เมื่อศึกษาพบว่า Happy Ba กล่าวถึง "Happy ๘" ผู้เขียนจึงได้เลือกบันทึก ๘ เรื่อง ของกัลยาณมิตร ๘ ท่าน ที่มีเนื้อหาเข้าได้กับ “Happy ๘” เรื่องละ "Theme" ไม่ซ้ำกัน ไปถอดบทเรียน


เนื่องจากผู้เขียนไม่ได้ร่วม "กิจกรรม Happy Ba Creation" มาแต่แรก  แต่ได้รับเกียรติจาก “คุณ Sila Phu-Chaya” เชื้อเชิญให้ร่วมส่งบันทึก 5 เรื่อง และร่วม "กิจกรรมถอดบทเรียนการจัดการความสุข" จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาโจทย์ที่ได้รับให้เข้าใจ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งคุณศิลาได้ชี้แจงในบันทึกเรื่อง “ร่วมถอดบทเรียนการจัดการความสุข Happy Ba e-book" (http://www.gotoknow.org/posts/535918) ว่า ให้ทำ ๔ อย่าง คือ ) เลือกอ่านบันทึกใดก็ได้ ที่ท่านชื่นชอบจากบันทึกที่กัลยาณมิตรของเราคัดเลือกไว้แล้ว บันทึกที่ท่านเลือกอ่านจะเป็นของท่านใด "กี่ท่านก็ได้ กี่บันทึกก็ได้" ที่สำคัญคือโปรดอ้างอิงชื่อเจ้าของบันทึกและชื่อบันทึกด้วย ๒) ถอดบทเรียนบันทึกที่ท่านอ่าน ท่านได้"ประโยชน์" + "ความสุข" อะไรจากบันทึกที่กัลยาณมิตรของพวกเราถ่ายทอดแบ่งปันให้พวกเราได้เรียนรู้ โดยจะเขียนสไตล์ไหนก็ได้…ท่านอาจจะนำมาเชื่อมโยงกับบันทึกที่ท่านมีอยู่แล้วก็ได้๓) ใส่คำสำคัญว่า Happy Ba ในบันทึกของท่าน ๔) แปะ link บันทึกของท่านไว้ในบันทึกนี้เท่านั้น ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖

ผู้เขียนได้ออกแบบการถอดบทเรียน ให้เป็นไปตามตามเงื่อนไขที่คุณศิลากำหนดไว้ และเหมาะกับวัย เวลาที่มี และศักยภาพของตน เพื่อจะได้ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองในการทำงานนี้ให้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งจะนำไปสู่ "ประโยชน์ + ความสุข" อย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์ของโครงการ เมื่อศึกษาพบว่า Happy Ba กล่าวถึง "Happy ๘" (http://www.gotoknow.org/posts/532394) ผู้เขียนจึงได้เลือกบันทึก ๘ เรื่อง ของกัลยาณมิตร ๘ ท่าน ที่มีเนื้อหาเข้าได้กับ “Happy ๘” เรื่องละ "Theme" ไม่ซ้ำกัน ไปถอดบทเรียน เริ่มแรกนั้น ผู้เขียนได้ลงบันทึกการถอดบทเรียนทั้ง ๘ เรื่องในบันทึกนี้บันทึกเดียว แต่ในภายหลังที่เข้าไปดู พบว่า เนื้อหาจากตอนท้ายของเรื่องที่ ๖ - เรื่องที่ ๘ หายไป ซึ่งคงเกิดจากความยาวเกินกำหนดส่วนที่เกินเลยถูกตัดออกโดยอัตโนมัติ เพื่อความสมดุล ผู้เขียนเลยปรับให้บันทึกนี้เป็นตอนที่ ๑ ลงเนื้อหาการถอดบทเรียนบันทึก ๔ เรื่อง ตาม "Theme Happy" ในแถวบนของภาพ ส่วนอีก ๔ เรื่องตาม "Theme Happy" แถวล่าง จะนำไปใส่ไว้ในบันทึกตอนที่ ๒ (ต้องขออภัยกัลยาณมิตรทุกท่าน ทั้งท่านที่เป็นเจ้าของบันทึก และท่านที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยนะคะ ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น)  

