เนื่องในวโรกาสที่ วันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (Her Rayal Highness Princess Maha Chakri Siridhorn) ผู้เขียนขออนุญาตนำ "บทอาศิรวาทอันงดงามในถ้อยภาษาและเลอค่าในสาระ" ของกรมส่งเสริมการเกษตร มาร่วมถวายพระพรพร้อมกับกัลยาณมิตร GotoKnow และน้อมนำพระจริยาวัตรของพระองค์ท่านไปปฏิบัติ (ขออนุญาตและขอขอบคุณกรมส่งเสริมการเกษตรค่ะ) อนึ่ง วันที่ 2 เมษายน เป็นวันครบรอบปี ที่ผู้เขียนเป็นสมาชิก GotoKnow โดยผู้เขียนได้สมัครสมาชิกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2554 เวลา 02.20 น. และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกคนที่ 147,999...เลขดีด้วยนะคะ  

             ชีวิตมนุุษย์ถูกแบ่งออกเป็นวัยต่างๆ จากช่วงชีวิตในครรภ์ ไปจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งเกณฑ์ของความเป็นผู้สูงอายุ (Late Adulthood หรือ Senior Citizen ตามคำที่ใช้ในรายการเที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ ช่อง 3  อาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 : 06.25 น.) นั้น บางแห่งได้กำหนดไว้ว่า นับจากอายุ 60 ปีขึ้นไป (แต่บางแห่งกำหนดไว้ว่า นับจากอายุ 65 ปีขึ้นไป) ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-สังคมของ Erik Erikson กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่ผ่านพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยมาด้วยดี จะเป็นผู้ที่มีบูรณภาพ (Integrity) คือ มีชีวิตที่เติมเต็ม (Self-fulfillment) และมีความสงบสุข แต่ถ้าผู้สูงวัยมีปัญหาพัฒนาการในช่วงชีวิตที่ผ่านมา จะรู้สึกสิ้นหวัง (Despair) ท้อแท้ และหาความสุขไม่ได้เลย

 

           "ยายวิ" ซึ่งเป็นผู้สูงวัยตามเกณฑ์แรกไปแล้ว ได้ย้อนทบทวน (Reflect) ถึงชีวิตที่ผ่านมาของตนและพ่อใหญ่สอ (ผศ.สรศักดิ์ แพรดำ) ซึ่งเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2547 และได้ตัดสินใจไปสร้าง “ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้” (ชื่อที่ยายวิตั้ง) ที่บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี (ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหม่มีแค่่ 48 หลังคาเรือน ประชากรประมาณ 200 คน) มาตั้งแต่กลางปี 2548 เป็นการทำการเกษตรแบบไม่คิดต้นทุน รายได้ทั้งหมดจากฟาร์ม (ซึ่งจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ พ่อใหญ่สอบอกว่า ถ้าคิดคร่าวๆ ก็ยังต่ำกว่าเงินลงทุนอยู่มาก) ถือเป็นกำไรทั้งหมด จึงไม่มีคำว่า "ขาดทุน" (เป็นหลักคิดตามความพอใจส่วนตัว ไม่ควรเลียนแบบ)  ตามที่ตกลงกันไว้นั้น คือ จะทำการเกษตรแบบพอเพียงพอประมาณ แต่พ่อใหญ่สอกลับขยายงานให้ใหญ่ขึ้นๆ รวมทั้งการแอบซื้อที่ดินประมาณ 30 ไร่ทำสวนยาง โดยให้ใส่ชื่อยายวิเป็นเจ้าของซึ่งยายวิไม่อยากได้ เพราะเห็นว่า การทำสวนยางเป็นงานหนักและใช้เวลานาน ไม่เหมาะกับคนวัยพ่อใหญ่สอ อีกทั้งพ่อใหญ่สอเป็นคนเครียด การทำงานหนักยิ่งจะเป็นการเพิ่มความเครียดให้มากขึ้น แต่พ่อใหญ่สอก็ให้เหตุผลว่า แม้ตนเองจะไม่อยู่ยืนยาวถึงช่วงกรีดยางก็ไม่เป็นไร เพราะต้นยางจะสร้างความชุ่มชื้นให้บ้านหนองฝางที่แห้งแล้ง ก็ถือเป็นประโยชน์สำหรับชุมชน วันหนึ่งแกคุยกับยายวิว่า เมื่อต้นยางอายุได้ 20 ปีจะต้องตัดต้นเพื่อนำไม้ไปทำเฟอร์นิเจอร์ ยายวิถามว่า จะอยู่ตัดเหรอ แกบอกว่า จะอยู่ปลูกรุ่นใหม่ ...อิอิ...เห็นเครียดๆ คิ้วผูกโบว์ยังงั้น นานๆ ทีแกก็มีคำพูดให้ได้หัวเราะเหมือนกันนะคะ

