Large_dscn2425 

กล้องถ่ายรูปเดี๋ยวนี้ถ่ายภาพแบบย้อนแสงหรือเงาดำได้ดีกว่าเมื่อก่อนนี้นะครับ ผมเองนั้นก็ชอบถ่ายรูปและวาดรูปที่เพิ่มมิติการเล่นแสง-เงา ด้วยการถ่ายภาพย้อนแสงและวาดรูปแบบเล่นน้ำหนักเงาให้เป็นตัวถ่ายทอดเรื่องราวหลักนะครับ คนเขียนรูปที่ทำงานผ่านภาพย้อนแสงและโชว์ศิลปะของเงาในบ้านเรานั้นมีไม่กี่คนครับ แต่เดิมนั้น ส่วนใหญ่ก็จะทำงานด้วยการปาดเกรยองหรือไม่ก็ภาพดรออิ้งแบบสีดำๆน้ำหนักเดียว

สำหรับคนเรียนศิลปะและช่างเขียนรูปนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าใครปาดเกรยองสวยและเขียนรูปจัดวางแสงเงาแบบย้อนแสงสวย ก็จะเป็นคนที่ตกผลึกและฝึกปรือจนอยู่ในขั้นที่จะทำสิ่งที่ไม่สวยอย่างไร ก็ให้สวยและมีเรื่องราวได้หมด แม้แต่สีดำพื้นๆสีเดียวหรือภาพย้อนแสงมืดๆซึ่งคนทั่วไปหากจัดวางไม่เป็นและไม่มีศิลปะ คนดูก็จะเห็นได้ว่ามันเป็นรูปเสีย ดังนั้น มือปาดเกรยองและคนทำงานแนว Sillhouette ก็มักจะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นคนสร้างสุนทรียภาพและสื่อสะท้อนความงามทางศิลปะด้วยการจัดวางวิธีคิด วิธีมอง และแม่นเรื่องการจัดองค์ประกอบ หรือ Composition ที่คนทำงานศิลปะชอบเรียกกันว่า การจัดคอมโสต์

                            Large_ignite-5

การถ่ายภาพย้อนแสงและทำงานแนว Sillhouette ในทางศิลปะภาพถ่ายจะให้ผลที่แปลกออกไปหลายอย่างครับ ที่สำคัญ น้ำหนักของเงาจะเน้นให้องค์ประกอบภาพแน่น ลงตัว คุมโทนทั้งภาพให้มีแนวคิดเชื่อมโยงกลมกลืน และถ้าหากรู้จังหวะหรือใช้แฟลชช่วยลดความเข้มของเงา ก็จะให้ผลเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคือ ภายในเงาทึบปื้นๆที่เหมือนกับไม่มีอะไรนั้น เมื่อมองให้ดีก็กลับมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกเยอะแยะ และภายในเงาและน้ำหนักทึบๆก็กลับมีสีที่อิ่มตัว เข้มข้น ซึ่งภาษาศิลปะเรียกว่ามีแมส-Mass มากกว่า ด้านที่ให้แสงสว่างแบบแจ๋นๆ

                           

                            Large_drykhuntarn 

รูปวาดแบบเงาดำและย้อนแสง เมื่อจัดวางดีๆก็กลายเป็นมีเรื่องราว ได้ความงามทางศิลปะ ให้การครุ่นคิด และให้ทรรศนะต่อการมองสิ่งต่างๆ ได้ดีมากอีกแนวหนึ่งครับ ในการเขียนภาพแบบเซนและเต๋านั้น เชื่อว่าความงามและความจริงคือตัวกระบวนการทางปัญญาที่อยู่ข้างในของปัจเจกและชุมชน ดังนั้น ก็มักเน้นการสื่อสะท้อนด้วยการเขียนภาพสีเดียว ดำๆ หรือลายเส้นปื้นๆ เพราะมาจากแนวคิดพื้นฐานที่ว่าสีสันและความงามไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ในตัวเรา ซึ่งก็จะเป็นวิธีคิดที่ให้ความหมายแก่ศิลปะไปด้วยว่า ศิลปะคือการพัฒนาวิธีมองและการพัฒนาทรรศนะ เทคนิคและวิธีการภายนอกเป็นเพียงเงื่อนไขเพื่อการเข้าถึงภาวะดังกล่าวนั้นเท่านั้น

ก็เลยมีภาพมาอวดกันดูอีกรอบครับ เป็นภาพแนวย้อนแสงและเล่นกับเงาดำ สีเดียว แต่พอเราจัดวางน้ำหนักได้ดี คนดูก็กลับจะไม้ได้มองเห็นอย่างที่รูปภายนอกมันเป็น เพราะเขาจะสามารถเห็นป่า เห็นและรู็สึกได้ถึงความร่มรื่น ความมีสีสัน และบรรยากาศความมีชีวิตชีวา ไม่ได้เห็นเป็นภาพขาวดำแบบทั่วๆ หากอธิบายด้วยแนวคิดที่ใช้ทำงานแนวนี้ก็คือ เป็นการเห็นการตื่นอยู่กับตนเองน่ะครับ