๑) Theme “Happy Family : สุขครอบครัว” เลือกบันทึกของ “คุณนงนาท สนธิสุวรรณ" ที่ลงประมาณ ๘ เดือนที่แล้ว เรื่อง “ลูกรักหวังเป็นที่พึ่ง...ฝากบ้านช่องให้ดูแลเมื่อจากไป” (http://www.gotoknow.org/posts/508865)

 

"สุขครอบครัว : Happy Family" เกิดจากความอบอุ่น มั่นคงและความรักความผูกพันที่สมาชิกในครอบครัวมีต่อกัน ผู้เขียนได้เลือกบันทึกของ “คุณนงนาท สนธิสุวรรณ หรือ พี่ใหญ่” มาเป็นตัวอย่างแสดงภาพดังกล่าว "พี่ใหญ่" ที่ผู้เขียนเรียกขานด้วยความเคารพรัก และยึดเป็น “บุคคลต้นแบบ (The Idol) ในการดำเนินชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ (ในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕) ได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบันทึก ว่า “ด้วยความรักและไว้วางใจในลูกสาวคนโต พ่อได้สั่งเสียไว้ในพินัยกรรม ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ครอบครองดูแลบ้านของท่าน (ที่เห็นเป็นบ้าน ๒ ชั้นสีขาว) หลังจากที่ท่านได้ถึงแก่กรรมเมื่อสี่ปีที่ผ่านมา...นับว่าโชคดีที่เมื่อแต่งงานมิได้จากไปไกล โดยมีเรือนหอทรงไทย…ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน (ภาพขวาสุด) มีโอกาสได้ใกล้ชิดไปมาหาสู่อยู่ตลอดเวลา…ข้าพเจ้าได้ชักชวนน้องๆ หากใครจะสมัครใจย้ายมาอยู่ โดยข้าพเจ้าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมต่อเติมทั้งหมด แต่ไม่มีผู้ใดอาสาเข้ามาอยู่อาศัย ทั้งๆ ที่ทุกคนต่างเติบโตขึ้นมาจากบ้านหลังนี้ ข้าพเจ้าจึงเฝ้ารอรุ่นหลานปู่ในสายเลือด ๓ คน…ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากลูกชายสองคนของพ่อ ที่อาจจะรับมรดกนี้ต่อจากข้าพเจ้า...” อ่านท่อนนี้แล้ว ทำให้ผู้เขียนมีความสุขที่ได้จินตนาการเห็นภาพความรักความอบอุ่น จากการได้อยู่ใกล้ชิดและไปมาหาสู่กันของครอบครัวพี่ใหญ่กับครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ (ต่างจากผู้เขียนเองที่ไม่มีโอกาสดีๆ เช่นนั้น) และชื่นชมในความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อน้องๆ ของพี่ใหญ่ ที่บอกจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซ่อมแซมต่อเติมบ้าน ถ้าจะมีใครย้ายเข้าไปอยู่

