คิดว่าเจ้าของบล๊อกหลงประเด็นไปมาก
ประเด็นที่มาเขียนบอกมีแค่ว่า
กรรมนั้นอยู่ที่เจตนา
ถ้าเจตนาเป็นกุศล ทุกสิ่งที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกสูตรที่คิด ทุกจิตวิญญาณที่สัมผัส ย่อมเป็นกุศล
สิ่งที่ "ราษฎร" อาวุโส เคยได้สร้างวิบากผูกพันกันมากับผู้ที่ได้ "ร่วมงาน" ไม่ว่าคำว่า "งาน" จะถูกนิยามโดยความหมายใดในสมมติทางโลก ก็ย่อมเป็นวิบากที่เขาต่างสร้างกันมาเอง
มนุษย์นั้น ถนัดที่จะไปตีความ "เจตนา" ของผู้อื่น หากแต่ไม่เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของใจตนเอง หรือแม้นแต่ของความสัมพันธ์ของธรรมชาติอย่างที่มันเป็น
ดังนั้น สิ่งที่ตั้งใจจะมาเขียนบอก ก็คือ สิ่งใดที่เจ้าของบล๊อกมองเห็นในโลกนี้ ก็เพียงให้มอง กำหนดรู้ แบบ "สักแต่ว่า" แล้วก็ปล่อยวางเสีย
หากมีสิ่งใดที่ผู้อื่นทำด้วย อกุศลเจตนา อย่างที่เจ้าของบล๊อกหมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ กรรมย่อมทำหน้าที่ของมันเองอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกทั้งตอนนี้เจ้าของบล๊อกก็เกิดทั้งโมหะ และ โทสะครอบงำจนมองข้ามความเป็นจริงบางอย่าง
ระดับความลึกซึ้งและความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมชาติอย่างที่มันเป็นของ "ราษฎรอาวุโส" นั้น ถ้าไม่ได้มาจากกระบวนการ "ปฏิบัติจริง" มาก่อนจากภายในตนในระดับปัจเจก ย่อมไม่สามารถนำมาเสนอเป็นแนวทางให้ผู้อื่นนำไปประพฤติปฏิบัติต่อ และมีอีกหลายคนนำไปปฏิบัติต่อได้
แม้นแต่พระพุทธเจ้า ยังเคยทรงตรัสว่า ตถาคตทรงเป็นเพียง "ผู้บอกทาง"
เข้าใจว่า ผู้เขียนบล๊อกมีความยึดมั่นถือมั่นบางอย่างกับคำว่า "คนทำงาน" ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น
หากมีผู้ใดมีลักษณะไม่ตรงตามนั้น ผู้เขียนบล๊อกก็จะปฏิเสธ และเกิดความไม่พอใจ
การไปยึดมั่นถือมั่น ว่าสิ่งใดต้องเที่ยง ต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป รังแต่จะนำความทุกข์ใจมาแต่ให้ผู้ยึดมั่นถือมั่นนั้นเอง มิใช่หรือ?
ลองมองไปรอบตัว คนที่ออกมาเรียกร้อง แสดงความไม่พึงพอใจต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มักจะเป็นพวกที่มีแต่ความ "คาดหวัง" ว่าสิ่งนั้น "ต้อง" เป็นอย่างนี้ สิ่งนี้ "ต้อง" เป็นอย่างนั้น มิใช่หรือ
ไม่ลองมองไปที่คนที่เขา "เข้าใจ" ว่าทำไมทุก ๆ สิ่งมันจึงเป็นอย่างนั้น เป็นเช่นนี้ดูบ้างเล่า
คนที่เขา "เข้าใจ" แล้ว มันมีทุกอย่างแล้วในชีวิตจริง ๆ นะ
คำตอบก็มี
ความไม่เดือดร้อนใจก็มี
ต่างกับคนที่วุ่นวายร้อนใจคอยต้องหาคำตอบ คอยหาวิธี คอยถามคนนู้นคนนี้ คอยวิเคราะห์ วิจารณ์ วิจัย คอยหาที่พึ่งนอกตัวนัก?
ส่วนตัวไม่ได้สนผลประเด็นของราษฎรอาวุโส หรือ ประเด็นสื่อเก่า สื่อเก่า อะไร เท่ากับแนวคิดของเจ้าของบล๊อก ที่คิดว่าได้รับความเคารพนับถือในชุมชน "แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้" ของประเทศไทยแห่งนี้
เพราะถ้า "จะปกป้องคนรุ่นหลัง" จาก "การครอบงำ" ตามที่เจ้าของบล๊อกร่ายมาให้ได้ ก่อนอื่นเจ้าของบล๊อกต้องรู้วิธีฝึกใจให้ไม่กระเทือนเมื่อมีสิ่งใดมากระทบเสียก่อน
โดนครอบงำจากทั้งโมหะ และ โทสะ ไปกี่แสนโกฏิขณะจิตแล้วนั่น พระพุทธเจ้าบอกว่าเอานิ้วมือมาลัดกันหนึ่งที คือดีดนิ้วหนึ่งเปาะนี่แหละ จิตทำงานไปแล้วแสนโกฏิขณะ
และทุกขณะที่ไม่ได้มีตัวสัมมาสติไปกำกับรู้ เจ้าสองตัวนั้น ก็ต่อไปแล้วเรียบร้อย อีก ๗ ภพ ๗ ชาติ กับคนที่เจ้าของบล๊อกอาฆาตเขานั่นแหละ
เหตุเก่าก็ยังไม่รู้ แถมเหตุใหม่ก็ยังเพียรสร้าง อย่างนี้ต้องใช้เครื่องคิดเลขคอมพิวเตอร์คำนวณแล้วกระมังว่าต้องมาตามเกิดแล้วเกิดอีกด้วยจิตโมหะและโทสะนี้อีกกี่แสนโกฎิชาติ
ถ้าผู้เขียนบล๊อก สามารถกำหนดรู้ ความรู้สึกผิดหวัง ไม่พอใจ หรือสารพัดความรู้สึกเมื่อมีสิ่งใดมากระทบได้ แล้วเข้าใจธรรมชาติอย่างที่มันเป็น ก็จะมีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับการงานเป็นครูบาอาจารย์ทีตัวเองทำอยู่เพิ่มขึ้นอีกมาก นั่นก็คือ พรหมวิหาร ๔ นั่นเอง เพราะอย่าว่าแต่อุเบกขาเลย แม้นแต่จิตเมตตาให้อภัยต่อเพื่อนมนุษย์ก็ยังไม่มี คนมักโกรธนั้น ท่านมักให้เจริญเมตตาแก้ แต่กรณีนี้สงสัยต้องแนะนำให้ไปฝึกการเจริญสติก่อนเป็นปฐม จึงจะเอาอยู่