วันนี้วันเสาร์ แต่ตื่นตั้งแต่เช้าไปอบรมการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตที่คณะมาค่ะ

เคยเรียน CPR มาสองทีที่เมืองไทย แต่ถ้ามีใครเป็นอะไรไปต่อหน้าจริงๆก็ไม่รู้จะช่วยได้รึเปล่า

วันนี้นี่แหละค่ะ ที่เพิ่งจะกล้าพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีความเกร็งและกลัวแล้วค่ะ กล้าช่วยจริงๆ  ต้องชมครูฝึก

ระดับที่เรียนวันนี้เป็นแค่ระดับพื้นฐาน คือระดับ A ของ กาชาด (Canadian Red Cross)

  • Basic Life Support
  • Recovery position
  • Choking (abdominal thrusts)
  • CPR (a cycle = 2 breaths and 30 chest compressions)
  • Barrier device/pocket masks
  • AED (Automated External Defibrillator)

ได้ความรู้ใหม่ๆและ update มากมายค่ะ นอกจากหัวข้อข้างต้นแล้วครูฝึกทำงานประจำเป็นพนักงานดับเพลิง ก็เลยได้แถมความรู้เรื่องการหนีไฟมาเพิ่มด้วย

คงไม่บันทึกสรุปทั้งหมดแต่จะบันทึกคร่าวๆที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เครื่องกระตุกหัวใจ  (defibrillator)

----------------------------------------------------------------------- 

สิ่งที่ครูฝึกสนับสนุนให้ทุกคนมีคือ pocket - maskหน้ากากช่วยหายใจ (ดังรูปข้างล่าง ด้านซ้าย) หรือ filter - แผ่นกรองที่ผูกกับพวงกุญแจได้ (ดังรูปข้างล่าง ด้านขวา) เอาไว้เป็นเครื่องมือช่วยในการเป่าปาก 

  cpr-savers.com/picturesweb/IndusCPRproducts/keychainorange.jpg" border="0" width="167" height="105" />

  • pocket mask ดีตรงที่มัน seal มิด อากาศเข้าไปได้เต็มๆ ไม่ต้องมาบีบจมูกผู้ป่วย และ ทำให้ไม่ติดโรคพวก HepB  วัณโรค หรือ SARs ขนาดก็ประมาณฝ่ามือ มีกล่องใส่ ทนความร้อน วางเก็บไว่ในรถได้ ราคาประมาณ 430 บาท
  • ส่วนแผ่นกรองกับถุงมือ พับแล้วเหลืออันเล็กๆ ใส่ถุงห้อยกับพวงกุญแจได้ แผ่นกรองก็ทำหน้าที่คล้ายๆ mask แต่ไม่ seal ดีเท่า ไม่มีท่อ แต่ก็เป่าผ่านได้ ไม่ต้องกังวลโรคติดต่อ ราคาประมาณ 240 บาท

-----------------------------------------------------------------------

โอกาสที่เราจะเจอผู้ป่วยที่ต้องการ CPR ในชีวิตอาจมีไม่มาก แต่ถ้ามีแล้วเรามีเครื่องมือพื้นฐานง่ายๆอย่างๆนี้ก็น่าสนใจดีนะคะ โดยเฉพาะทันตแพทย์ที่ทำงานในคลินิก น่าจะมีติดห้องไว้ด้วย ของพวกนี้ทนใช้ได้หลายปี ราคาก็ไม่แพงด้วย

เชื่อว่า หน่วยกู้ชีพบ้านเราก็ก้าวหน้าไปมาก แต่บุคคลทั่วไปคงไม่ค่อยได้รับความรู้เรื่องเหล่านี้เท่าไหร่ ไม่ทราบว่าของเหล่านี้หาซื้อได้ตามร้าน medical supplies ทั่วไปรึเปล่า?