ผู้เขียนรู้สึกซาบซึ้งใจมากขึ้น เมื่อได้อ่านและรับรู้ในสิ่งที่พี่ใหญ่ได้ปฏิบัติต่อบ้านของคุณพ่อคุณแม่ และคิดว่า ในยุคสมัยนี้และต่อๆ ไป จะยังมีภาพของความรักความกตัญญูของลูกต่อพ่อแม่เช่นนี้ ให้เห็นอีกหรือไม่ “ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าได้เข้าไปดูแลปัดกวาด รักษาภูมิทัศน์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยทุกๆ วัน ไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อย หากแต่ทำไปด้วยความรักผูกพันและรำลึกถึงพ่อ-แม่ มองไปที่มุมไหนของบ้าน ยังจำได้เสมอว่า ท่านทั้งสองเคยอยู่อาศัยอย่างมีความสุขเป็นเวลายาวนานกว่า ๕๐ ปี ประเภทต้นไม้ส่วนใหญ่ ยังคงปลูกไว้เช่นเดียวกับพืชพันธุ์ที่เคยเป็นอยู่เดิม ซึ่งทำนุบำรุงไม่ยาก ทนแดด ทนฝน ขอเพียงหมั่นรดน้ำตัดกิ่งใบอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยทอดทิ้งรกเรื้อเป็นที่สังเวชใจ หมู่โต๊ะเก้าอี้ที่พ่อ-แม่เคยนั่ง ข้าพเจ้ายังจัดวางไว้ที่เดิมและหาโอกาสใช้สอยเป็นที่พักผ่อนรับประทานอาหารเช้า และอ่านหนังสือพิมพ์ หรือนั่งชมนก ชมไม้ ในยามว่างเสมอๆ เก็บรักษาไว้ดั่งปูชนียวัตถุ เพื่อรำลึกถึงท่านทั้งสองด้วยความรักผูกพันไม่ลืมเลือน(ภาพโต๊ะเก้าอี้สีขาว ตรงกลางระหว่างบ้านสองหลัง)

ผู้เขียนได้แสดงความเห็นในบันทึกนี้ของพี่ใหญ่ ตอนหนึ่งความว่า “น้องรู้สึกซาบซึ้งใจมากค่ะ ในสิ่งที่พี่ใหญ่ปฏิบัติต่อบ้านที่คุณพ่อมอบให้เป็นผู้ดูแล นับว่าพี่ใหญ่โชคดีมากนะคะ ที่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดบุพการีจนทั้งสองท่านสูงวัย และได้รับความไว้วางใจให้ดูแลบ้านให้หลังจากท่านจากไป พ่อของน้องจากไปตอนน้องอายุประมาณ ๔ ขวบ และน้องก็ได้อยู่บ้านแม่แค่เรียนจบประถม ๔ จากนั้นก็ออกจากบ้านไปเรียน เรียนจบก็ทำงานในจังหวัดที่ไกลแม่ ขอให้ท่านไปอยู่ด้วยหลังท่านเกษียณจะได้มีโอกาสดูแล ท่านก็ด่วนจากไปก่อน (ปี ๒๕๒๗) บ้านของแม่รื้อให้น้องชายคนเล็กไปปลูกในเมือง น้องต้องปลูกดอกบานเย็นที่เป็นสัญลักษณ์ของแม่ ไว้ใกล้ตัว เพื่อให้รู้สึกว่าแม่อยู่ใกล้ๆ (น้องเก็บเมล็ดพันธุ์บานเย็นจากบ้านแม่ที่ยโสธร ไปปลูกที่บ้านพักอาจารย์วิทยาลัยครูสุรินทร์ในปี ๒๕๒๐ ที่น้องบรรจุเข้ารับราชการหลังจบปริญญาโท จากนั้นก็เก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อเนื่องมาจนปัจจุบันค่ะ”

ประโยชน์โดยตรงที่ผู้เขียนได้รับจากการอ่านบันทึกนี้ ก็คือ ทำให้ผู้เขียนได้รับการสะกิดเตือนให้นึกถึง “บ้านเรือนขวัญ” ของตน ที่ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.อุบลฯ ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไปในอนาคต เพราะ ณ ขณะนี้ ไม่มีใครอยู่อาศัย ผู้เขียนเองหลังเกษียณอายุราชการก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้าน "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ที่ อ.วารินชำราบ จะกลับไปดูแลรดน้ำต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง ส่วนลูกๆ ก็มีที่อยู่และที่ทำงานในกทม. ทั้งสองคน

 

๒) Theme “Happy Money : สุขการเงิน” เลือกบันทึกของ “ทพญ.ธิรัมภา” ที่ลงประมาณ ๑๑ เดือนที่แล้ว เรื่อง “ข้าวในนา ปลาในสระ” (http://www.gotoknow.org/posts/497115)

 