             ยายวิได้หาโอกาสพาพ่อใหญ่สอไปคลายเครียด เปิดหูเปิดตา และเป็นการเปลี่ยนสถานที่ทะเลาะกัน ทั้งโดยการไปทัศนศึกษาต่างประเทศ ตามที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลฯ จัดให้กับบุคลากรในคณะ ฯ   (รับผู้ติดตามด้วยโดยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด พ่อใหญ่สอย้ายจากคณะวิทยาศาสตร์ไปอยู่คณะครุศาสตร์เป็นเวลา 20 ปีก่อนเกษียณ [ย้ายติดตามยายวิ อิอิ...] จึงไปร่วมกิจกรรมของคณะนี้ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด) และการท่องเที่ยวในประเทศกับ Group Tour ตลอดจนการขับรถไปเที่ยวกันเองสองคน ซึ่งส่วนใหญ่แบบหลังจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการไปร่วมงานเกษตรที่มีการจัดขึ้นในที่ต่างๆ  

 

            เฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมนั้น ยายวิและพ่อใหญ่สอมีกิจกรรมทางศาสนาและสังคม ดังนี้ คือ

            วันที่ 4 มีนาคม ยายวิและพ่อใหญ่สอได้ไปช่วยงานบุญน้องชายคนติดกันของยายวิ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดใกล้ "บ้านเรือนขวัญ" บ้านในเมืองที่ยายวิอยู่ประจำเวลาทำงานราชการ พ่อใหญ่สอได้ทำหน้าที่ประธานในพิธี และน้าที่เป็นน้องสาวคนเล็กของแม่ของยายวิ ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดฝ่ายแม่คนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ไปร่วมงานด้วย (พี่สาวอีกสองคนและน้องชายของยายวิไม่ได้ไปร่วมงานเพราะติดภารกิจอื่น) ในช่วงพักรับประทานอาหารเที่ยง (มีโรงทานบริการ) ยายวิได้หิ้วน้ำรดต้นไม้แถวกุฏิหลังปะรำพิธี ไป 4 ถัง เพราะทนเห็นต้นไม้เหี่ยวไม่ได้ แล้วยังได้ผลิตเครื่องมือ/สื่อทดสอบ/ฝึกการฟังภาษาอังกฤษ โดยขอให้ "ทองสุขและสมพงษ์" ชาว Russian ที่มาอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวไทยและเดินหลงเข้าไปในวัด กล่าวแนะนำตนเอง รวมถึงบอกความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อเมืองไทยด้วย แล้วยายวิก็ถ่าย Video เอาไว้ (ยายวิสามารถผลิตสื่อการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ) 

              วันที่ 7 มีนาคม ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ตอนเช้าพ่อใหญ่สอและยายวิได้ไปทำบุญตักบาตรพระที่วัดในหมู่บ้านพร้อมถวายผลไม้และน้ำผึ้ง (พระที่วัดฉันเอกา) หลังจากนั้น พ่อใหญ่สอได้พาคนงานทั้ง 3 คน ไปพรวนดินใส่ปุ๋ยต้นไม้ในวัดแทนการทำงานในฟาร์ม (เพราะยายวิบ่นมากที่เห็นต้นไม้ในบริเวณวัดขาดการดูแล) มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งช่วยกันทำความสะอาดบริเวณวัด และในตอนกลางคืนก็ได้ไปร่วมกิจกรรมเวียนเทียน/ฟังเทศน์ด้วย 

       

