ขอขอบคุณอาจารย์พงค์เทพเป็นอย่างมากที่กรุณาตักเตือนครับ
ต้องขอเรียนอาจารย์ว่าผมคิดอยู่นานทีเดียวว่าจะเขียนบันทึกนี้ออกมาดีหรือไม่ครับ
แต่เรื่องนี้ผมมีความเห็นมานานแล้วครับ คิดอยู่เสมอว่าต้องหาโอกาสเขียนออกมาเสียทีเพื่อแสดงจุดยืนของตัวเองครับ
มีคนหลายคนเข้าใจผิดว่าผมชื่นชมท่านครับ บางคนถึงขั้นช่วยคิดให้ว่างานทุกอย่างที่เราทำนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "งานเขียน" ของท่านทีเดียว
ผมเลยคิดว่าผมคงต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนเสียที
และคงไม่มีเวลาไหนเหมาะสมที่จะแสดงได้ชัดที่สุดเท่ากับตอนที่ท่านมีอำนาจที่สุดอย่างในตอนนี้แล้วครับ
ผมเชื่อว่าบันทึกนี้คงสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชมท่านอยู่ไม่มากก็น้อย แต่คนเราต่างใจต่างความคิดครับ และนี่คือข้อดีของ Freedom of Speech ครับ
"ท่าน" มีสิทธิ์เขียนวิจารณ์ใครต่อใครมากมายในหน้าหนึ่งของ "สื่อเก่า" (Old Media - Media 1.0) โดยผู้ที่ถูกท่านวิจารณ์นั้นไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง
วันนี้ "ท่าน" ถูกวิจารณ์ใน "สื่อใหม่" (New Media - Media 2.0) ที่มีต้นทุนเป็นศูนย์ ซึ่งถ้าบทวิจารณ์นี้โดนใจผู้อ่านก็จะถูกบอกต่อและส่งต่อไปโดยไม่มีต้นทุนจนมากพอที่จะกระทบถึงสถานะของ "ท่าน"
ถ้า "ท่าน" จะแย้งผมโดยการเขียนใน "สื่อเก่า" ข้อความนั้นก็จะไม่เข้ามาถึง "สื่อใหม่"
แต่ถ้า "ท่าน" จะแย้งผมโดยการเขียนใน "สื่อใหม่" สิทธิ์ในการเขียนของ "ท่าน" และผมเสมอกันครับ
สังเกตว่า "ท่าน" เป็น "เบอร์หนึ่ง" ใน "สื่อเก่า" แต่ใน "สื่อใหม่" นั้น "ท่าน" ไม่มีสิทธิ์เป็น "เบอร์หนึ่ง" โดยการตัดสินใจของ "นายทุน" อีกแล้วครับ
ใน "สื่อใหม่" นั้น "เบอร์หนึ่ง" ตัดสินใจโดยผู้รับสื่อทุกคน ("You" ตามคำนิยามของ Time Magazine) ครับ
In the New Media, nobody becomes somebody, and somebody becomes no one.
บันทึกนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ (incident) ของสงครามระหว่าง "สื่อใหม่" ต่อ "สื่อเก่า" ครับ