การทำกรณีศึกษา : Cased-Study มีบทบาทและความสำคัญต่อการวิจัยในสาขาต่างๆทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แตกต่างกันไปตามลักษณะประเด็นปัญหาทางวิชาการและความต้องการความรู้ความเข้าใจเพื่อนำไปแก้ปัญหาทางการปฏิบัติของสาขานั้นๆ ตัวอย่างเช่น การทำกรณีศึกษาในการวิจัยทางการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ของเด็ก ก็จะมุ่งวินิจฉัยปัญหาเพื่อเข้าใจและแก้ปัญหาให้แก่เด็กได้อย่างถูกต้องเป็นรายกรณี การทำกรณีศึกษาในงานศิลปะประยุกต์ สถาปัตยกรรม หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็จะเป็นการทดลองและตรวจสอบความลงตัวในทุกด้านเพื่อวิเคราะห์ปัญหา วางแผน ปรับปรุงแก้ไขและตรวจสอบสิ่งต่างๆก่อนการทำจริง การวิจัยชุมชนและการวิจัยทางสังคม ก็อาจจะทำกรณีศึกษาเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงที่รอบด้านทุกมิติของปรากฏการณ์ที่ศึกษา รวมทั้งระบบวิธีคิดของกลุ่มคนและชุมชนที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้เป็นต้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นจุดแข็งของการนำเอาการทำกรณีศึกษาไปใช้ทำงาน โดยเฉพาะวิธีคิด ลักษณะปัญหาและโจทย์การวิจัยที่เหมาะสมต่อการทำกรณีศึกษา และเหตุผลเบื้องหลังสำหรับการทำงานระดับออกแบบทางวิธีวิทยาเพื่อนำมาผสมผสานในการวิจัยแบบ PAR ให้ได้ผลอย่างดีที่สุด

  ผลที่จะได้รับที่สำคัญ  จากการทำกรณีศึกษา   

ความเข้มแข็งของการวิจัยโดยวิธีทำกรณีศึกษาในงานวิจัยแบบ PAR และผลที่จะได้รับที่สำคัญ คือ

  • ทำให้สามารถเข้าถึงความเป็นจริงได้อย่างรอบด้าน ทั่วถึง เห็นรายละเอียดอย่างแจ่มชัดมากที่สุด
  • เข้าถึงบทสรุประดับทรรศนะพื้นฐาน ระบบวิธีคิดของปัจเจกและชุมชน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติและกระบวนการเชิงพฤติกรรมซึ่งสะท้อนวิธีคิด ทัศคติ ความเชื่อ และระบบค่านิยมต่างๆของสังคม
  • แก้ปัญหาทางการปฏิบัติได้ ในงานวิจัยทุกสาขาที่มุ่งการปฏิบัติและการผลิต ก็จะทำให้เกิดการจำลองสถานการณ์ ทำให้สามารถตรวจสอบความเป็นจริงได้ ป้องกันและลดความผิดพลาด ลดความสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณ รวมทั้งสร้างความรู้และทำให้มีบทเรียนทางการปฏิบัติครบถ้วน สำหรับนำไปปฏิบัติในสถานการณ์อื่นๆได้ดียิ่งๆขึ้นต่อไป เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของคนทั่วไปเกี่ยวกับการทำกรณีศึกษา มักมิได้พิจารณานัยสำคัญ ความหมาย วิธีคิดและเหตุผลเบื้องหลังของความที่จะต้องพิถีพิถันต่อการทำกรณีศึกษาในสถานการณ์ความจำเป็นต่างๆของการวิจัย จึงมักคิดเอาจากการเปรียบเทียบกับทฤษฎีการสุ่มความเป็นตัวแทนทางประชากรและวิธีคิดพื้นฐานสำหรับการสร้างความรู้ของการวิจัยแบบทั่วไป ทำให้จินตนาการไปตามความเชื่อและการรับรู้แบบกว้างๆว่า การวิจัยแบบทำกรณีศึกษานั้นจะเป็นการวิจัยที่ไม่มีคุณภาพ ให้ความรู้ที่จะนำไปอ้างอิงกับกรณีทั่วไปไม่ได้ เป็นวรรณกรรมและเรื่องแต่งของนักวิจัยเองเพราะกรรมวิธีในการวิเคราะห์และให้ความหมายจากนักวิจัยจะมีบทบาทมาก เหล่านี้เป็นต้น

ความเข้าใจในลักษณะนี้นับว่ายังไม่ถูกต้องนัก อีกทั้งทำให้ความเข้มแข็งของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ การวิจัยทางการศึกษา การวิจัยทางมนุษยศาสตร์ การวิจัยปฏิบัติการสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา ตลอดจนการวิจัยแบบ PAR ที่ดำเนินการบนการทำกรณีศึกษา มักถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่เป็นวิธีวิจัยและปฏิบัติการสังคมโดยวิธีการทางความรู้ที่จะทำให้แก้ปัญหาได้ สามารถสร้างความรู้ให้เห็นถึงวิธีคิดและวิธีปฏิบัติ รวมทั้งจะสื่อสะท้อนความหมายและสัมผัสความเป็นจริงของสังคม จนโน้มนำให้เกิดการระดมพลังปฏิบัติในวิถีแห่งการใช้ปัญญาสร้างสรรค์ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง 

  วิธีทำกรณีศึกษา  อย่างเป็นวิธีวิทยาและวางอยู่บนฐานทฤษฎีอันหนักแน่น 

ในความเป็นจริงแล้ว หากเห็นลักษณะความรู้ที่จะได้ อีกทั้งมีวิธีเลือกทำกรณีศึกษาด้วยหลักเกณฑ์เชิงทฤษฎีและดำเนินการอย่างเป็นวิธีวิทยาการวิจัย มากกว่าทำอย่างเป็นเทคนิคการเลือกตัวอย่างในขั้นตอนการเก็บข้อมูลการวิจัยแล้ว การทำกรณีศึกษาในการทำวิจัยแบบ PAR ก็จะทำให้เราสามารถสร้างความรู้และเข้าถึงความจริงของปรากฏการณ์ทางสังคม ตลอดจนปราฏการณ์ของสิ่งที่ต้องการศึกษาที่มีความหนักแน่นเข้มแข็ง อีกทั้งไม่สามารถเข้าถึงได้โดยวิธีการวิจัยแบบอื่นอีกด้วย

การทำกรณีศึกษาในการวิจัยแบบ PAR นั้น เป้าหมายการวิจัยเพื่อทำเป็นกรณีศึกษาจะเป็นมากกว่าตัวอย่างที่สุ่มเลือกอย่างเป็นตัวแทนของประชากรทั่วไป ทั้งนี้เนื่องจากความรู้ที่ต้องการจะเป็นความรู้เชิงปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์กันอย่างเชื่อมโยงต่อเนื่องของเหตุปัจจัยเป็นชุด ก่อเกิดแบบแผนปรากฏการณ์หลากหลายและซับซ้อน หลายระดับ หลายรูปแบบ และหลายแง่มุม มิใช่ความรู้จากการแสดงตนเองของสิ่งที่ถูกทำให้นิ่งอย่างในการวิจัยทั่วไป อีกทั้งมิใช่ความรู้ที่อธิบายผ่านความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ลดทอนความซับซ้อนออกไป

การทำกรณีศึกษาในการวิจัยแบบ PAR นั้น จะทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้ความเป็นจริงที่มีธรรมชาติเป็นพลวัตรและจะผุดบังเกิดขึ้นจากชุดของเหตุปัจจัยซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบซับซ้อน นับแต่ระดับกายภาพ ความเป็นวัตถุ ไปจนถึงระดับนามธรรม วิธีคิด และมิติจิตวิญญาณ ซึ่งลักษณะความรู้อย่างนี้จะไม่สามารถได้จากการวิจัยแบบทั่วไป ขณะเดียวกัน การที่จะเข้าถึงความรู้ในลักษณะดังกล่าวนี้ได้นั้น ก็ด้วยการทำกรณีศึกษาเพื่อสร้างประสบการณ์และนำมาสร้างความรู้ขึ้นอย่างเป็นระบบด้วยการตรวจสอบกัน ๓ จุดยืนในเวลาเดียวกัน อันได้แก่ จากจุดยืนผู้กระทำ จากจุดยืนผู้เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกสร้างและเป็นสิ่งที่ถูกศึกษา และจากจุดยืนผู้สังเกตนั่นเอง 

