เพราะอะไรผมถึงพาตัวเองออกมาแสวงหาความสุขในเวทีเช่นนี้

การไปงานเฮฮาศาสตร์ครั้งที่ 3  ครั้งนี้   สารภาพว่าลังเลที่จะพาเจ้าลูกชายแสนซนทั้งสองไปด้วยดีหรือไม่ ?   เพราะเกรงอกเกรงใจ  หรือแม้แต่หวั่นหวาดใจเป็นที่สุดกับวีรกรรมที่สองคนอาจสร้างขึ้นอย่างน่าเหนื่อยล้า ...

 

 

เกรงใจมิ่งมิตรทุกท่านที่อาจจะเหนื่อยกายและใจไปกับสองคนอย่างเลี่ยงไม่ได้    เพราะด้วยความที่เขายังเด็ก  จึงมักที่อาจจะคะนองเกินเด็กอยู่บ้าง  ...

 

แต่ท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจพาเขาไปด้วย   ซึ่งรวมถึงเพื่อนชีวิต หรือคนของความรักตัวจริงเสียงจริงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางไปสู่ดงหลวงพร้อมกับผม

 

 

 (ภาพถ่ายโดยเด็กชายแผ่นดิน)

 

เหตุผลอันสำคัญที่ผมตัดสินใจนำพาอีก 3  ชีวิตไปในงานประกาศตนเป็นคน "แซ่เฮ"  ในครั้งนี้  ก็คือ  ....  ผมต้องการให้เขาทั้งสามคนได้ซึมซับบรรยากาศของ "โลกเสมือนจริง"  ที่มีตัวตนแห่ง "ความเป็นจริง"  อย่างน่าอัศจรรย์ใจที่แตะต้องและสัมผัสได้อย่างไม่ปิดกั้น  

 

ขณะเดียวกันก็คาดหวังไว้บ้างเหมือนกันว่า  อย่างน้อยเขาจะได้เชื่อมั่นว่า  ในวิถีแห่งการงานอันหน่วงหนักและไร้ซึ่ง "วันว่าง"  อันหอมหวานนั้น  ผมมิได้ดุ่มเดิน  หรือแบกรับมันอยู่อย่างเดียวดาย ,   ที่ตรงนี้ -  ยังคงมีพลังแห่งการเติมเติมและเคียงข้างผมอยู่อย่างเป็น "ปัจจุบัน"

 

ผมไม่ได้ซักซ้อมความเข้าใจกับคนของรักทั้งสามอะไรมากนัก   แต่เตรียมใจอยู่ลึก ๆ ว่าเจ้าสองตัวแสนซนนั้นจะนำพาความเหนื่อยล้ามาสู่พี่ป้าน้าอาอยู่มากโข    เพราะพวกเขามักจะติดสอยห้อยตามกับใครก็ได้ที่เขาคิดว่ามี "ความสนุก"  รออยู่ในวิถีทางนั้น

 

และนั่นคือปรากฏการณ์ที่หลายท่านพลอยต้องเป็น "พี่เลี้ยงจำเป็น"  ไปโดยปริยาย    เดี๋ยวนั่งตัก  เดี๋ยวปีนป่ายไปตามหัว, หลัง, ไหล่  บ้างก็บังคับให้พาไปโน่นไปนี่   -  กินโน่นกินนี่   หรือแม้แต่การพร่ำถามอย่างไม่รู้จบในเรื่องที่เขาอยากรับรู้  ...

 

 

 

ผมอยากให้พวกเขาได้รับรู้ว่า   ไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่มี "ตัวตน"  อยู่ในวิถีแห่งมิตรภาพเช่นนี้  แต่พวกเขาทั้งสามก็เป็นส่วนหนึ่งของผมและมี "ตัวตน"  ที่ชัดเจนในเวทีนี้เหมือนกัน  ...   ผมอยากให้เขาได้รับรู้ว่า  เพราะอะไรผมถึงพาตัวเองออกมาแสวงหาความสุขในเวทีเช่นนี้    และเพราะอะไรผมถึงมั่นใจใน พลังแห่งปัญญาและมิตรภาพจากเวทีนี้อย่างมากมายก่ายกอง  โดยไม่ลังเล  หรือแม้แต่เคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า -

 

ซึ่งบัดนี้เขาก็คงได้รับคำตอบเหล่านี้บ้างแล้ว ...

  

 

บ่อยครั้งที่ลูกชายถามว่า   ผู้นี่เป็นไผ๋ ?   เพิ่นมาแต่ไส ?    เพิ่นคือฮู้จักดิน ?   หรือแม้แต่  "บ่กล้าเว้ากับเพิ่น !"

 

ส่วนคุณแม่นั้น   เสียดายที่เธอยังไม่มีโอกาสเข้าก๊วนอย่างเต็มที่   เพราะพันธะใน "โลกแคบ"  อันทรงพลังของความเป็นแม่บ้านได้จองจำให้เธอพะวงอยู่กับวีรกรรมของลูก ๆ ....  และผมก็เห็นใจเธออย่างมาก   เพราะวีรกรรมแสนซนของลูก ๆ  ก็ดูจะเกิดขึ้นถี่ครั้งอย่างไร้กระบวนท่า

 

 

 

 

จะว่าไปแล้ว,  ผมไม่สามารถเดินทางอย่างมีตัวตนในวิถีแห่งการงาน  หรือแม้แต่การไม่สามารถหยัดยืนอย่างมีพลังในโลก G2K  ถ้าปราศจากการให้โอกาสจากคนของความรักทั้งสามชีวิตนี้....

 

นี่คือบันทึกที่เขียนขึ้นเพื่อขอบคุณคนของความรักจากครอบครัวของผม   และขอบพระคุณคนของความรักแห่ง G2K  ที่กรุณาให้เวทีอย่างมีตัวตนต่อคนของความรักทั้งสามชีวิต !

ขณะเดียวกันก็ขออภัยหากวีรกรรมทั้งปวงของเจ้าตัวเล็กจะโลดแล่นผ่านเข้าสู่วิถีของมิ่งมิตรอย่างไม่ควรจะเป็น  ...

 

 

(ป้าหมู :  คนใจดีที่สองหนุ่มหลงรัก !)

 

ผมหวังแต่เพียงว่า  วีรกรรมทั้งปวงนั้น  จะพ่ายพังไปต่อมิตรภาพระหว่างเรา   และภาพแห่งความดีงามของทุกคน ณ ที่นั่นจะเป็นเป็นต้นทุนที่ดีสำหรับเขาในการมองโลกและชีวิตสืบไป

 

.....

ด้วยคำขอบคุณและขออภัย ....

 

 

(ก่อกองหมอน ไม่ใช่ก่อกองทราย... และรถถังที่ลุงเอกเอามาฝาก)