๑๙ ต.ค. ๒๕๕๐
“เปิด”
เที่ยงคืน ห้าสิบนาทีเวลาประเทศไทยของวันที่ ๑๙ ต.ค. ๒๕๕๐ แล้วเที่ยวบินแรกในรอบสามปีของผมก็ทะยานออกจากเมืองไทยไปฟุกุโอกะ
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะกลายเป็นวันที่ ๑๙ ต.ค. คุณพ่อคุณแม่ก็มาส่งผมที่สนามบินไม่ต่างกับยามเมื่อผมเข้าโรงเรียนอนุบาลใหม่ ๆ (ก็แน่หละเราเพิ่งจะสามขวบนี่นา คุณพ่อคุณแม่คงคิดแบบนั้นกระมัง) ใจนึงอดจะแอบขำตัวเองไม่ได้ว่าโตจนโข่งและหัวเหม่งป่านนี้แล้วก็ยังมาส่งอีก แต่อีกใจก็ออกจะดีใจไม่ได้ที่ท่านมาส่งแม้ว่าท่านอ้างว่าไม่เคยมาสนามบินสุวรรณภูมิ เลยจะขอมาเปิดหูเปิดตาถ่ายรูปติดกล้องหน่อยก็แล้วกัน. (รู้ทันครับ)
ถ้าใครสักคนมาถามผมว่าจะตามหารักแท้จากที่ใดในโลกนี้ได้บ้าง ?...ผมคงตอบไปเลยว่าไม่ต้องไปตามหาจากที่ไหนไกลเลย...อยู่ใกล้ ๆ ก็คือความรักของพ่อกับแม่ที่มีต่อลูกนี่เอง ไม่เคยสูญ ไม่เคยจางหาย หรือเรียกร้องอันใดเลย ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักกัน
ฝากกระเป๋ากับคุณเล็ก คุณเจนเจ้าหน้าที่ภาคสนามของทางสยามราชและบ้ายบายคุณพ่อคุณแม่เป็นที่เรียบร้อย ไม่นานนักผมก็ได้พบกับสหายร่วมการเดินทางครั้งนี้ทีละคน ๆ เริ่มต้นกับการโบกมือหยอย ๆ จากน้องสาวเจป๊อปอารมณ์ดีของพวกเราน้องเก๋ แล้วทยอยมาด้วยพี่ ๆ กลุ่ม ATC พี่ลอย พี่ทิพย์ ที่รู้จักตอนจิบน้ำชาครั้งที่สิบมารวมเป็น PTT Group ชาวปูนฯและครอบครัวมาโดยพี่ก๊อปทวีศิลป์ พี่แหม่ม พี่ส้ม พี่ยอด พี่อ้อม พี่ช้าง และพี่ดำ อจ.วรภัทรและครอบครัวพี่อ้อม น้องอาย น้องอิ่ม มิตรสหายชาว Gotoknow นำโดยอ.แป๋ว อ.แพนด้า อ.พรรณี อ.รัก พี่เปี๊ยกกับพี่นุชสหายธรรมที่มาจากงานจิบน้ำชาครั้งที่สิบที่ผ่านมา และที่ขาดไม่ได้คือไกด์เป็ดของพวกเรา
ทุกคนก็ยังแลดูคึกคัก และอารมณ์ดี แสดงความกระตือรือร้นและพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งนี้ ผมแอบสังเกตได้กับประกายตาที่ยังแวววาวไม่มีวี่แววว่าจะง่วงหงาวหาวนอนของแต่ละคน แม้ว่าจะดึกดื่นจวนจะเที่ยงคืนก็ตาม
จะเริ่มออกโบยบินเราก็มีด่านทดสอบจิตใจกันนิดหน่อยกับคิวที่ยาวเหยียดของคนที่ ต.ม. มาดูจิตดูใจ ว่าจะแกว่งไปแกว่งมาอันเนื่องด้วยความหงุดหงิดเกิดขึ้นไหมในการรอคอยครั้งนี้แค่ไหน !?
ผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงก็ผ่านด่านนี้ไปได้อย่างชิว ๆ ใช้เวลาไม่สั้นไม่ยาวเท่าไหร่ อาจจะเพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เข้าต.ม.ที่สนามบินครั้งนี้ของผมจึงไม่ได้ตั้งนาฬิกาในใจว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ และอีกอย่างโดยส่วนตัวแล้วผมว่าเวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ สเกลของเวลาที่เราเห็นบนหน้าปัดนาฬิกาที่เคลื่อนไปนั้นมันสัมพัทธ์กับอารมณ์ อย่างเช่นมันมักจะเนิ่นนานเมื่อเรารอคอยและสั้นจ้อยเมื่อมันผ่านไป หรือยามเมื่อเราอยู่ในห้วงแห่งทุกข์มันมักจะเนิ่นนาน และเมื่อเราประสบสุขมันมักจะรวดเร็ว แต่ถ้าเรา“เปิดใจ”ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่เขาต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อมั่นใจว่าคนที่เดินทางออกจากประเทศนี้ไปจะไม่ก่อให้เกิดปัญญาทั้งในและนอกประเทศ เวลาที่สัมพัทธ์กับอารมณ์ที่เรามีนั้นก็จะผ่านไปอย่างไม่สั้นหรือยาวเท่าไหร่เลย มันสมเหตุสมผลด้วยกระบวนการของมันอย่างนี้เอง
ผมเสนอกับพี่ ๆ ที่คอยอยู่ในคิวด้วยว่าโลกใบนี้คงจะมีสิ่งที่เรียกว่า “บททดสอบจากสวรรค์”มาทดสอบเราอยู่เรื่อย ๆ ว่า”เปิดใจ”ที่จะเข้าใจธรรมชาติในเรื่องนั้น ๆ ดีหรือยัง? ถ้า “ยัง” เขาก็ส่งมาเรื่อย ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าวันหนึ่งเราจะเข้าใจ แล้วแบบทดสอบขั้นสูงขึ้นไปอีกก็จะปรากฏมาให้เราทำกันต่อไป
ผ่านด่านแรกไปเรียบร้อย (ด่านต่อไปจะเป็นอะไรน้อ?) เราก็ทะยานไปกับสายการบิน TG648 โดยใช้เวลาประมาณ ๕ ชั่วโมงเราก็ถึงสถานบินนานาชาติฟุกุโอกะเมื่อเวลาท้องถิ่นประมาณ ๘ โมงเช้า (เวลาเมืองไทยประมาณ ๖ โมงเช้าช้ากว่าที่ญี่ปุ่นประมาณ ๒ ชั่วโมง) อาจจะเป็นเพราะการเดินทางครั้งนี้นั้นเราบินค่อนข้างดึกและนั่งค่อนข้างนาน หนึ่งในสมาชิกรุ่นวัยทีนของพวกเราก็เกิดเมาเครื่องในขณะที่เครื่องลงจอดเสียได้ ขณะที่กำลังจะปฐมพยาบาลสมาชิกรุ่นวัยทีน ก็มีน้ำมิตรจากผู้โดยสารที่นั่งไม่ไกลจะน้องของเรามาหยิบยื่นให้ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกัน มาช่วยดูอาการ ปฐมพยาบาล อย่างไม่รังเกียจแต่อย่างใด
“อันความกรุณาปรานี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุลาลัยสู่แดนดิน"
(เวนิชวาณิช พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ ร.๖)
เมื่อแลดูเป็นที่เรียบร้อยดีแล้ว มิตรผู้ผ่านมาก็ดำเนินจากไปอย่างเงียบ ๆ ดั่งสายลมที่หวังดีที่พัดผ่านมาแล้วย่อมมีวันพัดผ่านไป ไม่ได้เพื่อสิ่งใดเป็นพิเศษเพียงพัดพาสายฝนแห่งความกรุณามาช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันเท่านั้น <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p> แล้วความสุขใจในความดีบังเกิดบนโลกใบนี้อีกดวงหนึ่ง (ปิ๊ง!) </p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>รับกระเป๋าปุ๊บก็เจอบัสซัง-โอนิชิม่าชายชาวญี่ปุ่นพื้นบ้านผิวคล้ำแสนสุภาพ พาขึ้นรถบัสบึ่งไปไหว้เจ้ากันก่อนที่ศาลเจ้าดาไซฟุ (Dazaifu) ซึ่งเป็นศาลเจ้าแบบชินโตเพื่อสักการะท่านมิชิเซน ซูกาวาระ (Sugawara no Michizane)เทพเจ้าแห่งการศึกษาเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยกันเสียหน่อย ก็เรามาเฮฮาศาสตร์ in Japan กันแล้วนี่นา มา Plearn ๆ (Play + Learn) กันที่นี่ แล้วก็ขอให้ท่านช่วยสนับสนุน และคุ้มครองให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีเกิดการเรียนรู้กันอย่างเต็มที่ตลอดการเดินทางนี้ด้วยเถิด สาธุ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>เนื่องด้วยท่านมิซิเซน ซูกาวาระเป็นเทพเจ้าแห่งการศึกษา เราจึงจะพบเห็นนักเรียนนักศึกษาต่างพากันมาสักการะท่าน โอ้…แม้กระทั่งชั้นเล็กจิ๋วสุดระดับอนุบาลก็มา!?<p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ในญี่ปุ่นมีศาลที่สักการะท่านทั่วไปหลายแห่ง โดยที่ ๆ เราไปสักการะนั้นเป็นศาลแรกที่สร้างขึ้นเพื่อสักการะท่านเมื่อประมาณต้นปี ค.ศ. ๙๐๐ โดยสร้างหลังจากที่ท่านได้ประสบปัญหาทางการเมืองจนย้ายกลับมาบ้านเกิด แล้วไม่นานนักท่านก็จากโลกนี้ไป <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แม้กายท่านอาจจะสูญสลายไปนานแล้วแต่ท่านยังคงอยู่ ด้วยคุณความดีที่ท่านได้ทำไว้ก็ทำให้ท่านไม่ได้ดับสูญไปจากใจชาวญี่ปุ่นเลย <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>จากวันนั้นถึงวันนี้ก็นับพันปีแล้วที่ผู้คนก็ได้ให้ความเคารพท่านเฉกเช่นเทพเจ้า คุณความดีที่ท่านมีนั้นได้กอร์ปเป็นกลิ่นหอมฟุ้งกระจายสู่ใจผองชนไม่รู้ลืบนับตั้งแต่นั้นตราบจนทุกวันนี้ดังโคลงโลกนิติที่ว่า </p><p>๏หอมกลิ่นดอกไม้ที่ นับถือ</p><p>หอมแต่ตามลมฤา กลับย้อน</p><p>หอมแห่งกลิ่นกล่าวคือ ศีลสัตย์ นี้นา</p><p>หอมสุดหอมสะท้อน ทั่วใกล้ไกลถึง๚ะ๛ </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">หลังจากนั้นเราก็นั่งรถไปทานข้าวแล้วเดินทางสู่เบปปุ (Beppu) ไปอาบน้ำแร่ (On-Sen) เพื่อเปิด…ใจกัน!?</p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p>เกาะที่เราบินมาเยี่ยมเยือนกันนั้นเรียกว่าเกาะคิวชู (Kyushu บางที่ให้เขียนว่า คีวชู เพื่อให้ออกเสียงได้ตรงกว่า) เป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสามของญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์หลักของเกาะนี้จะเป็นข้าว ชา ยาสูบ ไหม และมัน มีอุตสาหกรรมหนักอยู่บ้างโดยเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์และโลหะ มีศูนย์กลางความเจริญและการขนส่ง อยู่ที่ฟุกุโอกะ (Fukuoka) ที่มีสนามบินที่พวกเราเดินทางมาถึง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ญี่ปุ่นตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินไหว (Fire Ring) จึงมีบ่อน้ำพุร้อนเป็นผลิตผลเกิดขึ้นมากมาย เบปปุที่เราจะไปเยี่ยมเยือนนั้นเป็นบริเวณที่มีบ่อน้ำแร่ขึ้นชื่อที่สุดในญี่ปุ่น น้ำที่นี่ไปใช้เป็นน้ำประปาตามบ้าน มาที่นี่จะเห็นได้ว่าผิวพรรณ และสุขภาพของผู้คนที่นี่ดูดีมาก ๆ ต่างกับเราที่อยู่กับมลภาวะที่เราทำกันเอง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แวะเยี่ยมชมบ่อที่ดังของที่นี่สองในสามบ่อ เป็นบ่อโคลนเดือดปุด ๆ สีแดง (สงสัยจะมี ion ของเหล็ก) กับบ่อเดือดปุด ๆ สีฟ้า (สงสัยจะมี ion ของทองแดง)…แล้วเราก็ไปอาบน้ำแร่ (On-Sen) กันที่ Hyota On-Sen <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>การอาบน้ำในญี่ปุ่นนั้นเป็นการอาบน้ำรวม และต้องเปลื้องโล่งโจ้งหมด พอจะอนุญาตให้นำผ้าผืนเล็กเข้าไปได้สำหรับโปะหัวให้แช่มชื่น ในสมัยโบราณเขาให้อาบรวมหมดทั้งชายหญิง แต่เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ก็แยกชายแยกหญิง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>สำหรับคนไทยอย่างเรา… แค่นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำรวมกันก็แทบจะรู้สึกเขินอายจะแย่ ประสาอะไรกับโล่งโจ้งแบบนี้ แถมมีแบบ Outdoor อาบน้ำอาบลมแล้วห่มฟ้าด้วย (โอ้…วิดวิ้ว) <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาถึงหน้าห้องแล้วก็ต้อง ลุยโลด !? <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>รับกุญแจตู้เก็บของและอุปกรณ์การอาบน้ำประกอบด้วยผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ ผ้าสำหรับโปะหัวหรือขัดหลังผืนเล็ก และยูกาตะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “พวกเราชาวไทยพร้อมบุก On Sen ญี่ปุ่นเพื่อการเรียนรู้แล้ว… (เฮ้ !)” (ข้อความเมื่อครู่เป็นเสียงตะโกนในใจนะครับ) ท่านอาจารย์ไร้กรอบก็นำขบวนโล่งโจ้งไทยมุ่งสู่ห้องอาบน้ำด้านล่างเป็นท่านแรก ตามด้วยพี่ดำ พี่ก๊อป และท่าน ๆ อื่นมาติด ๆ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แล้วการเรียนรู้ใหม่ก็เกิดขึ้น !? <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>สำหรับผมการเรียนรู้ครั้งนี้ที่ได้รับก็คือการเปิดใจ เริ่มต้นจากการทำลายสิ่งที่เรียกว่ากำแพงในใจเราก่อน <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ในทริปนี้ที่ผมจะรู้จักกันบ้างก็จะเป็นพวกพี่ลอย พี่ทิพย์กับน้องเก๋ ที่รู้จักกันในงานจิบน้ำชาครั้งที่ ๑๐ แล้วก็ท่านอื่น ๆ แม้กระทั่งอาจารย์เองก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กันเท่าที่ควร <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>เมื่อโล่งโจ้งอาบน้ำไปเรื่อย ๆ ก็ออกจะเป็นที่น่าเบื่อหน่าย กระไรเสียไหน ๆ ก็เปิดตัวให้เห็นกันและกันอย่างเต็มที่ก็เปิดใจคุยกันอย่างซื่อ ๆ ไปเลย !? ไม่ต้องคิดโน่นนี่อะไร