"สุขการเงิน : Happy Money"  เกิดจากการประกอบสัมมาชีพ มีรายได้เลี้ยงตนและคนในครอบครัว ให้อยู่สุขสบายตามควรแก่ฐานะ และไม่มีหนี้สิน ...ประมาณ ๑๑ เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้คลิกเข้าไปอ่านบันทึกของ “ทพญ.ธิรัมภา” เรื่อง "ข้าวในนา ปลาในสระ" เพราะสนใจในชื่อเรื่อง เและเมื่อได้อ่านก็เกิดปิติสุขในหัวใจ ที่ได้เห็นภาพนาข้าวสีเขียวในมุมมองต่างๆ ทำให้ตกภวังค์ไปชั่วขณะ ด้วยหวนระลึกถึงชีวิตในวัยเยาว์ครั้งเมื่ออยู่กับแม่ในชนบท แม่เป็นครู พ่อที่เป็นครูใหญ่จากไปแล้ว พวกเราไม่มีนาของตัวเองแต่วันหยุดเรียนผู้เขียนขอไปนากับอาบ่อยๆ เพราะชอบท้องทุ่งสีเขียวขจีรอบตัว มองเห็นยอดข้าวพริ้วไหวตามแรงลม ได้เล่นน้ำกับลูกๆ ของอาตามประสาเด็กๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่ดำนาเสียงจ๋อมแจ๋มๆ เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ...นับเป็นชีวิตที่มีความสุขมากช่วงหนึ่ง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน คือ เป็นการกระตุ้นจิตสำนึก ให้เห็นคุณค่าของอาชีพการทำนา ที่บรรพบุรุษได้สืบทอดมา และต้องการรักษาให้อยู่คู่คนไทยไปตราบนานเท่านาน จากการที่ “ทพญ.ธิรัมภา” ได้บรรยายให้เห็นภาพความยากลำบากของบรรพบุรุษ ในการหักร้างถางพงกว่าจะมาเป็นที่นาให้ได้ทำกินเลี้ยงชีพอยู่ในปัจจุบัน ความว่า “กว่าบรรพบุรุษจะเลือกทำเลใกล้น้ำ หักร้างถางป่า ตัดต้นไม้กลายเป็นฟืน เผาถ่านเรียงใส่กระสอบไว้ใช้เป็นเชื้อเพลิงนึ่งข้าว เตรียมพริก เกลือ ปลาร้า ครก หม้อนึ่ง หวด เครื่องใช้ เตรียมตัวนอนนา ตลอดฤดูฝนที่เหมาะต่อการทำนา ไม่ใช่ปีเดียว กว่าดินจะโล่งเป็นผืนต่อกัน คั่นเพียงคันนาที่ดินต่างระดับ การ ซ่าวโคกที่ดินสูง ไถดินฝังกลบหญ้าจนตาย  ซะดินปั้นคันนา ปรับระดับดินให้น้ำเข้านาได้ ไถอย่างน้อย ๒  รอบ  คราดหญ้าออกให้หมด  เก็บเศษรากไม้ทิ้งออกไว้คันนา น้ำพอ ดินละเอียดพอหว่านกล้า...และรอคอยใช้เวลาและการสังเกตทางน้ำ  เปิด ปิดคันนาในเวลาเหมาะ  ให้น้ำขังพอเลี้ยงต้นกล้าเติบโตต่อได้และได้สรุปว่า “ศาสตร์สั่งสม สังเกต ขวนขวาย เพิ่มความรู้ คือ ทางรอดที่จะรักษาการทำนาและสมบัติบรรพบุรุษไว้ได้ ไม่ให้กลายร่างเป็นสมบัติคนต่างชาติ ที่ณ วันนี้ถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว ๑ ใน ๓ ของประเทศ”

