วันนี้ผมได้มีโอกาสฟังรายการเกี่ยวกับการศึกษา แล้วมีการนำเสนอให้แยกเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน ออกจากกัน เวลาผมได้ยินประโยคนี้ ทีไรผมจะรู้สึกคัดค้านในหัวทุกครั้งเสมอ....ทั้งๆที่ผมก็เคยเรียนอยู่ห้องเด็กเก่งมาก่อน แล้วคุณหล่ะครับ คิดอย่างไร

สวัสดีครับทุกท่าน

        ผมเคยเขียนบทความนี้ไว้นะครับ มีลูกอยากให้เรียนกับครูเก่งๆ พอลูกเรียนเก่งๆแต่กลับให้เรียนอย่างอื่น แล้วจะหาครูเก่งๆ ที่ไหนครับ เขียนไว้แล้วอย่างนั้น และมีคำตอบจากหลายๆ ท่าน ได้แนวคิดเยอะแยะมากมายครับ วันนี้ผมมีคำตอบตัวอย่าง และแนวทางมาลองดูนะครับ คุณช่วยวิจารณ์ด้วยนะครับ ถึงความเป็นไปได้ครับ

        วันนี้ผมได้มีโอกาสฟังรายการเกี่ยวกับการศึกษา แล้วมีการนำเสนอให้แยกเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน ออกจากกัน เวลาผมได้ยินประโยคนี้ ทีไรผมจะรู้สึกคัดค้านในหัวทุกครั้งเสมอ....ทั้งๆที่ผมก็เคยเรียนอยู่ห้องเด็กเก่งมาก่อน แล้วคุณหล่ะครับ คิดอย่างไร

        ผมมีแนวคิดอย่างนี้นะครับ ร่วมวิจารณ์กันด้วยนะครับ วิจารณ์ให้ผมหน้าแหกไปเลยนะครับ เพราะผมเองเกิดมายังไม่เคยสอน อนุบาลและประถมนะครับ....

ข้อสมมุติเบื้องต้นที่ผมมองเด็ก

  1. เด็กที่มาเรียนในอนุบาล ประถม ส่วนใหญ่เป็นเด็กในบริเวณเดียวกัน ส่วนใหญ่จะใกล้ๆ บ้าน

  2. เด็กทุกคนที่มาจากแต่ละครอบครัว ไม่ค่อยแตกต่างกันมากเรื่องความคิด เด็กบริสุทธิ์ มีความคิดดีๆ เน้นการให้ผู้อื่นสูง

  3. การสอนในระดับประถม ในจังหวัดเดียวกัน ไม่น่าจะแตกต่างกันมาก

ผมมีความเชื่อว่าเด็กในแต่ละห้อง จะมีคนหัวไว หัวปานกลาง และคิดช้า ผสมกันไป เป็นเรื่องธรรมดา

  • เด็กหัวไวอาจจะคิดได้เร็ว ทันใจ ตอบครูได้รวดเร็ว ก่อนเด็กหัวปานกลาง และเด็กคิดช้า

  • หากมองในด้านของครูผู้สอน อาจจะลำบากใจที่จะทำอย่างไรในการขับเคลื่อนเด็กในห้องให้ไปด้วยกันทั้งชั้นได้ โดยที่เด็กเก่งไม่สร้างปัญหา ไม่รู้สึกว่าน่าเบื่อ เด็กปานกลางก็ไปได้ และเด็กคิดช้าก็ตามได้ทัน (เหตุนี้หรือเปล่าที่คุณมองว่า จะทำให้การสอนมีปัญหา หากเป็นเหตุนี้อย่างเดียวผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่จะต้องแยกเด็กในการสอน ผมมองว่าครูมองทางแก้ปัญหาง่ายเกินไป)