-----------------------------------------------------------------------

เรื่องต่อมาคือการฝึกใช้เครื่องกระตุกหัวใจ

สารภาพว่าตอนก่อนไปเข้าอบรม ในหัวคิดภาพถึงเครื่องปั๊มที่ต้องถือไว้ ข้างละมือ แล้วใช้ช๊อคหน้าอกผู้ป่วย ปรากฎว่า เชยมากค่ะ รุ่นที่เค้าใช้กันในปัจจุบันนี่เดิ้นมาก เครื่องก็เล็ก ไม่เทอะทะ มี เครื่องอ่าน EKG ในตัวด้วย ใช้แผ่นกาวติดตัวผู้ป่วยแทน ใช่ง่ายมากๆ เพราะเป็นคอมพิวเตอร์ มีเสียงผู้หญิงพากษ์ตลอดว่าให้ทำอะไรบ้าง (ดังรูป) 

http://www.medical.philips.com/main/products/resuscitation/assets/images/FR2_index.jpghttp://www.defibtech.com/site_images/product_small.jpg     

 เครื่อง AED สองยี่ห้อที่ครูฝึกแนะนำ ว่าใช้ง่าย แบตเตอรี่ทนนาน  (5 ปี) และใช้ระบบเมมโมรี่การ์ดดาวน์โหลดโปรแกรม update ได้เอง

http://www.jrc.or.jp/safety/kinkyu/images/il_aed_02.gif

 ตำแหน่งแปะแผ่นกาว

-----------------------------------------------------------------------

ที่นี่เรื่องที่น่าสนใจคือ เครื่องมือที่ใช้ง่ายๆ และ ช่วยชีวิตคนได้แบบนี้ ควรให้ทีมงานแพทย์ใช้เท่านั้น หรือ ควรมีให้บุคคลทั่วไปใช้ได้ด้วย 

ตอนนี้แต่ละประเทศก็มีกฎหมายเรื่องนี้ต่างกัน บางที่ไม่ยอม บางที่ส่งเสริม เช่นในอเมริกา เครื่องนี้มีแทบทุกที่ที่เป็นสถานที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ โรงเรียน ศูนย์กิจกรรมชุมชน ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ 

เบื้องหลังโครงการ คือ  สถิติผู้เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายในแต่ละปี นั้นสูงมากในอเมริกา ประกอบกับข้อมูล สถิติโอกาสรอดชีวิตถ้าได้รับการช่วยเหลือด้วยเครื่องนี้โดยบุคคลทั่วไปนั้นสูงขึ้น มาก (70% ถ้าใช้ภายใน 3 นาทีหลังจากที่หัวใจหยุดเต้น) เพราะคนใช้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุก่อน หน่วยกู้ชีพหลายนาที แต่ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้มีใช้กันง่ายๆในอเมริกา คือ คนผ่านกฎหมายค่ะ เขาคนนั้นก็คือ ประธานาธิบดี คลินตัน ที่เคยผ่านประสบการณ์หัวใจวายมาแล้วด้วยตัวเองนั่นเอง)  

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/ed/AED_Oimachi_06z1399sv.jpg   http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0a/Street-defibrillator.jpg

ที่สถานีรถไฟในญี่ปุ่น                    ที่โมนาโค

ที่แคนาดานี้ใครก็ใช้เครื่องนี้ได้ค่ะ ถ้าผ่านการอบรบขั้นพื้นฐานแบบที่ผู้เขียนไปฝึกมาวันนี้ 4 ชม. เท่านั้นเอง (นร. 8 คน ได้ฝึกกับหุ่น และเครื่องมือทุกอย่าง) พอจบการอบรมก็จะได้การ์ดเล็กๆ ขนาดเท่านามบัตร เก็บใส่กระเป๋าตังค์ไว้ เป็น certificate จาก กาชาดว่า "หนูทำได้"

แต่ที่แคนาดายังล้าหลังกว่าอีกหลายๆประเทศเพราะเครื่องมือนี้ ยังหายากกว่าที่อื่น มีแค่ตาม โรงแรมใหญ่ๆ ห้างสองสามห้าง โรงเรียนเอกชนบางที่ สนามกีฬา แล้วก็สนามบิน

ที่คณะทันตฯ ที่ UBC ก็มีอยู่ชั้นละเครื่อง ในคลีนิกนักเรียนเครื่องนึง คลินิกพิเศษของอาจารย์อีกเครื่อง