ผู้เขียนเคยดูรายการโทรทัศน์ ที่สัมภาษณ์ชาวนาคนหนึ่งในภาคกลาง ที่ได้ขายที่นาให้กับนายทุนชาวญี่ปุ่น เพราะเห็นแก่เงินก้อนใหญ่ที่จะได้รับ หลังจากนั้นต้องเช่านาของตนเองทำกิน หลายปีเข้าก็รู้ว่าตนคิดผิด เพราะเงินที่ได้จากการขายนาก็หมดไปแล้ว ไหนยังต้องใช้เงินเช่าที่ทำกินอีก ที่เจ็บใจก็คือต้องเช่าที่นาที่เคยเป็นของตนมาก่อน นี่แหละนะ คือผลของการไม่ดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)” ที่พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ให้ ผู้เขียนเองเคยเขียนไว้ในตอนต้นของบันทึกเรื่อง “สุขกาย-สุขใจ ใต้ร่มเงาฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้ (ตอนที่ ๒) (http://www.gotoknow.org/posts/442600) เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ว่า “ถึงแม้ผู้เขียนจะไม่ใช่ลูกแต่ก็เป็นหลานของชาวนา เทิดค่า "ข้าว" ทุกเม็ดที่ชุบเลี้ยงให้เติบโต” (ชีวิตหลังเกษียณ ผู้เขียนได้ผันตนเองไปเป็นเกษตรกรแบบพอเพียงที่ “ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้” ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่มีทุ่งนาของเพื่อนบ้านล้อมรอบ๓ ด้าน ให้ได้ดูด้วยความสุขใจ)

 

สองสามวันที่ผ่านมา มีการเสนอข่าวว่า การส่งออกข้าวของไทยประสบปัญหาถูกกีดกันทางการค้า ด้วยมีการตรวจพบสารเคมีตกค้างในข้าว และเช้าวันนี้ "คุณ SR" ได้เขียนอนุทินเรื่อง "คุณภาพข้าวไทย และ คุณภาพชีวิตชาวนาไทย?" ความว่า "Should rice growers look to ensure their product rice quality? Their market (for rice) is eroding (by recent market perception). Thailand has enjoyed being the best producer of best rice in the world. But now that is no longer the position. Thai rice growers now have more to do to regain market trust and market share. Their livelihood and quality of life and that of their children who follow them are now under threats. (Other farmers too will need to consider their positions.) They need to ensure quality of their products in order to ensure their quality of life in the long term. และผู้เขียนได้แสดงความเห็นเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นว่า "Khun SR, my opinion, to ensure quality of farmers' products in order to ensure their quality of life in the long term, needs helps from various stakeholders, for they seem cannot reach the addressed goal by themselves."

๓) Theme “Happy Body : สุขกาย” เลือกบันทึกของ “คุณกานดา น้ำมันมะพร้าว” ที่ลงประมาณ ๗ เดือนที่แล้ว เรื่อง “ความสุขกับครอบครัวอบอุ่น อาหารยอด สิ่งแวดล้อมเยี่ยม บ้านแม่ตาด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่” (http://www.gotoknow.org/posts/510121)

 

"สุขกาย : Happy Body" เกิดจากการมีสุขภาพกายที่ดี ผู้เขียนเองนิยม "การมีสุขภาพดีด้วยวิถีธรรมชาติ" ซึ่งกัลยาณมิตรที่ได้ให้ความช่วยเหลือในแนวทางดังกล่าวมาตลอด ก็คือ "คุณกานดา น้ำมันมะพร้าว" ที่ผู้เขียนเรียกขานว่า "น้องดา" เพราะเธอได้เขียนบันทึกให้ความรู้ทั้ง รูปร่างหน้าตา คุณค่าของพืชผักสมุนไพรแต่ละชนิด โดยอ้างอิงข้อมูลการวิจัย หรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ประกอบ ตลอดจนบอกถึงการนำไปทำอาหารและเครื่องดื่ม ที่บอกส่วนประกอบและขั้นตอนการทำอย่างละเอียด มีภาพประกอบชัดเจน อ่านแล้วก็สามารถนำไปทำตามได้ง่าย ผู้เขียนเองยังได้นำไปทำตามบ่อยๆ และยังได้นำบันทึกของเธอไปรวบรวมไว้ใน Folder "แหล่งเรียนรู้ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" เพื่อศึกษาในภายหลังอีกด้วย

 