  • ทางที่ผมมองก็คือว่า

  • ทำอย่างไรที่จะปลูก เด็กเก่งหัวไวเหล่านี้ ให้เป็นผู้ให้ โดยให้คิดว่าตัวเองเป็นคุณครูด้วย คุณครูในห้องอาจจะมีกุศโลบายให้เป็นคุณครู ในวิชาต่างๆ ในห้อง ทำให้เด็กอยากสอนด้วย ใครให้เป็นครู ก็สอนเพื่อนได้ด้วย ก็มีการฝึกให้เด็กสอนให้กันและกัน เน้นการถ่ายทอด ดูว่าเค้ามีเทคนิคการถ่ายทอดอย่างไร ที่ทำให้เค้าคิดได้ไว และรวดเร็วนัก แล้วเริ่มปลูกเด็กให้รู้จักการถ่ายทอดให้หมดเลยครับ  สมมุติว่าในห้องเรียนนั้นมีเด็กอยากจะเป็นครูทุกคนเลย คุณคิดว่ามีข้อเสียอะไรบ้างไหมครับ ผมมองว่าเป็นข้อดีเสียอีกครับ เพราะทุกสาขาอาชีพเราต้องการคนถ่ายทอดเป็น

  • เทคนิคในห้องอาจจะใช้กระบวนการแบ่งกลุ่มแล้วให้มีคุณครูน้อย ในกลุ่มต่างๆ มีการฝึกให้เกิดการแบ่งปัน มีการให้ซึ่งกันและกันโดยเฉพาะการให้ความรู้ ถ่ายทอดในสิ่งที่ตัวเองรู้ หรือว่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มย่อยนั่นหล่ะครับ ทำกันมาตั้งแต่เด็กครับ เพราะการถ่ายทอดต้องเรียนรู้และสะสมด้วยครับ ประสบการณ์ชั่วโมงบิน ก็สำคัญมากๆ ครับ

  • จะเห็นว่าเด็กจะกล้าแสดงออก เพราะได้มีโอกาสไปยืนหน้าชั้น ในการสอนเพื่อนๆ จะไม่เขินอายแน่ๆ อาจจะมีการฝึกให้วนเวียนกันสอน ฝึกต่อเนื่องๆ มาเรื่อยๆ ทุกชั้นเรียน อาจจะมีวิชายุวครู ก็ได้ (ห้าๆๆ ผมตั้งมั่วๆ เอานะครับ)

  • กิจกรรมในชั้นเรียนในการฝึกเด็กให้รู้จักถ่ายทอด เป็นผู้ให้ และเป็นครูน้อย น่าจะส่งผลต่อการเป็นครูของเด็กในอนาคตได้ หากเด็กเปลี่ยนแนวทาง แต่เด็กมีการถ่ายทอดที่ดี น่าจะส่งผลให้เด็กคนนั้น ไปอยู่ที่ไหนสาขาอะไร ก็น่าจะเป็นผู้ให้และถ่ายทอดได้ดีเช่นกัน เราเน้นคนถ่ายทอดเป็น ครูที่ถ่ายทอดเป็น เก่งฝึกเอาได้ สำหรับเรื่องความดี อันนี้ต้องเสริมมาอยู่แล้ว เป็นผู้ให้ก็ต้องเข้าใจผู้รับอยู่แล้ว....

  • คุณคิดว่าจะมีความเป็นไปได้กว่าจะแยกเด็กออกเป็นเกรดๆ ไหมครับ ในระดับอื่นๆ ที่มีการแยกเด็ก เช่น ม.ต้น ม.ปลาย ผมเองไม่เห็นด้วยเลย ผมคิดว่า เด็กเหล่านั้น เรียนผสมกันนี่หล่ะครับ ดีที่สุด โดยมีการจัดห้องให้มีเด็กผสมกัน แล้วมีการถ่ายทอดให้ถึงกัน โดยพื้นฐานเด็กเก่งจะเป็นผู้ให้ด้วยเป็นสำคัญ

  • สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่า การปลูกหน่อครูดี ครูเก่ง น่าจะเกิดได้ เพื่อจะลบคำพูดที่ได้เขียนเอาไว้ในบทความด้านบน ที่บอกว่า มีลูกอยากให้เรียนกับครูเก่งๆ พอลูกเรียนเก่งๆแต่กลับให้เรียนอย่างอื่น แล้วจะหาครูเก่งๆ ที่ไหนครับ เพราะผมเชื่อว่า คนเก่งกับคนปานกลาง และคนคิดช้า ยังไง ก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมอยู่ดี เราต้องสร้างคนในสังคมให้สามารถเป็นผู้ให้ได้ และถ่ายทอดได้ โดยมีความดีเป็นฐานราก

  • แล้วเพิ่มแนวคิดนี้ ไปยังระดับ ม.ต้น ม. ปลาย ปวช. ปวส. เทคนิค กศน. นอกระบบ และชุมชน และอื่นๆ ที่มี

  • หากเด็กเข้ามาหาวิทยาลัย ก็ยิ่งควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะได้สอนให้กัน ผมเคยทำโครงการพี่สอนน้อง ให้เค้า คนที่ผมเคยให้มาร่วมสอนด้วยกันตอนนั้น เป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยเกือบหมดทุกคนเลยครับ

  • จัดกิจกรรมให้เกิด การให้ การถ่ายทอด จะทำให้เด็กสนุก และต่อเนื่องมา คุณไม่ต้องกลัวหรอกครับ ว่าเด็กจะไม่ได้ผ่านวิชา พื้นฐานในการถ่ายทอด เพราะหากพื้นฐานการถ่ายทอดเค้าดีมาแล้ว เค้าจะทำได้ดีเมื่อไปสอนจริงๆ ด้วย

  • ไม่รู้นะครับ ผมคิดเอาว่าเส้นทางนี้ น่าจะได้ครูดี และเก่งเพิ่มมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้เด็กจะไปเลือกเป็นหมอ วิศวกร หรืออะไรๆ ก็แล้วแต่ที่แฟชั่นเค้าฮิตกัน เค้าเหล่านั้นก็สามารถจะเป็นครูสอน หรือถ่ายทอดในสาขาของเค้าได้เช่นกัน

  • ทุกๆ สาขาต้องมีครูเสมอ.... เราต้องการคนถ่ายทอดเก่งไม่ใช่หรือครับ.... เก่งฝึกเอาได้เพราะ ครูต้องมีพรแสวงอยู่แล้วใช่ไหมครับ แล้วพรแสวงจะสำคัญกว่าพรสวรรค์ด้วยซ้ำไปครับ

  • วิธีการที่ผมเสนอนี้ อาจจะทำให้หลายๆ ท่านคิดแย้ง นะครับ ลองแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันดูนะครับ อาจจะได้แนวทางอะไรบางอย่างครับ

  ข้อคิดเห็นอื่นๆ.....

หากใช้แนวคิดนี้ ตั้งแต่แรกเริ่ม แล้วจัดการให้ดีโดยเน้นแนวหลักการ ยุวครู หรือ ครูน้อย ตั้งแต่ประถม จนถึง มัธยมปลาย หรือสูงถึงระดับอุดมศึกษา คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดไหมครับ

  1. การทำงานร่วมกันเป็นทีม ในสังคม เช่น การกีฬาทีมเช่น ฟุตบอล หรือการวิจัยแบบบูรณาการในปัญหาใหญ่ร่วมกันเป็นทีมงาน จะเกิดได้ไหม ครับ

  2. ได้ครูดีและเก่งมากขึ้นไหม หากหลายๆ คนอยากเป็นครูมาจากแนวคิดเบื้องต้น การที่ทำให้เด็กอยากเป็นครูมากๆ น่าจะดีกว่า การที่จะให้เด็กที่ไม่รู้เลือกอะไรแล้วห้อยท้ายครู เอาไว้

