ในบันทึกของผมก่อนหน้านี้มีการกล่าวถึงบุคคลที่สังคมรู้จักกันในนามว่า "ราษฎรอาวุโส" อยู่หลายหน และเห็นได้ชัดว่าผมไม่ได้รู้สึกดีกับบุคคลนี้มากนัก

แต่ก็มีคนมาให้ความเห็นในบันทึกผมโดยนึกว่าผมหมายถึง "ผู้อาวุโส" ทุกท่าน

ผมขอโทษจริงๆ ผมคงต้องเขียนชัดเจนมากกว่านี้ แต่ก็ด้วยเหตุผลบางอย่างผมก็ไม่อยากระบุชื่อตรงๆ ครับ

ผมต้องขอเรียนว่า ผมไม่ได้หมายถึงอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่หนังสือพิมพ์พยายามเรียกว่า "ราษฎรอาวุโส" แต่ท่านไม่ยอมรับกับ "คำเรียก" นี้ครับ

ผมทราบว่า "ผู้ใหญ่" หลายท่านนั้นทำงานหนักมาก อุทิศชีวิตและกำลังการทำงานเพื่อสังคมเพื่อบุคคลอื่นอย่างใหญ่หลวงทีเดียว และท่านเหล่านั้นผมเคารพอย่างยิ่งครับ

แต่ผมมีทัศนคติที่ไม่ดีกับ "ราษฎรอาวุโส" เพียงท่านเดียวเท่านั้นครับ

มีคนที่ยอมรับตำแหน่ง "ราษฎรอาวุโส" อย่างหน้าชื่นตาบานจากหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่เมื่อเราสืบประวัติแล้วจะพบว่างานที่เคยทำนั้น ไม่ใช่เป็น "งานของตัวเอง" ครับ แต่เป็น "งานที่อยู่บนฐานการทำงานของคนอื่น" ทั้งนั้นครับ

งานที่ทำเองมีอย่างเดียวคือ "เขียน" บทความสั้นๆ ไปลงหนังสือพิมพ์บ้าง หรือตามที่ต่างๆ ที่มีคนอ่านเยอะ โดยใช้ "สายสัมพันธ์" ที่ท่านมี

เพื่อทำตัวว่า ฉันเป็น "นักคิด" ฉันเป็น "นักปรัชญา" ของสังคม ดังนั้นฉันเลยไม่ต้องทำงาน ฉัน "คิด" อย่างเดียวก็พอแล้ว ส่วนใครจะทำก็ทำไป ถ้างานสำเร็จผลงานก็เป็นของฉัน

เรียกว่า "เอาหน้า" จากคนอื่นจนได้ดีครับ

ท่านเป็นคนฉลาดในสามประการด้วยกัน

หนึ่ง ฉลาดที่จะไม่ทำงานเอง เพราะไม่ต้องรับข้อผิดพลาด

สอง ฉลาดที่จะ take credit อย่างงามเมื่องานประสบความสำเร็จ แต่ต้อง take โดยคนทำงานไม่รู้ตัว โดยคนทำงาน "ใส่พาน" ให้ด้วยซ้ำ เรื่องนี้เป็นความฉลาดในเชิงจิตวิทยา มีความสามารถเชื่อมโยงงานที่เขาทำสำเร็จแล้วมาสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองเขียน

และ สาม ฉลาดที่จะหลีกเลี่ยงความผิดเมื่องานไม่ประสบความสำเร็จ ในลักษณะว่า "ผมบอกแล้วให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่เชื่อผมเลยไม่ประสบความสำเร็จ..." พร้อมกับอ้างคำพระตบท้ายอีกหลายคำ การอ้างคำพระนี่ก็เป็นยุทธวิธีเชิงจิตวิทยาในการเลี่ยงความผิดที่สวยงามอีกเช่นกัน

แต่ในขณะเดียวกันก็รักษาฐานอำนาจของตัวเองด้วยการเป็นกรรมการในหน่วยงานให้ทุนที่สำคัญต่างๆ ไว้ เพื่อให้นักวิชาการและคนทำงานเพื่อสังคม "ยกย่อง"

ซึ่งเมื่อนักวิชาการและคนทำงานเพื่อสังคม "ยกย่อง" แล้ว ก็จะส่งผลกระทบต่อทำให้สังคมที่กลุ่มคนเหล่านี้ไปมีสัมพันธ์ด้วย "ยกย่อง" ต่อไปอีก แล้วก็จะได้ "เชิญ" เป็นกรรมการในชุดที่มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น