แต่ในบันทึกของเธอที่นำมาถอดบทเรียนนี้ เป็นเรื่องเล่าที่น้องดาไม่ได้เป็นแม่ครัวเอง แต่เป็นแขกที่ได้รับเชิญให้ไปรับประทานอาหารที่บ้านของ "คุณอักขณิช" ที่น้องดาเรียกว่า "น้องเพลิน" น้องดาเล่าว่า... (ยกมาบางตอน)  

น้องเพลินชวนไปเก็บดอกโสน โดยไปรถมอเตอร์ไซค์ซ้อน ๔ คนเลย ดอกโสนบางต้นดอกหมดแล้ว แต่ก็ยังมีเหลือให้พอเก็บไปจิ้มน้ำพริกได้บ้าง พี่ดาเก็บทั้งดอกและยอดซึ่งทราบมาว่ากินได้เช่นกัน…วกรถกลับแวะเก็บผักกูดอ่อนๆ ข้างร่องน้ำแห้งริมคันนาติดถนน แล้วแวะเก็บผักกาดดอย ดอกสีม่วงอมชมพู…น้องเพลินพาแวะชมดงดอกบัวตอง มองเข้าไปสะดุดตากับต้นขี้เหล็กอเมริกันต้นใหญ่ดอกสะพรั่งเต็มต้น เก็บภาพดอกบัวตองกันก่อนกลับเข้าบ้าน ถึงบ้าน…ก่อนเข้าไปช่วยคุณยาย พี่ดาเก็บดอกแคแดง-ยอดอ่อน ข้างบ้าน ช่วยคุณยายเด็ดผักชะอมทอดไข่…น้องเพลินมาชวนไปถีบจักรยาน เพราะใกล้ค่ำแล้ว ความที่ไม่ได้ถีบจักรยานมานานหลายปี ถีบช่วงแรกๆ รู้สึกเมื่อยขา สักพักก็หาย มีช่วงหนึ่ง ๒ ข้างทางยาวทีเดียว มีดงดอกหญ้าสวยงาม มีนกตัวใหญ่บนยอดไม้หลายตัว ตะวันใกล้ลับฟ้าก็ชวนกันกลับ ถึงบ้านคุณยายกำลังลวกผักอาหารเสร็จหลายอย่างแล้ว พี่ดาช่วยคุณยายแกะหน่อไม้ เมื่ออาหารพร้อมหมด ก็ตั้งวงอิ่มอร่อยกับอาหารผักสดๆเด็ดด้วยมือเรา น้องเพลินยังไปเก็บยอดใบมันปูมาเพิ่มอีก น้องเพลินลองนับผักจิ้มน้ำพริกมีกี่อย่าง นับได้ ๑๑ อย่าง…”

อ่านแล้วก็มีความสุขตามไปด้วย ที่เห็นการต้อนรับของเจ้าของบ้านแบบอบอุ่นเป็นกันเอง และให้แขกมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเก็บผัก การปั่นจักรยานออกกำลังกาย กินลมชมวิวสูดอากาศบริสุทธิ์ ทำให้ได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ อาหารที่รับประทานก็มาจากผักที่สดใหม่ปรุงแบบเรียบง่าย มีหลากหลายชนิดที่ให้คุณค่าทางอาหารต่างกัน เป็นประโยชน์ คือ ได้ตัวอย่างที่ดีในการสร้างความสุขกายสุขใจให้กับแขกที่เชิญให้ไปทานข้าวที่บ้าน สำหรับประโยชน์โดยตรงของผู้เขียนเอง ก็คือ ทำให้นึกได้ว่า เคยขอเมล็ดโสนไปปลูกซึ่งคุณอักขณิชบอกว่า เตรียมไว้ให้แล้ว ได้เวลาทวงให้ส่งไปให้ก็คราวนี้แหละค่ะ  

 

๔) Happy Society : สุขสังคม” เลือกบันทึกของ “คุณวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei" ที่ลงประมาณ ๖ เดือนที่แล้ว เรื่อง “เก็บตะวัน เก็บใจ ไปทบทวนงานที่ผ่านมา Happy Ba ก่อนนอน”  (http://www.gotoknow.org/posts/514011)