  3. เป็นการฝึกท้าทายเทคนิคการสอน ฝึกการถ่ายทอดผู้เป็นครูให้ท้าทายมากขึ้น ในการสอนอย่างไรให้เด็กเข้าใจไปด้วยกันได้

  4. เกิดการบูรณาการของคนรวมกัน เพราะคนเก่งที่ว่าหัวไว นั่นใช่ว่าจะเก่งไปทุกเรื่อง นั่นคือ จะทำให้มีการถ่ายเทความสามารถทางด้านอื่นๆ เช่นคนเรียนไม่เก่ง แต่เก่งทางด้านทักษะทางด้านอื่นแทน เพราะสังคมใหญ่ นั้นต้องบูรณาการคนเข้าด้วยกัน ให้ทำงานด้วยกันได้ ในทุกระดับองค์กร หรือภาคส่วน

  5. ประเทศเราต้องการคนเก่งมากๆ จริงหรือครับ เก่งแล้วไม่สนใจสังคม เก่งแล้วไม่สนใจคนไม่เก่ง หรือไม่สนใจคนอื่น หรือครับ หากเราไม่ต้องการแบบนั้น จำเป็นด้วยหรือที่จะแยกเค้าออกจากกัน

  6. อื่นๆ เชิญท่านบรรเลง.....ครับ

 หมายเหตุเสริม....ข้อควรทำพื้นฐาน

     ทั้งนี้และทั้งนั้น เด็กจะต้องมีพื้นฐานที่ดีมาจากทางครอบครัว คือครอบครัวอบอุ่น (จากพี่กมลวัลย์) และครอบครัวต้องให้ความสำคัญในการกรองสิ่งไม่ดีจากสื่อออกให้เด็กบ้าง เช่นจากทีวี รายการทีวีน้ำเน่า (จากคุณ Conductor) เพราะครอบครัวเป็นผู้เริ่มต้นการฉีดภูมิคุ้มกันเข็มแรกเข็มใหญ่ให้กับเด็กครับ หากจะให้ลูกได้ดีจริง ตลอดจนครอบครัวจะต้องไม่บังคัญให้เด็กเรียนนั่นเรียนนี่ ต้องให้อิสระในการเรียนรู้ แล้วต้องไม่ทำลาย หน่อจินตนาการ ของเด็กด้วยคำว่า อย่า (จากคุณเบิร์ด) และอื่นๆ อีกมากๆ มาย ครอบครัวต้องคิด และทำการบ้านนี้ ก่อนจะคลอดลูกออกมา หากจะให้ดี ต้องทำวิจัยกันตอนที่กำลังจีบกันก่อนจะมาเป็นพ่อแม่คนก็ดีครับ อิๆ

มี สามเหลี่ยมทรงพลัง มาฝากครับ

There is no such a thing like students who fail, there is only school or teacher who fail students

ไม่มีอีกแล้วสำหรับนักเรียนที่ล้มเหลว มีแต่โรงเรียนหรือครูที่ทำให้เด็กล้มเหลว

 จากที่คุณหมอสกล ให้ความเห็นไว้ด้านล่างนั้น ทำให้อยากเขียนคำคมกับเค้ามั่งครับ  แบบเลียนแบบ และอยู่ตามหลักการของ สามเหลี่ยมทรงพลัง ด้านบน ดังนี้ครับ

ไม่มีเด็กที่ไหนจะล้มเหลว มีแต่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนเท่านั้นที่จะทำให้เด็กล้มเหลว

อิๆ  เขียนสนุกๆ นะครับ เลียนแบบคนดังครับ

บทความ ภูมิคุ้มกัน เชิญที่นี่ครับ สภาการศึกษา G2K : ไวรัสร้ายที่ทุกคนต้องระวัง "ภูมิคุ้มกันชุมชนบกพร่อง"

ขอบคุณมากๆ นะครับ ยินดีสำหรับทุกความเห็นต่างๆ นะครับ

เม้ง สมพร ช่วยอารีย์