                                                           ภาพที่ ๑ : กลุ่มคน ๘ กลุ่มซึ่งใช้วิธีแก้ปัญหายุงกัด ๘ วิธี
                                                                          ในห้องซึ่งติดมุ้งลวดกันยุงห้องเดียวกัน

 ระดับปรากฏการณ์  กับวิธีวิทยาการเห็นและเลือกกรณีศึกษาด้วยความรู้ที่ลึกซึ้ง

จากภาพ ปัจเจกและกลุ่มคนในภาพ สามารถจำแนกโดยแบบแผนของการมีเครื่องมือและวิธีแก้ปัญหายุงกัด ๘ วิธีได้ ๘ กลุ่ม รวมทั้งเจ้าของบ้านซึ่งใช้วิธีกางกรด ทั้งหมดอยู่ในห้องซึ่งติดมุ่งลวดกันยุงได้อย่างดีห้องเดียวกัน ลักษณะอย่างนี้ หากเป็นการเลือกทำกรณีศึกษาโดยทั่วไปก็จะมุ่งเลือกตัวแทนจากกลุ่มประชาชน ๘ กลุ่มเพื่อเป็นตัวแทนของการใช้เทคโนโลยีและวิธีแก้ปัญหายุงกัด ๘ วิธี หากน้อยไปกว่านี้ก็จะกลายเป็นการเลือกอย่างมีอคติ ไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นรองรับว่าทำไมจึงเลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและเว้นไปบางกลุ่ม ซึ่งก็ยิ่งจะเป็นจุดอ่อนของการทำกรณีศึกษาในงานวิจัยแบบ PAR

แต่กระนั้นก็ตาม ถึงแม้จะได้เลือกและทำการศึกษาครบทั้ง ๘ กลุ่มแล้ว ก็มักเชื่อกันว่าความรู้จากกรณีศึกษาอย่างนี้จะไม่มีพลังการอธิบายปรากฏการณ์ทั่วไป เพราะไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวแทนทางประชากร จะเห็นว่า เทคนิคการวิจัยกลายเป็นศูนย์กลางของการพิจารณา จนบางครั้งอาจทำให้เรามองข้ามเหตุผลและมิติที่สำคัญกว่านั้นของการทำกรณีศึกษา

จากกรณีตัวอย่างเดียวกัน หากเลือกด้วยวิธีคิดอย่างมีวิธีวิทยาและเลือกบนฐานทฤษฎี เราก็จะพบว่า กลุ่มคนทั้ง ๘ กลุ่มนี้ เป็นตัวแทนของความหลากหลายก็จริง ทว่า เราจะอธิบายวิธีแก้ปัญหายุงกัดผ่านประสบการณ์และเทคโนโลยีที่แต่ละกลุ่มมีอยู่ ๘ วิธีนี้ไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงนั้น การที่ไม่มียุงและทุกกลุ่มไม่ถูกยุงกัด หาได้เกิดจากเครื่องมือและวิธีแก้ปัญหาแบบต่างๆแต่อย่างใด ทว่า เกิดจากปัจจัยเชิงระบบที่ใหญ่กว่าชุดเดียวกัน อันได้แก่ห้องที่ติดมุ้งลวดซึ่งแก้ปัญหาส่งผลได้ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีและวิธีการแก้ปัญหายุงกัดอย่างไร ผู้คนทั้งหมดทั้ง ๘ กลุ่มก็จะไม่ถูกยุงกัด อีกทั้งจะไม่เคยเห็นยุงกันเลยทีเดียว ซึ่งก็จะไม่ใช่เนื่องจากเทคโนโลยีและวิธีการทุกแบบได้ผลดีเหมือนกัน แต่เพราะล้วนอยู่ในอาณาบริเวณของห้องเดียวกันซึ่งติดมุ้งลวดเป็นอย่างดีนั่นเอง