 

"สุขสังคม : Happy Society" เกิดจากสังคมที่สมาชิกมีความเอื้ออาทรแบ่งปันกัน  และบุคลากรในองค์กรทางสังคม ได้ทำงานด้วยความทุ่มเทเพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์กร "คุณวอญ่าฯ" เป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์ในการอุทิศตนเพื่องานขององค์กรอย่างเด่นชัดหาตัวจับยาก (ในสายตาของผู้เขียน) ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของท่าน ก็คือ พร้อมที่จะเดินทางไปพบปะกัลยาณมิตร GotoKnow ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของประเทศ ในกิจกรรมการประชุมสัมมนานั้น แม้กำหนดการจะมีเวลาคาบเกี่ยวกัน ท่านยังจัดการได้ไม่มีปัญหา ลองอ่านข้อความบางตอนที่ผู้เขียนยกมาจากบันทึกของท่านดูนะคะ... 

"การเดินทางคือการทำงาน การทำงานคือการพักผ่อน" เป็นสิ่งที่ผู้เขียนย้ำคิดย้ำทำ พร่ำบอกต่อผู้คนว่าการทำงานนั้นแท้จริงแล้วคือการพักผ่อน รอบนี้มีงานช้าง ๒ งานที่ผู้เขียนต้องเดินทางเข้าไปร่วมประชุมร่วมสังเกตการณ์ ร่วมพบปะ คือ งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ไบเทค บางนา ในวันที่ ๑๘-๒๐ ธันวาคม และงาน SHA Conference And Sharing ในวันที่ ๑๙-๒๑ ธันวาคม ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีน ปาร์ค …งานนี้ทางทีมงานโรงพยาบาลเตรียมการเรียนรู้ จัดคนที่เป็นหัวหน้างานทั้งคนที่ทำหน้าที่ FA และคนหน้างาน ขึ้นมาศึกษาเรียนรู้ในงาน SHA ๑๐ ท่านด้วยกัน

เสร็จภารกิจจากงาน SHA  พวกเราก็มุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว ไปเก็บเกี่ยวธรรมชาติ  เก็บตะวัน ประสานใจ  ให้ทุกคนมีความสุข เป็นการปลุกปัญญา เพื่อนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิต เป็นการบูรณาการงานกับชีวิต .....ไปเก็บตะวันแบ่งปันภาพประทับดวงใจแล้ว พวกเราก็ทำงาน คือประชุมคุยกันวางแผนกัน เพื่อทบทวน ปรับปรุง พัฒนางาน SHA ที่ได้รับมอบหมายจาก สรพ.ให้เป็นแม่โหนด (Node) พี่เลี้ยง ของพัทลุง ผู้เขียนจึงเปิดวงชวนคุย ว่าเราจะขยับขับเคลื่อนงานประสานความคิด เอื้ออำนวยให้คนในองค์กรมีความสุขจากการทำงานกันอย่างไร…ผู้เขียนให้ข้อคิดว่า ทีม Fa คือหัวใจหลักที่ต้องไปปักธงคนในองค์กรให้เกิดสำนึกรักบ้านเกิด ต้องใช้ ศาสตร์ วิชา ฟา (Facilitator) วิชา โค้ช (Coach) ผสมผสานศาสตร์วิชาพื้นถิ่นดั้งเดิมคือวิชา "ยอน" (Jorn)…" ส่วนวิชา "ยอน" จะเป็นอย่างไรนั้น เพื่อให้ได้อรรถรสมากกว่าการอ่านจากบันทึกนี้ ขอเชิญชวนกัลยาณมิตรเข้าไปหาคำตอบเองที่ http://www.gotoknow.org/posts/514011 นะคะ

 

