ตั้งใจตั้งชื่อเรื่องล้อคำว่านักเรียนเป็นสำคัญครับ เพราะการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนของครูนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด จะครูเป็นสำคัญหรือนักเรียนเป็นสำคัญก็ตาม อารมณ์ครูอาจสำคัญยิ่งกว่า

เป็นครูมาเกือบ 25 ปีแล้ว แต่ตัวเองเพิ่งจะเข้าใจจริงๆว่า อารมณ์ครูสำคัญต่อการเรียนรู้ของนักเรียนมากๆ อาจทำให้เรียนรู้ดีขึ้นหรือแย่ลง น่าจะเป็นและเชื่ออย่างนั้นนะครับ แต่ที่แน่ๆบรรยากาศภายในห้องเรียน อารมณ์ของนักเรียนมาจากอารมณ์ครูโดยแท้ 

 

ชั่วโมงแรกที่มีโอกาสเจอะเจอนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นชั้นใด พึงระวังการเริ่มต้นให้ดี นักเรียนจะประทับใจครูหรือไม่ ในลักษณะไหน อยู่ที่การแสดงออก หากบังเอิญครูไม่รู้ตัวว่าหงุดหงิด เครียด หรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์นั้นได้ เด็กๆจับความรู้สึกครูได้ครับ บรรยากาศในห้องเรียนจะเกร็ง ตกอยู่ในภาวะแวดระวัง ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสตามวัยของเขา แถมจะเป็นอยู่อย่างนั้นอีกหลายชั่วโมงถัดไปเลย ครูต้องใช้วิทยายุทธ์ ใช้ความพยายาม หรือใช้พลังงานมากขึ้นกว่าเดิม จึงจะสามารถปรับนักเรียนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ 

โดยเฉพาะนักเรียนโตๆ หรือชั้น ม.ปลาย จะชัดเจนมาก ไม่เพียงชั่วโมงแรกของการพบกัน แต่ทุกๆครั้งที่ครูดุ หรือโมโห บรรยากาศ อารมณ์ของเด็กๆ จะเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน รอยยิ้ม ความเบิกบาน ความร่าเริงจะหายไปในชั่วพริบตา ไม่กลับคืนมาง่ายๆเสียด้วย ชั่วโมงถัดไปความรู้สึกนี้ก็จะยังเหลืออยู่ ยิ่งถ้าครูดุหรือโมโหแบบไม่มีเหตุผลด้วยแล้ว อารมณ์นักเรียนจะยิ่งตกค้างนานเป็นเท่าตัว เช่นกันกว่าครูจะแก้ไข เพื่อให้บรรยากาศในชั้นเรียนกลับคืนสู่ความปกติดังเดิมได้ ไม่ง่ายครับ 

ในกรณีนี้ สำหรับนักเรียนเล็กๆ หรือชั้น ม.ต้น เป็นคนละแบบ เมื่อใดครูดุหรือโมโหจะเงียบกันกริบ ดูเหมือนเข้าใจหรือเกรงนั่นแหละ จนหลายครั้งครูรู้สึกผิด เราว่ากล่าวนักเรียนมากไปแล้วกระมัง แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียวเอง ยิ่ง ม.1 ด้วยแล้ว อีก 5-10 นาทีต่อมา จับเวลาได้เลยครับ ความซนจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติทันที(ฮา) โดยครูไม่ต้องทำอะไร นอกจากเลิกดุ หรือเลิกโมโหเท่านั้น 

ฉะนั้น กับชั้น ม.ต้น โดยเฉพาะ ม.1 ต้องระวังชั่วโมงแรกให้ดี ไม่อย่างนั้นได้แก้ไขบรรยากาศภายในห้องเรียนกันยาว ต้องเสียพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างไม่ควรจะต้องทำครับ แต่กับชั้น ม.ปลาย ต้องระวังตลอด จะดุ จะเตือน หรือจะว่ากล่าวอะไรสักอย่าง อย่าเผลอใส่อารมณ์เข้าไปด้วยเชียว ที่สำคัญกว่านั้น อย่าไร้เหตุผลเด็ดขาด 

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นประสบการณ์ตรงตลอดระยะเวลาที่มีโอกาสเป็นครูสอนนักเรียน ในเรื่องเดียวกันนี้กับครูคนอื่นแล้ว คงแค่คล้ายกันเท่านั้น เปรียบเทียบกันเลยคงไม่ได้ น่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีกหลายๆอย่าง อาทิ สภาพเด็ก ที่มาที่ไป ครอบครัว สภาพแวดล้อมในโรงเรียน โดยเฉพาะนิสัย บุคลิกภาพ และ/หรือการแสดงออกของครูแต่ละคน เป็นต้น 

ที่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เนื่องจากเกิดความรู้สึกอย่างนี้อีกแล้ว กับการจัดการเรียนการสอนชั้น ม.1 หรือชั่วโมงแรกเราเริ่มต้นไว้ไม่ค่อยดี ขนาดว่าตัวเองรู้และระวังนะครับ

 

สัปดาห์ที่ผ่านมาสอนเรื่องประสาทสัมผัสทางหู หรือการฟัง ครั้งก่อนเป็นประสาทสัมผัสผิวกาย ให้ทายเหรียญ ทายต้นไม้ ครั้งนี้ให้ทายเสียง กิจกรรมคล้ายกับการสอนเมื่อปีที่แล้ว ปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างบ้าง เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 

วิธีการคือ ปิดตาทายเสียงที่เพื่อนๆช่วยกันทำ อาทิ เสียงปล่อยลมลูกโป่ง เสียงรูดซิป เสียงนกหวีด เสียงขลุ่ย เสียงโทรศัพท์ เสียงขยี้ถุง เสียงไม้เรียวฟาดอากาศ เสียงเคาะไม้ เสียงปรบมือ ฯลฯ ทั้งหมด 12 เสียงครับ ทายทั้งเสียง ลำดับ รวมถึงทิศทางในการเกิด 

หรืออาจเป็นเพราะวันนั้นตัวเองรู้สึกเครียดๆด้วย เด็กๆจึงดูไม่กระตือรือร้น และไม่สนุกสนานกันเท่าที่ควร

อารมณ์ครูสำคัญมาก