จากตัวอย่างนี้ จะเห็นได้ว่า ไม่เราว่าจะสุ่มเลือกอย่างเป็นระบบอันซับซ้อนตามแบบแผนการวิจัยแบบทั่วไป หรือเลือกทำกรณีศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มสังคมที่หลากหลายภายใต้เงื่อนไขนี้อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมมีความหมายเท่ากัน เพราะทั้งหมดอยู่ในบริบทของปรากฏการณ์ชุดเดียวกันคืออยู่ในห้องติดมุ้งลวดเหมือนกัน และเป็นระบบที่ใหญ่กว่าซึ่งแก้ปัญหาครอบไปทั่วทุกคน 

ความเป็นห้องติดมุ้งลวดที่เปรียบเปรยในตัวอย่างนี้ก็คือ ระบบและโครงสร้างสังคม ระบบเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม หรือชุดเหตุปัจจัยและเงื่อนไขอันซับซ้อนของปรากฏการณ์สังคมในโลกความเป็นจริง รวมทั้งระบบธรรมชาติและปัจจัยพื้นฐาน หรือองค์ประกอบพื้นฐานและลักษณะความเป็นสามัญที่เป็นจริงทั่วไปในบริบทนั้นๆ เช่น ในยุคสมัยปัจจุบัน เป็นยุคของทุนนิยมแบบมุ่งผลกำไร ซึ่งเป็นจริงและสะท้อนไปสู่กลุ่มสังคมหรือระบบย่อยๆทั้งโลก, ในบริบททางความรู้และข้อมูลข่าวสาร พลังของข้อมูลและสารสนเทศเป็นจริงในบางระบบสังคม, ในสังคมไทย ประชากรส่วนใหญ่กว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์นับถือพุทธศาสนา ดังนั้น ไม่ว่าจะสุ่มเลือกไปศึกษาเรื่องใด ก็จะมีทรรศนะที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาเข้าไปปนอยู่เป็นพื้นฐานไม่มากก็น้อย เหล่านี้เป็นต้น

ลักษณะอย่างนี้ หากเรามุ่งศึกษาแบบทำกรณีศึกษาเพื่อให้ได้ความลึกซึ้ง เห็นความซับซ้อนและความเชื่อมโยงได้หมดจรดและรอบด้านที่สุด ก็จะได้ความเป็นจริงที่ดีและถูกต้องกว่าการสุ่มเพื่อศึกษาความเป็นจริงจากส่วนย่อยๆให้มาร่วมกันเป็นตัวอธิบาย วิธีคิดเชิงระบบและทำกรณีศึกษาอย่างนี้จัดว่าเป็นการทำอย่างมีวิธีวิทยาหรือใช้ความรู้อย่างรอบด้านและกรอบทฤษฎีต่อปรากฏการณ์ความซับซ้อนที่สะท้อนอยู่ในกรณีตัวอย่างนั้นๆ รวมทั้งเลือกวิธีเข้าถึงได้อย่างถูกต้อง เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา มากกว่าเลือกไปตามเทคนิคการวิจัยโดยมิได้พิจารณาความหมายและความมีเหตุผลเบื้องหลังกำกับอยู่ภายใต้เทคนิคและวิธีการต่างๆ