เห็นพลังในการทำงานของคุณวอญ่าแล้ว ทำให้ผู้เขียนนึกถึงรายการโทรทัศน์ "ลุยไม่รู้โรย" ที่นำเสนอชีวิตของผู้สูงวัยที่อุทิศตนเพื่อสังคม ไม่ทราบว่าคุณวอญ่าฯ ได้รับการติดต่อให้ไปออกรายการดังกล่าวแล้วหรือยัง ความสุขที่ได้รับจากบันทึกนี้ คือ ความสุขจากการอ่าน เพราะการเล่าเรื่องของคุณวอญ่า มีลักษณะ "ขึ้นต้นได้ตื่นเต้น ตรงกลางก็กลมกลืน ตอนจบยิ่งจับใจ" ทำให้อ่านสนุกได้รสชาติ ชวนติดตามตั้งแต่เริ่มต้นจนจบเรื่อง และประโยชน์ที่ได้รับ ก็คือ บันทึกนี้ ได้ให้แบบอย่างการทำงานของคนในองค์กร ที่ทำงานด้วยความทุ่มเทเปี่ยมไปด้วยพลัง สร้างแรงบันดาลใจ และปลุกจิตสำนึกให้ผู้อ่านอยากทำหน้าที่ในองค์กรให้ดีที่สุด 

"ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ของผู้เขียน ได้มีส่วนสร้าง "สุขสังคม" ให้กับชุมชนที่ตั้งฟาร์ม โดยถือเป็นภารกิจตามคำขวัญของฟาร์ม วรรคที่ว่า "เพิ่มรายได้ให้ชุมชน อุทิศตนเพื่อประชา..." ดังตัวอย่าง ๒ กิจกรรมในภาพล่าง...การได้รับการเตรียมความพร้อมด้านกีฬาเปตอง ทำให้ทีมกีฬาเปตองบ้านหนองฝาง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศในกีฬา อบต.ประจำปี ๒๕๕๕ และ ๒๕๕๖ (จากทั้งหมด ๑๓ ทีม ๑๓ หมู่บ้าน) ทั้งที่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีแค่ห้าสิบกว่าหลังคาเรือน ส่วนในภาพขวา เป็นกิจกรรมตาม "โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ" ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ (ใช้งบประมาณโครงการ SML) โดยผจก.ฟาร์มไอดินฯ เป็นหัวหน้าโครงการ และเป็นผู้ให้คำแนะนำวิธีทำปุ๋ยทุกขั้นตอน 

(แต่ผู้เขียนมีเรื่องหน้าแตกแบบหมอไม่รับเย็บมาเปิดเผย คือ ด้วยความศรัทธาในความทุ่มเทที่ "คุณวอญ่า" มีให้กับองค์กร และรูปลักษณ์ของท่าน ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ มากด้วยประสบการณ์ชีวิต และสร้างความรู้สึกอบอุ่นให้กับผู้เขียนที่กำพร้าพ่อมาตั้งแต่อายุ ๔ ปี และไม่มีพี่ชาย ทำให้เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้ขอเป็นน้องสาวของท่าน ผ่านการแสดงความเห็นใน GotoKnow ซึ่งท่านตอบว่า "...มหัศจรรย์สัมพันธ์ญาติทาง GotoKnow...ด้วยความขอบคุณ...ด้วยความยินดี...ด้วยความปิติ...และด้วยมิติแห่งความสุขจากการอ่านเขียน ใน GotoKnow" ...ผู้เขียนมาเอะใจก็ตอนที่ตนเองเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ท่านยังอยู่ในวงการนี่แหละ ...จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่านะ ที่พี่ชายทางความรู้สึก ไม่เข้ามาเยี่ยมบันทึกของน้องเลยในช่วงหลังเกษียณ ทั้งที่น้องก็ได้แวะเวียนไปเยี่ยมท่านเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่เข้ามาเพราะเกรงว่า น้องจะเหนียมอาย ก็เลิกเกรงไปได้เลยนะคะ เพราะน้องผ่านวัยเขินอายมานานแล้ว ยังเหลืออยู่ก็แต่ความละอายต่อการทำความชั่วเท่านั้นค่ะ)

       ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่กรุณาเข้ามาอ่าน โปรดติดตามตอนที่ ๒ ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