คนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ต่างกัน
ด้วยความสามารถต่างกัน
คนบางคนเกิดมาเพื่อ inspire ให้คนอื่นทำต่อ
เขาเรียกว่าวิบาก
ทุกอย่างเป็นเหตุ เป็นผล ที่ต่างคนต่างสร้างผูกพันกันมา
เกื้อกูลหนุนส่งกันมา มีเหตุให้ได้ช่วยเหลือกันอีก
ถ้าทั้งคนช่วย และคนถูกช่วย ต่างพึงพอใจ
ก็ไม่ใช่หน้าที่ของคนนอกที่จะต้องไปสงสัย วิจัย หรือ วิจารณ์
เพราะเรื่องกรรม และ เหตุปัจจัย ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ นอกจากพระพุทธเจ้า และเจ้าตัวเอง (ถ้าได้ปฏิบัติถึงขั้นที่จะรู้ได้)
ความไม่พอใจใด ๆ ที่เกิดขึ้นในใจของมนุษย์แต่ละคน เกิดจากอุปาทานขันธ์แค่นั้น คนที่ฝึกจิตแล้ว ก็จะรู้ว่า แท้จริงไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา หรือ เขา ล้วนมีแต่สิ่งสมมติ มีแต่รูปกับนาม ที่หมุนไปด้วยเหตุของกุศลหรืออกุศล
เชื่อจากการอ่านบทความของ "ราษฎรอาวุโส" ท่านนั้นว่า ท่านเองก็เข้าใจในเรื่องนี้ ดังนั้น ท่านจึงพยายามหมุนทุกโอกาสในปัจจุบันขณะเป็นกุศล โดยไม่ยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งรวมทั้งเสียงครหา
ส่วนความไม่พอใจ เกิดจากกิเลสตัวโทสะและโมหะประกอบกัน เป็นจิตอกุศลทั้งคู่ ก็คงตกอยู่กับผู้ที่คิดต่อไปในทุก ๆ ขณะจิตที่หวนคิดเรื่องนั้นเองอย่างช่วยไม่ได้
ความแตกต่างของจิตที่ฝึกแล้ว กับจิตที่ไม่ได้ฝึก อยู่ที่นี่เอง
ชีวิตคนเรานั้นเลือกได้ ว่าจะเลือกอยู่อย่างผู้ที่ได้ฝึกการเจริญสติให้รู้เท่าทันสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบกายใจตามความเป็นจริงแล้วหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง