ขอนำบทเรียนการปฎิรูปการศึกษาเข้าสู่แนวทางการรับใช้สังคม ของ มหาวิทยาลัยนำร่อง 6 แห่ง คือ ม.มหิดล ม.ธรรมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.เทคโนโลยี่พระจอมเกล้าธนบุรี ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ และสถาบันอาศรมศิลป์ มาถ่ายทอดให้ทราบถึงการลงมือปฏิบัติจริงที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อผลิตบัณทิตพลเมืองดีผู้รับผิดชอบต่อสังคมของประเทศ ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับผู้เกี่ยวข้องในวงการศึกษา นำไปปรับใช้ตามบริบทของสังคมแต่ละแห่งต่อไป

สืบเนื่องจากบันทึกเรื่อง"สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาผลิตบัณทิตมีคุณภาพเพื่อสังคมเป็นสุข"

http://www.gotoknow.org/blog/nongnarts/448028

ข้าพเจ้าขอนำบทเรียนการปฎิรูปการศึกษาเข้าสู่แนวทางการรับใช้สังคม ของ มหาวิทยาลัยนำร่อง 6แห่ง คือ ม.มหิดล ม.ธรรมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ม.เทคโนโลยี่พระจอมเกล้าธนบุรี ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ และสถาบันอาศรมศิลป์ มาถ่ายทอดให้ทราบถึงการลงมือปฏิบัติจริงที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อผลิตบัณทิตพลเมืองดีผู้รับผิดชอบต่อสังคมของประเทศ ที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจ สำหรับผู้เกี่ยวข้องในวงการศึกษา นำไปปรับใช้ตามบริบทของสังคมแต่ละแห่งต่อไป

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกูล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่เริ่มต้นด้วยการจัดตั้ง "ศูนย์อาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" และสร้างกลไกสนับสนุนการบ่มเพาะจิตอาสาของนักศึกษา จนเกิดการปรับเปลี่ยนหลักสูตร TU 100 วิชาพลเมือง สำหรับนักศึกษาปีที่หนึ่ง ซึ่งเป็นรายวิชาใหม่ ที่เน้นการเรียนรู้แบบ Problem- Based Learning และ Project-Based Learning ที่เชื่อมโยงตนเองว่า อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดปัญหา และสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เพื่อสร้างจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองดีให้กับสังคม

กระบวนการเรียนรู้ จะสร้างบทบาทใหม่ให้นักศึกษาเป็น "ประธานการเรียนรู้" และอาจารย์ผู้สอนเป็น "วิทยากรกระบวนการ" อีกทั้งมีการขยายผลวิธีการเรียนการสอนไปสู่นักศึกษาปีที่สี่ ในรายวิชาจริยธรรมของนักกฏหมาย คณะนิติศาสตร์ ที่ได้นำความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ไปทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อแก้ปัญหาตามโจทย์ของชุมชน เป็นการเรียนรู้เพื่อบริการสังคม

ผศ.สุนันทา วิบูลย์จันทร์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงรูปแบบการดำเนินการในเรื่องนี้ว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ หรือเครื่องมือที่ได้จากวิชาชีพ และวิชาเฉพาะ ไปช่วยแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สังคม โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ๓ วิชา สำหรับนักศึกษาชั้น ปีที่ ๑ คือ มมศท๑๐๑ การศึกษาทั่วไปเพื่อการพัฒนามนุษย์ มมศท ๑๐๒ สังคมศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ และ มมศท ๑๐๓ ศิลปวิทยาการเพื่อการพัฒนามนุษย์ ตามแนวคิดของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) คือการศึกษาต้องพัฒนาคนให้เป้นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยการดำเนินชีวิตได้ดีงาม มีความสุข อยู่กับสังคม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม อย่างเกื้อกูล สามารถนำความรู้หรือเครื่องมือที่ได้จากวิชาชีพ/วิชาเฉพาะ ไปช่วยแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สังคม

รศ.อำนาจ เย็นสบาย คณบดีวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เล่าถึงที่มาของการจัดตั้งวิทยาลัยแห่งนี้ที่จังหวัดสระแก้ว (เทียบเท่าคณะ) เพื่อพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่นเป็นหลัก โดยจัดหลักสูตรตามความต้องการของท้องถิ่น ด้วยการสร้างความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้อง ๕ ด้าน คือ ผู้บริหารระดับท้องถิ่น NGO ชุมชน ผู้ประกอบการ และมหาวิทยาลัย โดยมี เป้าหมายเพื่อผลิตบัณทิตคืนถิ่นให้เป็นผู้นำชุมชน ที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รศ.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งเน้น การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการกับการทำงาน ( Work Integrated Learning:WIL ) ให้นักศึกษาเรียนรู้จากโจทย์ของสังคม อันประกอบด้วยโจทย์ชุมชน และสถานประกอบการ เพื่อให้มีโอกาสได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริง ก่อนการลงมือแก้ไขปัญหาของชุมชนและสถานประกอบการ

รศ.ดร.ฉัตรนภา พรหมมา อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ นำเสนอรูปแบบของการศึกษาควบคู่การพัฒนาท้องถิ่น โดยสนับสนุนอาจารย์และบุคลากรอย่างโดดเด่นด้านพัฒนานวัตกรรม การบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อพัฒนาพื้นที่ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคีอย่างเป็นระบบ โดยใช้งานวิจัย เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงข้อมูล สถานการณ์ปัญหา และ คน ในพื้นที่ ผ่านรูปแบบการบริหารจัดการ ๔ ด้าน ที่เรียกว่า RICN Model (R=Research , I=Integration , C=Communication , N=Network ) เพื่อเชื่อมโยงบุคลากร นักศึกษา และทรัพยากรในมหาวิทยาลัย ร่วมกันแก้ปัญหาของท้องถิ่นและสังคม

รศ.ประภาภัทร นิยม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย สถาบันอาศรมศิลป์ ได้เล่าถึงหัวใจสำคัญของกระบวนการเรียนรู้เพื่อสังคมที่สถาบันแห่งนี้ ว่า ต้องการสร้าง ทักษะภายในตน ด้วยการฝึกฝน กาย ใจ สติปัญญา เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์และร่วมเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างมีคุณภาพ โดยมีองค์ประกอบของกลไกขับเคลื่อน ๓ ด้านคือ การเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Deep Learning) การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Learning by Doing) การเรียนรู้จากการสื่อสาร (Communication- Based Learning)

ผลการจัดการศึกษาในลักษณะดังกล่าว ทำให้นักศึกษา เห็นคุณค่าและความรู้ที่ตนได้รับ นำไปใช้ในการทำงาน เกิดทักษะในวิชาชีพอย่างแท้จริง ในขณะที่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสถาบันฯและชุมชน ได้มีส่วนเสริมสร้างศักยภาพผู้นำชุมชน ให้สามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

ในตอนที่ ๒ ข้าพเจ้าจะได้นำบทเรียนรู้จากการบอกเล่าของผู้ปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้บริหารการศึกษา อาจารย์ผู้สอน นักศึกษา และชาวบ้านในชุมชน จากเวทีสัมมนานี้ ถ่ายทอดให้ทราบต่อไป