ในการทำกรณีศึกษาให้เป็นวิธีวิทยาเพื่อเข้าถึงความรู้และความจริง จึงจำเป็นต้องเห็นระบบความซับซ้อนด้วยฐานทฤษฎี ตัวปัญญา ความรอบรู้ ความรู้ลึก ความละเอียดอ่อน เห็นด้วยความสามารถปฏิบัติ อีกทั้งต้องตรวจสอบด้วยการอ่านศึกษาทบทวน ทั้งวรรณกรรมและความรู้สารพัดชนิดซึ่งมากกว่าและรอบด้านกว่าการอ่านเพียงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือ ต้องใช้ความรู้จากการอ่านสังคม ความรู้และภูมิปัญญาของชาวบ้าน ความรู้ในวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นซึ่งนักวิจัยต้องมุ่งเรียนรู้ไปกับชุมชน จากนั้น จึงจะสามารถเลือกตัวอย่างเพื่อทำกรณีศึกษาให้มีองค์ประกอบของสถานการณ์จริงที่ต้องการศึกษาอย่างครบถ้วนได้ดีที่สุด

ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถกล่าวได้อย่างหนึ่งว่า วิธีเลือกกรณีศึกษาในเชิงวิธีวิทยาเพื่อการวิจัยแบบ PAR นั้น จัดว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นนักวิจัย PAR ได้เป็นอย่างดียิ่ง ทั้งความลุ่มลึกแม่นยำทางทฤษฎี ความกว้างขวางของความรู้และทันความเคลื่อนไหวทางวิชาการ ความมีจินตนาการและวิธีคิดที่เชื่อมโยง ตลอดจนความเป็นนักวิจัยที่สะท้อนความเชื่อมโยงกับสังคม เป็นกำลังความรู้และกำลังทางวิชาการของกลุ่มปฏิบัติการสังคมต่างๆเพื่อสร้างสรรค์สังคมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตไปด้วยกันกับผู้คน

                                                 ภาพที่ ๒ : กรณีศึกษาในเชิงวิธีวิทยา ต้องเลือกให้สามารถสะท้อนปรากฏการณ์
                                                                 ของระบบอันซับซ้อนและเชื่อมโยง

จากตัวอย่างสมมุตินี้ ในจำนวนกลุ่มคน ๘ กลุ่มนั้น จะเห็นว่ามีเจ้าของบ้านอยู่ด้วย และเจ้าของบ้านนั้นก็ใช้กางกรดเป็นวิธีแก้ปัญหายุงกัด ซึ่งข้อมูลการทำกรณีศึกษากลุ่มคนอื่นๆนั้น จะไม่สามารถอธิบายการที่ยุงไม่กัดได้ แต่สำหรับเจ้าของบ้านแล้ว เมื่อพิจารณาเลือกเป็นกรณีศึกษาในเชิงวิธีวิทยา ก็กลับจะเป็นการทำการศึกษาได้อย่างถูกต้องในเชิงวิธีวิทยา เป็น Key Informant อันแท้จริงสำหรับกรณีนี้ที่จะอธิบายระบบต่างๆเกี่ยวกับการแก้ปัญหายุงกัด มิใช่อยู่ที่มีเทคโนโลยีและวิธีการแก้ปัญหาดีกว่าใคร แต่ทว่าเพราะเป็นเจ้าของบ้าน เป็นผู้ติดมุ้งลวด เป็นตัวแทนความจริงได้ครบถ้วนที่สุด มีประสบการณ์ตรงต่อระบบใหญ่และซับซ้อน ครอบคลุมลักษณะย่อยของทุกกลุ่มที่เหลือ ในขณะที่ระดับประสบการณ์ซึ่งมีอยู่ในความเป็นเจ้าของบ้านนี้จะไม่มีในกลุ่มทางสังคมกลุ่มอื่น ดังนั้น แม้เลือกเพียง ๑ กรณีศึกษา ก็สามารถเข้าถึงความรู้จริงได้ดีกว่าและถูกต้องกว่าการเลือกตัวแทนกลุ่มต่างๆอีก ๗ กลุ่มไปตามเทคนิคและขั้นตอนการวิจัยอย่างไม่มีความหมาย ดังนี้เป็นต้น วิธีอย่างนี้ เรียกว่าเป็นวิธีวิทยาทำกรณีศึกษาในงานวิจัยแบบ PAR ซึ่งเมื่อเลือกโดยวิธีวิทยาอย่างนี้ การทำกรณีศึกษาก็จะแม่นยำ งานวิจัยเชิงคุณภาพที่มีชื่อเสียงของโลกหลายชิ้นจะเลือกกรณีศึกษาด้วยวิธีคิดอย่างนี้ และก็ให้ทฤษฎีพื้นฐานเป็นที่อ้างอิงได้อย่างกว้างขวาง