           วันที่ 17 มีนาคม พ่อใหญ่สอและยายวิได้จัดกิจกรรมแข่งขันเปตองระหว่างคุ้ม (6 คุ้ม) ซึ่งพ่อใหญ่สอเป็นผู้ริเริ่มขึ้นและสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด รอบแรกจัดแข่งขันแบบพบกันหมด (เขียนแผนผังการจัดการแข่งขันที่ดูดีแต่ดูแล้วไม่สื่อความ ยังงี้แหละน้าไม่ปรึกษายายวิก่อน) กิจกรรมที่จัดบรรลุวัตถุประสงค์เกินคาด ตอนหลังทีมที่ชนะเลิศ (ทีมคุ้มยายวิ) ได้เป็นตัวแทนหมู่บ้านเข้าร่วมแข่งขันกีฬา อบต.โพธิ์ใหญ่ (ซึ่งจัดแข่งขันกีฬาระหว่างทีมหมู่บ้านในสังกัด 13 ทีม/หมู่บ้าน) และชนะอันดับ 2  เสียดายว่า ยายวิไม่ได้ไปให้กำลังใจและช่วยโคชแม้แต่นัดเดียว (ยายวิเคยได้แชมป์เปตองคู่ผสมโดยเป็นมือตี และรองแชมป์แบ็ตมินตันหญิงคู่ ในการแข่งขันกีฬาอาจารย์สถาบันราชภัฏภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เพราะติดภารกิจพาพ่อใหญ่สอไปพบหมอในทุกนัดของการแข่งขัน ปีหน้ายายวิมีแผนจะสนับสนุนกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ซึ่งแม้ปีนี้จะซ้อมแค่ 3 วันแถมเป็นหมู่บ้านเล็กยังเอาชนะทีมหมู่บ้านใหญ่ไปได้ 1 นัด ถ้าได้รับการสนับสนุนคงมีกำลังใจและทำผลงานได้ดีขึ้น

        

 

 

            วันที่ 20 มีนาคม พ่อใหญ่สอประสบอุบัติเหตุจักรยานล้ม จากการไปร่วมปั่นจักรยานรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด (จะเรียกว่าไม่ประมาณตนได้ไหมเนี่ย) มีอาการเท้าบวมมาก ต้องใช้เฝือกอ่อนและไม้ค้ำยัน ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ยายวิเลยต้องเหนื่อยหนัก เพราะต้องทำงานแทนทั้งหมด รวมทั้งการขับรถพาพ่อใหญ่สอไปพบหมออาทิตย์ละ 2 ครั้ง อีกทั้งกำลังอยู่ในช่วงของการรักษาอาการเกี่ยวกับกระดูกคอ ไหล่ และหลัง ที่พ่อใหญ่สอบอกว่าเป็นมาตั้งแต่อายุ 25 ปีด้วย จึงต้องไปโรงพยาบาล 2 แห่งแทบทุกวัน วันที่ 29 มีนาคม ก็พบโรคใหม่อีก ที่แม้ไม่ร้ายแรงแต่หมอก็บอกว่าต้องผ่าตัดเท่านั้นจึงจะหาย ยายวิจึงได้แต่ให้กำลังใจพ่อใหญ่สอว่า ต้องอยู่เพื่อกรีดยางนะ เพราะยายวิจะไม่จัดการงานนี้ให้เป็นอันขาด (ความคิดที่จะอยู่ปลูกยางรอบสองนั้น ขอให้พักไว้ก่อน อิอิ...) ช่วงนี้พ่อใหญ่สอมักจะหงุดหงิดและใจน้อย ...ขู่ว่า ถ้าเกษียณแล้วยายวิยังทำงานต่อแกจะหนีไปให้ตามหาตัวไม่เจอ (แกยังคิดว่าจะมีคนตามหาอีก...อิอิ) เฮ้อ!...น้องในที่ทำงานก็ยังจำเป็นจะต้องพึ่งผู้สูงวัย เพราะคนหนึ่งเพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2551 อีกคนที่ย้ายมาจากเขตการศึกษาก็ไปทำงานอื่นเป็นหลัก ยายวิที่มีประสบการณ์ในการทำงานในสาขาจิตวิทยาและการแนะแนวย่างเข้าปีที่ 36 จึงจำเป็นจะต้องวางรากฐานให้กับน้องๆ ตอนนี้เป็นช่วงของการเตรียมการอบรมครู ยายวิได้รับหน้าที่ทำปกเอกสารการอบรม ทำแบบทดสอบก่อน/หลังการอบรม ทำหน่วยการอบรมที่เป็นวิทยากร [เอกสารและสื่อ ซึ่งต้องทำให้น้องจากเขตที่ติดต่อไม่ได้ด้วย] และทำแบบประเมินการอบรม

            ความสุขความประทับใจที่สุดในเดือนมีนาคม เกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม ที่ครอบครัวคุณอักขณิช กัลยาณมิตรชาว GotoKnow ที่ผู้เขียนรู้สึกรักใคร่ผูกพันราวกับญาติใกล้ชิด ได้ไปเยี่ยม ดังที่คุณอักขณิชได้เขียนบันทึกไปแล้ว ณ ที่นี้ จึงขอเสนอเฉพาะภาพและคำบรรยายในภาพเท่านั้น เพื่อผู้อ่านจะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นการฉายหนังซ้ำ (คราวหน้าพี่พอเพียงกับน้องแพรวพราวต้องอ้อนให้คุณพ่อคุณแม่จัดเวลาให้ได้ไปเที่ยวพัทยาน้อย อ่างเก็บน้ำของเขื่อนสิรินธร นะคะ ชดเชยที่ไปเยี่ยมคราวนี้ดูจะไม่คุ้มค่าเหนื่อยที่น้องแพรวพราวต้องนั่งแกร่วอยู่ในรถเป็นเวลานาน [พัทยาน้อยเป็นคนละแห่งกับหาดคูเดื่อที่เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำมูลค่ะ คุณอักขณิช])

 

           มาคิดทบทวนดูแล้ว ที่ผ่านมา สิ่งที่ยายวิทำก็ดูจะไม่เหมาะนักกับการเป็นผู้สูงอายุ เช่น การเดินขึ้นตึกชั้น 4 ที่เป็นที่ตั้งห้องทำงาน และชั้น 6-8 ที่เป็นห้องเรียน ทั้งนี้เพราะต้องการเดินออกกำลัง และไม่ต้องการไปแย่งใช้ลิฟท์กับนักศึกษาที่ยืนออเต็มหน้าลิฟท์เสมอ อาจารย์น้องๆ บอกว่าได้ใช้วิธีบอกนักศึกษาให้หลีกทางให้ แต่ยายวิไม่เลือกวิธีนั้น สำหรับการทำงานประเภทเลื่อยตัดแต่งกิ่งต้นไม้นั้น ยายวิก็จำเป็นต้องทำเอง อย่างเช่นการตัดกิ่งต้นเสม็ดเพื่อให้แตกยอดใหม่เป็นผักให้ได้เก็บกิน พ่อใหญ่สอบอกว่าจะให้คนงานตัดให้ แต่รอเป็นเดือนก็ไม่ได้ตัด ยายวิเลยต้องลงมือตัดเอง จะอาศัยแรงพ่อใหญ่สอนะเหรอ ไม่มีทาง เห็นเป็นเกษตกรยังงั้น หยิบหย่งจะตายไป แทบจะไม่เคยเลื่อยเคยขุดอะไร จะทำอะไรทีก็ต้องแต่งตัวใส่ถุงมือ ใส่หมวกที่มีที่ปิดคอใส่รองเท้ายางปิดเท้าทั้งที่เป็นเวลาหลังห้าโมงเย็น (เวลาทำงานรอบบ่ายของพ่อใหญ่สอ) เวลาไปไหนก็กางร่มในขณะที่ยายวิเดินกลางแดด เพราะยายวิขี้รำคาญ ใส่หมวกปีกกว้างอย่างเดียว ทำงานกลางแดดเช้าถึงเที่ยง   

 

   

 

  

 

