เหตุเกิดจากที่มีใครบางคนมาตั้งคำถามกับฉันแบบจริงจัง หลังจากที่ใครบางคนไปปฏิบัติธรรมกลับมา พุทธ คือ อะไรในความหมายที่เราเข้าใจเจ้าเก๋ เอาล่ะซิ เจอคำถามยาก ๆ แบบไม่ได้ตั้งตัว แต่ที่น่ากลัวกว่าคือคนที่ตั้งคำถามนี่แหละ ตอบผิดคงไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าตอบไม่ถูกใจ สงสัยคงจะต้องหูห้อยกันไปข้างหรือสองข้าง ^^" แต่ฉันว่าบางคำถามมันจุดประกายความคิด มุมมอง ทัศนคติ และการแลกเปลี่ยนความคิดของเราและของเขาอย่างเป็นระบบขึ้น แม้ใคร ๆ อีกหลายคนมักจะพูดกันเรื่องการเมืองกับศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนที่รักกันอาจต้องเลือกซักอย่างคือทางใครทางมัน มุมใครมุมมัน ^^" ฉันเองก็อารมณ์คล้าย ๆ กัน แต่ในเมื่อคนที่ตั้งคำถามเป็นผู้มีธรรม เขาคงไม่ลุแก่โทสะถึงกับผิดศีลข้อที่ ๑ กับเราอย่างแน่นอน ^^"
ความหมายของคำว่า พุทธ คือ ผู้ตรัสรู้ ผู้ตื่น ค่ะพี่คนทั่วไปก็คงจะทราบกันดีนะคะหนูว่า แต่ในที่สุดเมื่อตอบคำถามนี้เสร็จ ก็มีคำถามตามมาจนได้ แล้วทำไมคนที่นับถือศาสนาพุทธบางคนยังเชื่องมงาย ยังพึ่งร่างทรง เห็นไรก็ไหว้ไปซะหมด ไหว้แม้กระทั่งซากไม้ซากเรือซากเสาเก่า ๆ ไปไหนก็บนบานศาลกล่าวขอนู่นขอนี่อีกล่ะเก๋ - -" เอาแล้วไง ? แล้วถามวนิดายังงี้เคยคิดไหมคะว่าวนิดาก็หนักใจนะฮาฟ เป็นคำถามที่ไม่อยากตอบเลย มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทีเดียวนะฮาฟพี่ฮาฟ เอาวุ๊ย....ในเมื่อคนที่ต้องการคำตอบมาตั้งคำถามกับคนเบื๊อก ๆ แบบฉัน
มันก็คงต้องร่ายยาวกันสักนิด
มันอาจดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ
แต่มันเป็นเรื่องน่าคิดสำหรับคนที่นับถือศาสนาพุทธอย่างฉันด้วยเช่นกัน
จากการอ่านหนังสือที่สะสมบุญมาบ้างมันน่าจะเข้าท่าบ้างล่ะน่าหรือถ้าใครมาอ่านเจอบันทึกนี้เข้าแล้วเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ถูกต้องหรือเพิ่มเติม
กรุณาบอกกันหรือช่วยแก้ไขให้ด้วยค่ะ จะเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดมาก
ๆ
มนุษย์มีความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ
ถ้าตอบแบบอาร์ต ๆ หน่อย ๆ มันก็ค่อนข้าง Abstract นะฮะ ^^
สมัยก่อนโน้น..น มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการพึ่งพิง
พึ่งพาธรรมชาติ
ธรรมชาติเป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้
บางเรื่องมนุษย์ก็กลัวจึงสร้างเครื่องมือบางอย่างเพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ
อ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติ เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์เอง
หากมนุษย์ละเมิดหรือทำสิ่งที่ไม่ดีต่อธรรมชาติ
ธรรมชาติที่ว่าก็จะลงโทษมนุษย์ด้วยเหตุต่าง ๆ
มนุษย์จึงสร้างสัญลักษณ์ เครื่องมือ
เพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมชาติ เช่น
ประเพณีบุญบั้งไฟของทางภาคอีสาน
ที่มนุษย์สร้างบั้งไฟเพื่อบอกธรรมชาติ ( พญาแถน )
ให้ดลบันดาลน้ำฝนตกลงมาบนโลกมนุษย์