เห็นก็สักแต่เห็น ได้ยินก็สักแต่ได้ยิน รับรู้และแสดงออกไปตามธรรมชาติของมัน… <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>คุยกับพี่ก๊อป กับอาจารย์ กับท่านอื่นๆ ไปเรื่อย ๆ เอ่อ…มันก็ไม่มีอะไรนี่นา ตรงกันข้ามกับได้อะไร ?? เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันไปในตัวอีกต่างหาก…สนุกสนานเฮฮา… <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แล้วโลกใบนี้ของเราก็กว้างใหญ่ขึ้น กรอบกำแพงที่เราท่านมีอยู่ก็สูญสลาย !? <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ประสบการณ์ที่มีโอกาสอาบน้ำแร่ ชมท้องฟ้าสีฟ้าไปเนี่ย…มันแสนสุขสบายใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>และแล้วพวกเราก็รู้จักกัน สนิทกันยิ่งขึ้น !? <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ในชีวิตประจำวันของคนเมืองอย่างเรา…ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เรามีกำแพงที่มองไม่เห็นเพื่อธำรงรักษาสิ่งสมมติที่เราเรียกว่า”ตัวเรา” และบทบาทของเราในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรา (คิดว่า) เราเป็น เวลาที่เราจะมาพบปะติดต่อกันต้องเอากระไดมาพาดกำแพงเหล่านี้ให้ต่อกันเพื่อกระทำการใด ๆ ร่วมกัน <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือกำแพงที่เราสร้างเอาไว้เราคิดว่ามันเป็นเราไปด้วย และก่อให้มันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามหัวโขน หรือบทบาทที่เราเป็นจนกระทั่งบดบังตาของเรา หูของเรา ประสาทรับรู้ของเราตามความเป็นจริง แต่รับรู้แต่สิ่งที่เราอยู่ในกำแพงอยากให้มันเป็นไป หรืออยากรับรู้ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ในการอาบน้ำแร่นี้เราก็มีเรื่องเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งก็คือเราไม่ได้สังเกตอะไรให้ดีพอ หรือทำการบ้านเกี่ยวกับสถานที่ที่เรามาเยี่ยมเยือนน้อยไปน้อยเกินไป เป็นเหตุให้เราได้ไปอาบบ่อเดียวกับยากูซ่า (รอยสักสีพร้อยเต็มหลังเลยคร้าบ) <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>เมื่อกลับมาขึ้นรถแล้ว ไกด์เป็ดบอกว่าสำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วยากูซ่าถือว่าเป็นตัวโชคร้ายของพวกเขาทีเดียว แล้วเล่าประสบการณ์ของเพื่อนเขาที่โชคร้ายที่ไปมีเรื่องกับยากูซ่าเข้าจนต้องล่มจมไป ว่ากันว่าแม้กระทั่งเลข ๘ ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นอ่านพ้องเสียงคล้าย ๆ กับคำยะ ยังนับเป็นตัวเลขอัปมงคลของคนญี่ปุ่น ถ้ารถคนไหนมีเลข ๘ ลงท้ายเป็นไปได้ว่าเป็นรถของยากูซ่าเลยทีเดียว เวลาเรียกหรือกล่าวถึงคนกลุ่มนี้ เขาก็จะใช้คำอื่นที่หลีกเลี่ยงไปหรือพูดสั้น ๆ ว่า “ยะซัง” (อึยส์) <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>จะเป็นเพราะยากูซ่านั้นเห็นว่าเราไม่ใช่คนบ้านเขา