  พลังอันแท้จริง  ของการทำกรณีศึกษาในการวิจัยแบบ PAR 

เมื่อเป็นดังนี้ ก็จะเห็นได้ว่า การทำกรณีศึกษาในการวิจัยแบบ PAR จึงไม่ใช่การเลือกโดยจุดมุ่งหมายเชิงเทคนิคการเก็บข้อมูลให้มีคุณภาพแต่เพียงเท่านั้น แต่จะเป็นภาพสะท้อนของการใช้ความรู้เชิงระบบอันซับซ้อน เลือกโดยมีฐานทฤษฎี ความรอบรู้ สะท้อนประสบการณ์ต่อสังคมและประสบการณ์ต่อความเป็นจริงอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่ต้องการศึกษา เพื่อทำกรณีศึกษาและสร้างความรู้ความเป็นจริงในระดับปรากฏการณ์ที่เป็นปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นพลวัตรของชุดปัจจัยและองค์ประกอบอันซับซ้อนต่างๆ ซึ่งทั้งหมดก็จะต้องเห็นด้วยความรู้ เห็นด้วยวิธีคิดและทรรศนะเชิงวิพากษ์ เห็นแจ้งไปจนถึงกระบวนการที่เชื่อมโยงและสะท้อนกันและกันของการปฏิบัติและระบบวิธีคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเห็นด้วยทรรศนะของผู้ที่อยู่ในบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นๆ หรือเป็นส่วนหนึ่งของแรงขับเคลื่อนตัวปรากฏการณ์สังคม ซึ่งจะสามารถเข้าถึงวิถีทรรศนะและความจำเพาะตนที่จะไม่สามารถได้จากงานวิจัยและการทบทวนวรรณกรรมเพื่อสร้างผลสรุปขึ้นจากสังคมอื่นๆหรือบริบทของกรณีอื่นๆมารวมกัน

ดังนั้น การทำกรณีศึกษาในการวิจัยแบบ PAR ในอีกแง่หนึ่ง จึงเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางสังคม หรือ Social Lab ซึ่งไม่เพียงเป็นวิธีพิสูจน์ให้เห็นจริงทางการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาและสร้างความรู้ความจริงต่างๆร่วมกันได้เท่านั้น แต่จะสามารถสร้างคนที่เข้าไปมีส่วนร่วมให้เข้าถึงประสบการณ์ต่อสังคมอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ สามารถหยั่งถึงความเป็นจิตวิญญาณทางสังคมและได้ความละเอียดอ่อนลึกซึ้งเข้มข้นมากกว่าการรับรู้ผ่านการอ่านความรู้บนเอกสารอย่างเดียว ทำให้สามารถออกไปเป็นเครือข่ายนำการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆที่ตนเองให้ความสนใจด้วยความความเข้าใจอย่างเชื่อมโยงรอบด้าน อีกทั้งมีมิติความรู้ระดับปฏิบัติได้ ติดตัวออกไปเป็นความรู้จำเพาะตน  

ผลของการวิจัยแบบ PAR จึงครอบคลุมทั้งการได้ร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะชุมชน, ได้กระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาที่ริเริ่มและใช้ได้จริงในสถานการณ์นั้นๆ, ได้การสร้างความรู้ที่ตอบโจทย์ระดับบริบทจำเพาะ, และการได้สร้างคน-สร้างชุมชนให้เกิดประสบการณ์ต่อความเป็นจริงทางสังคมด้วยตนเอง มีภูมิปัญญาปฏิบัติ สั่งสมเป็นทุนทางสังคมไปกับการดำเนินการวิจัย.