวก onet anet นี่ผมไม่ทราบว่าบัดนี้ไปถึงไหน แต่จะว่าไปแล้วปัญหามันลึกกว่านั้นนะครับ คือถ้าจะบอกว่าครูไม่ทุ่มเท ไม่ยอมออกข้อสอบให้ดีกว่านี้ ทำไมไม่ให้เด็กเขียนเรียงความ ไม่ให้เด็กไปหาข้อมูลเพิ่มเติม มันเป็นการตอบคำถามคนละข้อ คือถ้าเด็กอยากเรียนต่อ เด็กก็ต้องสอบข้อสอบมาตรฐานให้ผ่าน เด็กและผู้ปกครองเองต้องการ "คุณภาพ" หรือเปล่า หรือต้องการเข้ามหาวิทยาลัยไปก่อน พูดแบบนี้ไม่ได้เป็นการแก้ตัวนะครับ ผมไม่ได้อยู่จุดนั้น เพราะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผมพูดเอาจากประสบการณ์ตัวเอง ที่ต้องเรียนกวดวิชามากมายกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาัลัยได้เหมือนกัน
ส่วนเรื่องที่คุณ conductor ว่า "เลือกการศึกษาสำหรับอาชีพของเขาทั้งชีวิตโดยการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย และมีหลักสูตรกำกับเป็นมาตรฐาน" นั้น ผมถือว่าเป็นคำถามระดับปรัชญาเลยนะครับ ผมขอถามกลับได้ไหมครับว่ามันจะเป็นอย่างอื่นได้ไหม? ถ้าเป็นแบบอื่นแล้วจะเป็นอย่างไร? ในเมื่อเราแบ่งการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยตามสาขาวิชา (ไม่ได้แบ่งตามความเก่งของเด็กเหมือนเราทำในชั้นประถม)
ผมมองคำว่า มาตรฐาน คู่กับคำว่า ระบบ นะครับ คือมันเป็นไม้บรรทัดวัดว่าถ้าคุณจะอยู่ในระบบ คุณต้องทำให้ได้เท่าไหน เช่นหน่วยงานจะรับเด็กปริญญาตรี ต้องเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป หรือมหาวิทยาลัยจะรับเด็กต่อปริญญาโทต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป อะไรแบบนั้น ประเด็นก็คือ ถ้าจะอยู่ในระบบ ก็ต้องรับเอามาตรฐานนั้นมา ถ้าไม่อยู่ในระบบ ก็ไม่ต้องไปสนใจ เดี๋ยวนี้มีโรงเรียนนอกระบบมากมาย และมีผู้ปกครองหลายท่านให้ความสนใจ ก็เป็นอีกคำตอบหนึ่งของคนที่ไม่สนใจระบบการศึกษาดั้งเดิม โรงเรียน รุ่งอรุณ และโรงเรียนเพลินพัฒนา รวมถึงการศึกษาแบบ home school น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการออกนอกระบบ แต่คำถามหนึ่งที่ต้องตอบคือ ออกไปทำไม? ออกแล้วได้อะไร? ยังไม่รวมถึงคำถามที่จะได้รับจากคนรอบข้าง เช่นแม่ที่ home school อาจจะถูกตั้งคำถามว่าลูกเธอผิดปกติอะไร ถึงไม่ให้เข้าโรงเรียน หรือถ้าส่งลูกเข้าโรงเรียนที่ไม่ได้ใช้หลักสูตรมาตรฐาน แล้วลูกจะสอบเข้าชั้นมัธยมตามหลักสูตรมาตรฐานได้ไหม แล้วจะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยอย่างไร
ผมว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในระบบการศึกษาของทุกประเทศคือการมองว่าการศึกษาคือการเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตนะครับ หลายคนเรียนไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิต แต่ในขณะที่ผมรู้สึกว่าการเรียนกับการใช้ชีวิตมันน่าจะเป็นสิ่งเดียวกัน