นอกจากพญาแถน เทวดา เทพาอารักษ์ พระภูมิเจ้าที่ พระแม่ธรณี พระแม่โพสพ ทวารบาล ผีบรรพบุรุษ เช่น ผีคุณทวด ผีปู่ ผีย่า ผีตา ผียาย ฯลฯ ก็จัดอยู่ในสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ด้วย หรือใครจะเถียงว่าเวลาที่เดือดร้อนหรือต้องการได้รับการคุ้มครองพิเศษ แบบไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ไม่มีการมาเคลมกันย้อนหลัง เราจะอัญเชิญผีเปรต ผีตายโหง ผีปอบ ผีกระหัง ผีกระสือ มาปกปักษ์รักษาตัวเรา - -" ผีดังกล่าวที่ว่ามันก็ดู Abstract นะฮะ แต่ทำไมเราถึงเชื่อ และเลือกเชื่อซะด้วย เพราะจัดเป็นประเภทผีดีใช่ไหมคะ ? นั่นละคือความเชื่อแบบ Animism มันมีมานานแล้วก่อนที่ศาสนาใด ๆ ในโลกจะบังเกิดขึ้น เราจึงเห็นได้ว่าคนตะวันออกมีความอ่อนน้อม เคารพต่อธรรมชาติ ไม่คิดเอาชนะะรรมชาติแบบคนตะวันตก และไม่ท้าทายต่อธรรมชาติ ความคิดนี้มันมีมานานก่อนที่จะมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมของซีกโลกตะวันตกซะอีก มันบ่มเพาะหล่อหลอมมานานกว่าพันปี แล้วจะไม่ทำให้คนที่นับถือศาสนาพุทธละทิ้งความเชื่อเหล่านี้ไปได้อย่างไร หรือวันสงกรานต์คุณจะไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่อย่างเดียว คุณจะไม่ทำบุญ บังสุกุล กรวดน้ำ ไปให้ ปู่ย่าตายาย หรอกหรือ ? เอาแล้วไง ? หาเรื่องโดนเบอร์ ๖ อีกแล้วไงวนิดา ^^"
แล้วทำไมคนที่นับถือศาสนาพุทธถึงไปไหว้พระพิฆเนศร์ พระแม่อุมา พระตรีมูรติ พระพรหม ไปโบสถ์พราหมณ์ (อยู่ตรงไหนฟะ ?) ด้วยอ้ะเก๋ อืม !!! ....... นั่นดิพี่ ทำไมอ้ะ ละพี่ล่ะพี่ไหว้ไหม ? พี่ผ่านไปพี่ก็ยกมือไหว้นะ ละเก๋อ้ะไหว้ปะเรา ? อืม !!! ไม่ค่อยได้ผ่านไปค่ะ หรือบางทีนั่งรถเมล์ผ่านไปก็หลับ อืม ๆ ใช่ ๆ ตอนเราติดรถพี่ไปหอศิลป์แกยังหลับเลย อ้าว.......วววววว !!!! มันน่าคิดต่อเหมือนกันนะคะ ที่เราคนนับถือศาสนาพุทธแท้ ๆ แต่ทำไมเราไหว้เทพเจ้าของศาสนาอื่น ๆ ด้วย บางศาสนาก็มีบทบัญญัติของศาสนาว่าห้ามกราบไหว้บูชารูปปั้น หรือสิ่งใด ของศาสนาอื่น อืม.......ม มันน่าจะเป็นคำตอบนี้ไหมคะ
ศาสนาพราหมณ์หรือการนับถือเทพเจ้ามีมาก่อนศาสนาพุทธที่จะบังเกิดขึ้นมาในโลกใบนี้ เทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ที่เราคนไทยรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนวิชาสังคมสมัย ม.ต้น ก็มีพระพรหมณ์เทพผู้สร้างมีพาหนะคือหงส์ พระนารายณ์หรือพระวิษณุมีหน้าที่ดูแลรักษาโลกมีพาหนะคือพญาครุฑ พระศิวะหรือพระอิศวรมีหน้าที่ทำลายล้างมีพาหนะเป็นโค ( แฮ่ะ ๆ แต่จำชื่อโคท่านไม่ได้ ) อืม !!! แล้วมันเกี่ยวไรกันเก๋ ( ชักเริ่มเบื่อการรอคอยคำตอบ ) จนศาสนาพราหมณ์แผ่ขยายมาในอาราจักรไทยสมัยที่โดดเด่นเห็นชัดเป๊ะ ๆ ก็น่าจะเป็นสมัยอยุธยา ที่เรารับเอาศาสนาพราหมณ์ของอินเดียผ่านเขมรหรืออาณาจักรขอม เพื่อนบ้านเรานี่เอง เราจะสังเกตได้ว่าในสมัยสุโขทัยพระนามของพระมหากษัตริย์มักจะมีคำนำหน้าพระนามว่า " พ่อ " เมื่อมาสมัยอยุธยามีความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ ดังนั้นพระนามของแต่ละพระองค์จะมีชื่อของเทพเจ้าปรากกอยู่ในพระนามด้วย