ทั้งนี้โดยมี "หนังสือพิมพ์" คอยโฆษณาท่านเป็นระยะประกอบ โดยท่านทำงานเป็น "แหล่งความเห็นแบบที่หนังสือพิมพ์ต้องการ" ให้แก่หนังสือพิมพ์เป็นการทดแทน

เป็นลูกต่อเนื่องที่ "เนียน" มาก เพราะความ "ยกย่อง" ในสังคมนั้นจะต่อเนื่องเป็นปิรามิดกลับหัว และด้วยการที่เป็นปิรามิดกลับหัวนั้น ก็จะไม่มีใครเสียเวลาขุดหา "ราก" ของมัน

เป็นความฉลาดระดับลึกซึ้งทีเดียว

บุคคลที่ผมกล่าวถึงนี้ ไม่ค่อยมีใครแน่ใจว่า "ราก" ของท่านคืออะไร และเป็น "ราก" ที่ "พิเศษ" กว่าท่านผู้อาวุโสผู้ผ่านการทำงานจริงคนอื่นๆ มากแค่ไหน ถึงท่านยอมรับการเป็น "ราษฎรอาวุโส" ในขณะที่ผู้อาวุโสคนอื่นไม่ยอมรับ แต่ทุกคนแน่ใจว่าได้อ่านสิ่งที่ท่าน "เขียน" ที่โน่นบ้างที่นี่บ้างทั่วไป คนก็รู้สึกว่าท่านเป็น "คนดี" แน่นอน

ฉลาดมาก ฉลาด "เนียน" จริงๆ

แต่ผมไม่อยากเห็นคนฉลาดเยี่ยงบุคคลนี้เป็นตัวอย่างต่อเยาวชนรุ่นหลังครับ

ผมอยากเห็นเยาวชนรุ่นหลังชื่นชมคนทำงาน "จริง" ไม่ว่าจะเป็นฟันเฟืองเล็กหรือใหญ่ในสังคม ผมอยากเห็น "คน" ที่เป็นคน "จริง" ที่ทุ่มเทกับงานจนไม่มีเวลาบอกใครถึงงานที่ตัวเองทำ ได้รับการยกย่องจากสังคมบ้าง

ผมอยากเห็นสังคมยกย่อง "คนจริง" เหล่านี้ คนที่เป็น "กลไก" ที่แท้จริงที่ผลักดันให้สังคมเราอยู่ได้ ไม่ใช่คนที่ "เล่นการเมืองภาคประชาชน" ไปวันๆ

อ่าน "คนดีวันละคน" ที่อาจารย์หมอวิจารณ์เขียนสิครับ ผมอ่านแล้วหนักใจมาก ท่านเหล่านั้นทำงานหนักมากกว่าท่าน "ราษฎรอาวุโส" ทั้งนั้นเลย แต่สังคมไม่รู้จักมากนัก เพราะท่านไม่มี connection กับหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์

มัวแต่เอาเวลาไปทำงาน ว่างั้นเถอะ

นานๆ ทีท่านเหล่านั้นจะได้มีงานเขียนบนหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ ซึ่งส่วนใหญ่ไปโผล่บน "หน้าหลัง" ไม่ใช่บน "หน้าหนึ่ง" อย่าง "ราษฎรอาวุโส" เสียด้วย

ตัวอย่างเช่น นานมาแล้วอาจารย์หมอวิจารณ์เคยเขียนเรื่อง "การจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาไข้หวัดนก" ปรากฎว่า "กรุงเทพธุรกิจ" เอาไปลงแถวๆ Classified โน่น ส่วนเรื่องที่ "ราษฎรอาวุโส" วิจารณ์คู่แข่งทางธุรกิจของเครือเนชั่นนั้นลงหน้าหนึ่ง (พร้อมรูปถ่ายครึ่งตัว) ในฉบับเดียวกัน

ไม่แปลกเลยที่ตอนหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่เป็นฐาน connection ของท่าน "ราษฎรอาวุโส" ถูก take over นั้น ท่านออกมาปกป้องสุดชีวิต

ต้องบอกกันหน่อย ว่าอาจารย์หมอวิจารณ์ไม่มีส่วนรู้เห็นในการเขียนบันทึกนี้ของผม และผมไม่ได้เขียนชื่นชมอาจารย์หมอวิจารณ์โดยการเปรียบเทียบกับ "ราษฎรอาวุโส" ผมแค่ยกตัวอย่างที่ผมจำได้แม่นเท่านั้นเอง