ตอนนี้ราคาเครื่องแบบนี้อยู่ที่ประมาณ 56,000 - 90,000 บาท แต่ครูฝึกบอกว่า กฎหมายในหลายๆที่กำลังเปลี่ยนไป รับรองว่าราคาจะถูกลงเพราะคนสั่งจะเยอะมากขึ้นมากในปีสองปีนี้

หลายๆยี่ห้อกำลังทำรุ่นที่ให้เก็บไว้ที่บ้านด้วย สำหรับคนไข้โรคหัวใจ (ตอนนี้มีแค่ ยี่ห้อเดียว และ ยังแพงอยู่)

เครื่องนี้เป็นเครื่องอ่านการทำงานของหัวใจด้วย มันจะบอกเราหมดว่าให้ทำอะไร แต่ถ้าใครไม่เชื่อคอมก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะมันจะไม่ปล่อยกระแสไฟ จนกว่าเราจะเป็นคนกดปุ่ม "shock" เราก็ยังคงต้องมีหน้าที่ประเมินสถานการณ์อยู่ด้วย แล้วก็ต้องทำ CPR หลังจาก shock แรกต่อด้วย 

-----------------------------------------------------------------------

ผู้เขียนคิดข้อดีได้มากกว่าข้อเสียในบริบทของที่นี่ แต่ไม่ทราบว่าบ้านเรา  ถึงแม้รถติดในเมือง และ ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เดินทางลำบาก แต่หน่วยกู้ชีพเราดีหว่าเค้ารึเปล่า ไปถึงที่ได้เร็วแค่ไหน หรือ สถิติผู้ป่วยหัวใจวาย เรามากแค่ไหน งบประมาณเรามีมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเงินที่เอาไปใช้ด้านอื่น ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันจะเหมาะกับบ้านเรารึเปล่า

รบกวนถามผู้รู้เรื่องนี้ในบริบทประเทศไทยหน่อยค่ะ ว่า

  • กฎหมายบ้านเราเป็นอย่างไร
  • แล้วนอกจากตามสถานพยาบาลแล้ว มีเครื่องกระตุกหัวใจเก็บไปที่ไหนอีกรึเปล่าค่ะ 
  • ที่สถานีอนามัยมีรึเปล่าค่ะ
  • แล้วมีแต่แบบที่ใช้ในโรงพยาบาล ที่เป็นเครื่องใหญ่ หลายๆปุ่มเต็มไปหมด หรือมีแบบเครื่อง AED ฉบับใช้ง่ายๆที่ไหนบ้าง  สนามบินสุวรรณภูมิก็น่าจะมีรึเปล่า?
  • แล้วนอกจาก แพทย์ พยาบาล และ หน่วยกู้ชีพแล้ว ใครสามารถใช้เครื่องกระตุกหัวใจได้ตามกฎหมายบ้าง เช่น OT, respiratory therapist, หรือ ทันตแพทย์
  • มีคนซื้อไปเก็บไว้ที่บ้านรึเปล่า ค่ะ ถ้ามี ผิดกฎหมายรึเปล่า

-----------------------------------------------------------------------

เขียนมานาน เป็นไปได้รึเปล่าว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน จริงๆบ้านเราก้าวหน้ากว่าที่นี่?

ทราบแต่ว่า ผู้เขียนดีใจมากที่ได้ไปอบรมมาวันนี้ มั่นใจขึ้นเยอะมากๆค่ะ ยิ่งต้องดูแลรักษาผู้ป่วยผู้สูงอายุด้วย เป็น competency ที่สำคัญมากอย่างนึงทีเดียว

ท่านผู้อ่านเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ยังไงก็ แลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 

-----------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ: ดูแหล่งที่มาของภาพทั้งหมดได้ด้วยการ นำเมาส์วางบนภาพนั้นๆ ไม่ต้องกดคลิกใดๆทั้งสิ้นนะคะ ข้อมูลจะปรากฎขึ้นมาเองค่ะ