เช่น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ...... ( น่าจะมาจากพระรามซึ่งเป็นพระนามหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารมาปราบทศกัณฑ์ ) สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น จนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์หรือใครจะเถียงผมฮาฟพี่ ราชวงศ์จักรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราก็เช่นเดียวกัน จักรีเป็นอาวุธหนึ่งของพระนารายณ์นะฮาฟพี่นอกจาก ตรี คทา สังข์ กอปรกับประเพณีพิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์หรือเกี่ยวกับการสร้างกำลังใจให้กับประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัติรย์ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์อย่างแยกกันไม่ออก มีทั้งพราหมณ์และพุทธปรากฏอยู่ในประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา การวางศิลาฤกษ์ เป็นต้น จนมาในสมัยนี้ก็ยังได้เห็นกันอยู่ แล้วงี้....เราจะไม่วอนนอนคุกกันหรือคะพี่ ^^" เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยนับถือศาสนาพุทธด้วยแล้วก็นับถือเทพเจ้าของศาสนาอื่นด้วย เพราะคนไทยมีความรักและศรัทธาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต่างหาก ^______^ ความเชื่อนี้จึงยังมีอยู่ในสายเลือดคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธด้วย หรือพี่จะเอา ? ( บางขวางสักคืนสอคืนคะพี่ )
อืม !!! เก๋ มันก็โอเคนะคะ
พี่พอเข้าใจนะ
แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ะทำไมคนไทยถึงเชื่อเรื่องไสยาศาสตร์
ขอหวย หูยยยย....ย....สารพัด ทำไมเรามีของดี ๆ
เราถึงไม่เชื่อไม่ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าวะเก๋ อืม !!!
มาตั้งคำถามแบบนี้วนิดาถึงกะน้ำตาไหล Y Y
พี่คะที่หนูตอบพี่ไปพี่ไม่เข้าใจตรงไหนคะพี่ ( เสียงสูงเล็กน้อย
) อืม !!! อินี้จะยังไงดี
หนูว่าศาสนาพุทธมันก็มีหลายแบบเนอะพี่เนอะ มีทั้งพุทธแบบชาวบ้าน
พุทธแบบไสยาศาสตร์ และพุทธแบบพุทธมั้งพี่
แต่ในที่สุดแล้วเราชาวพุทธก็ยังคงคิดแบบเดียวกันนั่นเองต่อให้เป็นพุทธแบบชาวบ้าน
พุทธแบบไสยาศาสตร์หรือพุทธแบบพุทธ คือ
เราเชื่อในเรื่องกรรม เราเข้าใจในหลักไตรลักษณ์ ( อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา ) เหมือน ๆ กัน หรือพี่ว่าไงคะ
? หากพี่ถามทำไมอีกคำ หนูขอบอกพี่ว่า หนูจะไม่รักษาศีลข้อที่ ๑
กับพี่แล้วนะคะ ^^"
1. ที่บอกว่านับถือศาสนา ส่วนมากจะอยู่ในระดับศรัทธา เลื่อมใส ยังไม่ได้รับมาปฏิบัติจริงๆ เราจึงเห็นคนที่บอกว่านับถือศาสนา เป็นผู้ร้ายก็มาก เชื่องมงายก็มาก
ความศรัทธาต่อพิธีกรรมก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราแยกแยะคำพูดที่ใช้เรียก กับการปฏิบัติจริงๆ ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ถ้าไม่แยกแยะ ก็จะสับสนไปหมด เพราะแม้แต่ผู้นับถือฮินดูในปัจจุบันก็มีแบบแผน ความเชื่อไม่ตรงกัน
2. ที่ว่ามีศาสนาพุทธ ทำไมไม่นับถือ ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์แหละครับ ;)
สุขสันต์ทุกวัน...สุขสันต์วันสงกรานต์...ขอบคุณเสมอมานะครับกับการได้อ่านบันทึกที่น่าอ่านนะครับ