ตัวอย่างอื่นผมจำไม่แม่น เพราะถ้าผมไม่ได้รู้จักอาจารย์หมอวิจารณ์มาก่อน ผมก็คงไม่รู้หรอกว่าคนเขียนบทความเล็กๆ ที่อยู่ก่อนหน้า Classified นี่เป็นใครและผมคงไม่สนใจอ่านเท่าไหร่

ดังนั้นผมคงต้องเขียนถึง "ราษฎรอาวุโส" ท่านนี้บ้าง เพราะคงไม่มีใครกล้าเขียนถึงท่านในแง่ลบมากนัก ด้วยเหตุผลของ "อำนาจ" ที่ท่านวางกลไกไว้อย่างที่ผมอธิบายไว้ในความฉลาดสามข้อของท่าน

เรื่องนี้ผมอยากเขียนมานานแล้ว มากล้าเขียนก็ตอนนี้ละครับ

ถ้าเขียนก่อนหน้านี้เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมมีทัศนคติที่ไม่ดีกับท่านเพราะเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

ผมอยากเขียนเพราะไม่อยากให้ท่านลอยนวลมากเกินไป เดี๋ยวเด็กรุ่นหลังยึดท่านเป็นตัวอย่างกันหมด เพราะถ้าเป็อย่างนั้นแล้วใครจะทำงานให้ประเทศไทย ถ้าทุกคนอยากเป็น "นักวางกลยุทธ" อย่างเดียว

ผมไม่อยากเห็นค่านิยมว่าคนทำงานคือ "คนโง่" เพราะเป็นได้แค่ระดับ "คนทำงาน" ส่วน "คนฉลาด" นั้นไม่ต้องทำงานแต่เป็น "นักวางกลยุทธ" ไปไกลกว่านี้ครับ

ส่วน "ราษฎรอาวุโส" นั้น ถ้าท่านทราบว่าบุคคลนี้เป็นใคร บุคคลนี้คงต้องเริ่มปกป้องชื่อเสียงตัวเองด้วยการทำงานจริงอย่างที่คนอื่นทำบ้างครับ

หมายเหตุว่า "การเขียนบทความสั้นๆ ให้หนังสือพิมพ์" นั้นไม่เรียกว่าเป็นการทำงานครับ โดยเฉพาะถ้าฝันเอาโดยไม่ได้อยู่บนประสบการณ์จริงแล้ว ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "เพ้อเจ้อ" ไม่ว่าท่านจะใช้คำศัพท์ในการเขียนสวยแค่ไหนก็ตาม

หมายเหตุอีกทีว่า การเป็น "กรรมการ" เพื่อ "approve" ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำงานที่จะเอามาโฆษณาได้นะครับ ต้องเป็น "กรรมการ" ที่ "run" งานจริงครับ ถึงจะเอามาโฆษณาได้

ท่านต้องทำงานบ้างนะครับ และไม่ต้องกลัวความผิดพลาด เพราะคนทำงานจริงเขาผิดพลาดกันทั้งนั้น และไม่ใช่ผิดพลาดเพราะเขา "โง่" ด้วย

ลืมไป ท่านไม่ได้ใช้คำว่า "โง่" แต่ท่านใช้คำสวยกว่านี้ ชนิดว่าคนถูกด่าไม่รู้ตัว ยิ้มรับเฉยเลย

เฮ้อ.. หนักใจ

เรื่องที่ผมคิดในแง่ร้ายกับท่านอย่างนี้นั้นไม่น่ากลัวหรอก ผมมันแค่ loose cannon แต่สิ่งที่น่าสนใจคือไม่ใช่ผมคนเดียวที่คิดอย่างนี้นะสิครับ

ผมสังเกตว่าเริ่มมีคนรุ่นหลังที่สนใจว่าบุคคลนี้คือใครอย่างผม แต่แทนที่จะเชื่อไปเลยว่าเป็น "คนดี" ตามเขาบอกต่อกันมา กลับไปใช้เวลาค้นหาประวัติการทำงานของบุคคลนี้เพื่อที่จะเชื่อได้อย่างสนิทใจ แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่าบุคคลนี้ "กลวง" ครับ

ผิดหวังถึงขั้นต้องมาเขียนบันทึกนี้นั่นละครับ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ชื่อเสียงหากไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นฐานของการทำงานจริงแล้ว ไม่ยั่งยืน" ครับ