วิธีคิดสำหรับการทำงานแนวนี้ ออกจะต่างจากวิธีคิดแบบทั่วไปสักหน่อย เนื่องจากโดยทั่วไปนั้น ก็จะมีวิธีคิดและวิธีมองอีกชุดหนึ่งว่า ศิลปะและความงามเป็นอิสระออกจากตัวเราที่ผู้อื่นสร้างให้เราบริโภคได้ ดังนั้น ความงามก็อยู่ที่ผู้สร้างและอยู่ที่ชิ้นงานศิลปะอย่างสมบูรณ์ วิถีทรรศนะอย่างนี้ก็จะมีแนวการทำงานไปอีกแบบหนึ่ง และในการดูให้ได้ความซาบซึ้งก็จะต้องเข้าถึงด้วยทรรศนะอีกชุดหนึ่ง  

ส่วนงานในแนวนี้ก็จะมองหลากหลายทรรศนะไปอีกทางหนึ่ง โดยจะเชื่อว่าโลกภายนอกและวิธีทำงานศิลปะนั้น สร้างให้กันอย่างเบ็ดเสร็จไม่ได้ เป็นได้เพียงมีบทบาทเป็นกัลยาณมิตรและสภาพแวดล้อมเพื่อให้ความบันดาลใจที่ดีๆเฉยๆแก่กันได้เท่านั้นครับ ส่วนเรื่องราวและความงอกงามจากการเรียนรู้ภายในจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนเขาจะสร้างขึ้นอย่างเฉพาะตนและอย่างมีความเป็นตัวของตัวเอง การทำงานศิลปะแนวนี้ จึงเปรียบเหมือนการทำงานเพื่อจัดวางปัจจัยแวดล้อมให้ผู้ชมเข้าถึงภาวะแห่งตนด้วยตนเอง หากผู้ชมดูโดยการหาความสวยงามจากข้างนอกอย่างเดียว บางทีก็เลยจะเห็นว่ามันไม่สวยงามอย่างใดเอาเสียเลยละครับ

งานศิลปะในแนวต่างๆก็มีวิธีวิพากษ์และมี Dialogue เพื่อนำเสนอทรรศนะดีๆมากมายเหมือนงานในสาขาอื่นๆเช่นกันครับ ที่สำคัญคือวิธีทำงานศิลปะมักเหมือนช่องทางไหลผ่านของความบันดาลใจจากสังคม สภาพแวดล้อม และการตกผลึกความร่วมสมัยของปรากฏการณ์ ดังนั้น จึงสามารถบันทึกและสะท้อนความเป็นสภาวการณ์ต่างๆของสังคมให้ผู้คนสามารถเข้าถึงประสบการณอันลึกซึ้งต่อสังคมได้ แต่มันเป็นภาษาศิลปะ คนทำงานศิลปะในบ้านเราและในต่างประเทศใช้ศิลปะทำงานเชิงความคิด และบางทีก็จะไปได้ไกลกว่าวิธีการอื่นมากๆครับ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะโดยมากแล้วจิตรกรและศิลปินจะทำงานที่มีอิสรภาพภายในตนเองจากสิ่งจูงใจและที่ยึดเหนี่ยวภายนอกได้มากกว่าใคร งานความคิดที่มาก่อนกาลหรือก้าวหน้าจนพ้นยุคไปแล้วคนถึงจะถอดรหัสออกหรือตามทัน จึงมักจะเกิดผ่านวิธีทำงานศิลปะอยู่ตลอดมาครับ

ในบ้านเรานั้น บทบาททางศิลปะต่อสังคมอย่างนี้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะคนทำงานศิลปะก็มักจะเบื่อหน่ายที่จะคุยภาษาอื่น ส่วนชาวบ้านคนทั่วไปก็ห่างเหินและปีนขึ้นไปดูงานศิลปะไม่ค่อยถึง อีกทั้ง ความเป็นสังคมบริโภคทางวัตถุและการเลือกสรรประโยชน์เพียงการได้กำไร ซึ่งมีอิทธิพลไปทั่วทุกระบบของทุกสังคมในโลกนั้น อะไรที่แม้เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ดังเช่นธรรมชาติความงามทางจิตใจอย่างเรื่องศิลปะนี้ แต่มันไม่สามารถเป็นที่มาของการได้ประโยชน์ในรูปของกำไรและประโยชน์ทางวัตถุ สังคมก็จะใช้เกณฑ์นี้เป็นตัวบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งไม่มีประโยชน์ ก็เลยขาดการสั่งสมวิธีสร้างภูมิปัญญาและการเรียนรู้ตนเองไปอีกวิธีหนึ่ง จะว่าไปแล้วก็คือ เหมือนกับต้องทิ้งความเป็นจิตวิญญาณทางสังคมออกไปเลย