             ตอนที่ไปอยู่บ้านหนองฝางใหม่ๆ พ่อใหญ่สอบอกว่า เมื่อไปอยู่กับเขาต้องทำประโยชน์ให้เขา และให้ยายวิคิดคำขวัญเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติภารกิจของฟาร์ม ยายวิเลยคิดคำขวัญให้พ่อใหญ่สอทำซะเยอะเลย ภารกิจ "เพิ่มรายได้ให้ชุมชน"  คือ การจ้างแรงงานในท้องถิ่น การหาทางเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต โดยพ่อใหญ่สอได้สละเงินส่วนตัวเพื่อซื้อที่ดิน สร้างลานปุ๋ยให้หมู่บ้าน และซื้ออุปกรณ์ทำปุ๋ย  สอนและพาชาวบ้านผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เองและจำหน่าย  ภารกิจ  "อุทิศตนเพื่อประชา" นั้นแกก็ทำแบบจัดหนักเลย กล่าวคือ เดิมทีหมู่บ้านไม่มีวัด แกจึงริเริ่มความคิดที่จะสร้างวัด และได้ซื้อที่ 7 ไร่ร่วมกับเจ้าของที่บริจาคสมทบอีก 7 ไร่เพื่อสร้างวัด ได้บริจาคเงินในขั้นตอนต่างๆ ของการสร้าง การพัฒนาและทนุบำรุงวัด ครั้งละไม่น้อย (คนจำนวนมากที่เห็นมาร่วมงานบุญเพื่อหาเงินสร้างวัดนั้น มาจากทุกสารทิศเพราะบารมีเจ้าอาวาสวัดใหญ่) บริจาคเงินและสิ่งของสนับสนุนการจัดการศึกษาของทางโรงเรียนทุกปี มอบรองเท้าแตะ ขนม นมให้เด็กทุกคนในวันเด็ก มอบกิ่งพันธุ์แก้วมังกร ปลา ไก่ สนับสนุนการเรียนงานเกษตรของโรงเรียน ซื้อของจำเป็นมอบให้ศาลากลางบ้านเช่น เก้าอี้ พัดลม นาฬิกา เป็นต้น และให้บ้าน วัด โรงเรียนยืมอุปกรณ์จากฟาร์ม เช่น รถตัดหญ้า เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย รถเข็น ฯลฯ ได้ทุกเวลาทุกโอกาส ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสถานศึกษา และที่ปรึกษากรรมการชุดต่างๆ ของหมู่บ้าน (คนมองว่า แกคงมุ่งหวังปูทางไปสู่การเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเคยมีคนชวนแกไปร่วมทีมด้วย แต่แกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แต่ถึงแกจะไม่ปฏิเสธ ยายวิก็คงไม่ให้ทำ เพราะผิดข้อตกลงที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสมถะในฟาร์ม)

 

              ภาพข้างล่าง เป็นตัวของอย่างภารกิจตามคำขวัญ "เสริมปัญญาแหล่งเรียนรู้ เชิดชูความเป็นไทย" และ "ธำรงไว้สิ่งแวดล้อม" 

 

            ในท้ายที่สุดนี้ ขอเรียนกัลยาณมิตร GotoKnow ว่า แม้พ่อใหญ่สอและยายวิจะมีปากมีเสียงกันแทบทุกเวลา (เพราะพ่อใหญ่สอและยายวิ มีข้อแตกต่างกันเป็นส่วนใหญ่) แต่การเป็นคนรักชาติ ต้องการที่จะเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชนบท ความเป็นคนจริงจังจริงใจ และการชอบปลูก-ดูแลต้นไม้   ที่เหมือนกันของพ่อใหญ่สอและยายวิ  ก็ได้ช่วยผลักดันให้สองตายายร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจตามคำขวัญ "เพิ่มรายได้ให้ชุมชน   อุทิศตนเพื่อประชา    เสริมปัญญาแหล่งเรียนรู้   เชิดชูความเป็นไทย  ธำรงไว้สิ่งแวดล้อม" ของ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" ตลอดเวลาย่างเข้าปีที่ 7 ที่พ่อใหญ่สอได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฟาร์ม และในวันข้างหน้า สองตายายก็จะพยายามช่วยกันปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปตามลำดับ ก็นับได้ว่า เป็น "ชีวิตที่มีความสุขแบบพอเพียง" ของสองตายาย  ที่ได้เลือกใช้ชีวิตในชนบท ในช่วงของการเป็นผู้สูงวัย ค่ะ