• ขอบพระคุณครับพี่นงนาทครับ
  • พี่นงนาทก็ออกตัวมากเลยนะครับ
  • ในหมู่คนดูงานศิลปะนั้น คนสะสมและดูงานเรอนัวร์นี่เขาจะไม่ยอมรับว่าเป็นเด็กน้อยทางประสบการณ์ศิลปะหรอกนะครับ
  • อย่างผมนั้น งานอิมเพรชชั่นนิสต์นี่ ผมมาชอบเอาเมื่อเรียนศิลปะไป๓-๔ ปีแล้วครับ

                                     Stilllife 

  • นอกจากชอบแล้ว ผมเขียนแนวอิมเพรชชั่นนิสต์อยู่ชุดหนึ่งด้วยครับ ภาพข้างบนนี้ก็เป็นชิ้นหนึ่ง ก็เล่นขนบเดียวกับโมเนต์เลยละครับ คือโชว์การอ่านบรรยากาศภายใต้เงา และโชว์การอ่านสีของบรรยากาศภายใต้ภาพย้อนแสง ยุคนั้นพอจะมือขึ้นอยู่ครับ แม่นสีอากาศ แต่ตอนนี้ไม่ได้ความแล้วละครับ ให้เขียนอย่างนี้ก็เขียนไม่ได้อีกแล้ว
  • ปรัชญาและวิธีคิดของงานแนวอิมเพรชชั่นนิสต์มีความลึกซึ้งและให้มุมมองต่อสิ่งต่างๆแหลมคมและมักให้ความบันดาลใจมากๆอยู่เสมอๆในทุกภาพครับ
  • บางคนก็มองว่า พลังปัญญาและการนำเสนอทรรศนะต่อความงามที่ลึกซึ้งที่สุดของงานอิมเพรชชั่นนิสต์ก็คือ (๑)  ความงามของความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงบนงานทัศนศิลป์...หากเทียบกับวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ก็คือ การแสดง ๒ สถานะของพลังงานและมวลสารไปด้วยกัน  (๒) บรรยากาศและสีสันที่ต้องผสมกับในกระบวนการทางสมอง....การทำให้เห็นด้วยกระบวนการทางความคิด ที่ทั้งเป็นและไม่เป็นสิ่งเดียวกันกับองค์ประกอบภายนอก
  •  (๑)  วิธีการก็คือ....ลักษณะทีแปรงและสโตรก มันเหมือนกับไม่ชัด ด้านหนึ่งก็เหมือนกำลังเละๆละลายจากรูปทรงหนึ่ง แล้วก็ทำท่าจะขึ้นรูปไปยังอีกรูปหนึ่ง ยึกยือ-ยึกยือ บอกไม่ได้ว่า รูปทรงที่เป็น Mass และทำท่าจะละลายไป หรือทีแปรงลางๆที่ทำท่าจะเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทีแปรงและสีสันฟอร์มตัวกันขึ้นนั้น ด้านไหนจะเป็นความจริงที่สุด สิ่งที่ผ่านมาแล้วหรือสิ่งที่กำลังจะเป็นคือความจริง ....ดังนั้น ด้วยวิธีการอย่างนี้มิติที่สาม คือความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอน จึงสามารถบังเกิดขึ้นได้
  •   (๒)   ส่วนสีสันและบรรยากาศความประทับใจนั้น ที่เห็นนุ่มนวล สวยงามนั้น พอเพ่งดูเข้าจริงๆก็ไม่มีสิ่งที่เราเห็นอยู่ในรูปเขียนข้างนอกหรอกนะครับ เพราะรูปเขียนแนวอิมเพรชชั่นนิสต์นั้น เขาจะเขียนเหลื่อมสี และทิ้งทีแปรงเพื่อเปิดโอกาสให้มิติความว่างและอากาศเข้ามาเป็นส่วนผสม ดูในรายละเอียดแล้วสีต่างๆก็จะแยกๆกันอยู่นะครับ แต่ดูในภาพรวมแล้วเรากลับเห็นบรรยากาศความประทับใจที่จิตรกรต้องการนำเสนอ นี่แหละครับทีเด็ดของงานแนวนี้