แล้วไม่อยากให้บ้านเขาต้องเสื่อมเสียก็เลยไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือว่าท่าทางของพวกเราเหมือนแก๊งมาจากเมืองไทย เพียงยิ้มให้เล็ก ๆ แล้วขับรถ Alpha Romeo สีขาวมาโฉบใส่พวกเรานิดหน่อยเท่านั้น <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ถ้าเป็นอย่างแรกก็น่าจะนับถือว่าไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไรแต่ประโยชน์ส่วนรวมก็ต้องคำนึงเสมอ นี่เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้จากที่นี่ อย่างเช่นที่ On Senเขาก็ดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ก่อนที่จะลงอาบในบ่อก็ต้องอาบน้ำให้เรียบร้อยจึงลงได้ ยูกาตะต้องใช้ของเขาเพื่อรักษาความสะอาด หรืออาหารที่นี่ไม่ต้องมีอย. มารับรองเหมือนบ้านเราเพราะว่าเขาคำนึงว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมานั้นต้องดีต่อผู้บริโภค มิเช่นนั้นก็ไม่ควรทำออกมา หากทำออกมาทั้งสังคมจะลงโทษอัปเปหิพวกเขาจนไม่อาจจะมีจุดยืนอยู่ร่วมในสังคมนี้ได้ ไม่ต้องรอกฎหมายหรือภาครัฐมาลงโทษเลย <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>ขึ้นมาจาก On Sen ก็เข้าห้องซาว์น่าอบไอน้ำแร่ แล้วไปหมกทรายร้อน… โอ้…เลือดลมเดินดีมาก ๆ เลย… ชักติดใจเสียแล้วสิ…ถ้ามีโอกาสจะมาลองอีกนะ… <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>จากนั้นเราก็แบกท้องอันแสนหิวของเราไปยังบ้านนา Natsumachi Green Home Stay ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มชาวบ้าน Natsumachi และได้ทานข้าวเย็นร่วมกันกับเจ้าของบ้านที่เราไปพัก <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>Natsumachi Green Home Stay เป็นการร่วมมือระหว่างชาวหมู่บ้าน Natsumachi กับกลุ่ม Green Home Stay โดยชาวบ้าน Natsumachi จะเป็นผู้จัดกลุ่มอาสาสมัครที่จะแบ่งพื้นที่ของบ้านเขามาเป็นที่พักให้กับพวกเรา ส่วนทาง Green Home Stay จะเป็น Organizer จัดหาและจัดโปรแกรมระหว่างที่มาพัก <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>การต้อนรับผ่านไปได้ด้วยดี พวกเราทำการจับฉลากกันว่าจะได้บ้านที่เจ้าบ้านเป็นแบบใด เจ้าบ้านแต่ละที่ก็จะแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ชาวนา ชาวไร่ มนุษย์เงินเดือน ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งเจ้าของกิจการ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>สำหรับผมจับฉลากได้บ้านครอบครัวคาวาโนะ มีพ่อใหญ่ (โอโต้ซัง) ผิวขาวรูปร่างผอมสูง ชื่อว่าซิมเปอิ แม่ใหญ่ (โอก้าซัง) ผิวขาวรูปร่างเล็กท้วม ชื่อว่าโทมิเอะโดยไปกับเพื่อนใหม่ที่รู้จักในการครั้งนี้นั่นก็คือพี่เปี๊ยกกับพี่นุชแฟนพี่เปี๊ยก <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>เริ่มต้นของการพบปะของพวกเราเป็นไปอย่างเงียบ ๆ พ่อใหญ่แม่ใหญ่แลดูเป็นเสือยิ้มยากแลดูเกร็ง ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเรามัวแต่พึงพาโพยภาษาไทยญี่ปุ่นที่แนบมาให้หรือเปล่า ? เราพบว่าบทสนทนาที่แนบมาให้น่าจะเป็นบทสนทนาสำหรับคนญี่ปุ่นไปเที่ยวเมืองไทยมากกว่าที่จะเป็นคนไทยมาเที่ยวญี่ปุ่น การสนทนาทำความรู้จักเลยไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่ พ่อใหญ่ถึงกับพูดโพลงมาว่าโอ้ ภาษาไทยทำไมมันยากอย่างนี้น้อ… <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าบ้านของพ่อใหญ่แม่ใหญ่ของเรานั้นทำนา แถมน่าจะเป็นชาวนาชั้นอ๋องเสียด้วยเพราะเวลาท่านพูดหรือแสดงถึงอาชีพของเขานั้น ปรากฏรอยยิ้มพริ้มเพราขึ้นมาบนใบหน้าทีเดียว พอออกนอกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการเกษตรแล้ว พ่อใหญ่แม่ใหญ่ของเราก็ไม่รู้จะทำอะไรดี โอ้…มนุษย์เงินเดือนในเมืองมาเจอบ้านนักปฏิบัติอย่างที่อยากเจอเข้าเสียแล้ว !? <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>หลังจากทานข้าวเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ทยอยแยกย้ายกันไปตามบ้านต่าง ๆ ของแต่ละคน เมื่อมาถึงบ้านเราก็พบว่าพ่อใหญ่แม่ใหญ่น่าจะเป็นชาวนาหรือเกษตกรชั้นอ๋องเป็นแน่แท้ เพราะแลเห็นกรอบรูปใส่ข่าวตัดเก็บเอาไว้ที่บ้าน เป็นรูปพ่อใหญ่แม่ใหญ่กับสวนต้นหอมหรือกุ้ยช่ายอะไรสักอย่าง มิน่าเล่าเวลาเรากินข้าวแล้วบอกว่าอร่อยเขาถึงได้ยิ้มกริ่ม ก็ข้าวที่พวกเราทานเป็นผลิตผลของพวกเขานี่เอง !? <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>พ่อใหญ่กับแม่ใหญ่ดูท่ายังไม่ยอมแพ้ที่จะหาเรื่องพูดคุยกับเราให้ได้ เลยพยายามส่ง highlight ประจำบ้านที่เขาภูมิใจออกมานั่นก็คือหลานสาวของเขาแต่เสียดายเรามากันดึกก็เลยหลับไปเสียก่อน พวกเราก็ส่งสัญญาณว่าไม่เป็นไร <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>แต่ถึงอย่างแม้สาวน้อยที่สุดของบ้านจะไม่สามารถมาได้ เราก็ได้สาวใหญ่ที่สุดของบ้านมาเป็น PR ของบ้านแทนก็คือคุณย่านั่นเอง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>พวกเราไม่รู้ว่าคุณย่าอายุเท่าไหร่ ถ้าอายุของพ่อใหญ่แม่ใหญ่ประมาณ ๖๐ ปี คุณย่าก็น่าจะประมาณ ๘๐ ปีขึ้นไปเป็นแน่แท้ ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะพวกเราเห็นประกาศเป็นภาพคุณปู่กับคุณย่าโดยคุณปู่ใส่ชุดทหารสมัยสงครามโลก…โอ้…คนญี่ปุ่นนี่ช่างอายุยืนจริง ๆ <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
สวัสดีครับคุณนายแมวเหมียว
ดูจิตในออนเซนกับคนรู้จัก ผมว่าเป็นการฝึกจิตขั้นสูงเชียวหละ เพราะวัดใจกันจริงๆ อิอิ
เห็นด้วยกับคุณกบค่ะ...
ทุกอย่างเคลื่อนด้วยใจ...
จังหวะนั้นเห็นสิ่งที่เขย่าใจได้ดีคร้าบ...
แมวเหมียว น่ารักจังค่ะ นำมาฝาก 1 ตัว
ขอบคุณมากสำหรับรูปแมวเหมียวคร้าบ...
ทำลาย กำแพงในใจ แล้ว มีอะไรดีๆ เข้ามาให้เราได้เรียนรู้เยอะจริงๆ