ทฤษฏี KM ไปหาอ่านที่ไหนก็ได้ครับ หนังสือ ตำรามีมากมาย และการทำ KM ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับองค์กรแต่อย่างใด แต่ การปฏิบัติจะทำให้เราได้เรียนรู้ว่าในที่สุดแล้วเราจะใช้ KM อย่างไร ที่เหมาะสมกับจริตองค์กรนี้

 

สาระ-บรรยากาศ Workshop คน พอช.

บรรยากาศการ Workshop พอช. ณ ภูเขางามรีสอร์ท นครนายก บรรยากาศอาวาสสัปปายะทำให้ ทีมงานของเรามีความสุข กับสิ่งแวดล้อมอันสวยงาม...

ถือว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่งของชีวิต กับ งาน ที่สมดุล

ทางทีมงานของเรา ประกอบด้วย อ.ศิลา ภูชยา ,คุณเกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร และ ผม มาพักที่ภูเขางามรีสอร์ท ตั้งแต่เมื่อวานนี้ มาสัมผัสอากาศเย็นเพื่อเติมพลัง ทำ BAR กันในช่วงกลางคืน เตรียมความพร้อมเต็มที่สำหรับเช้าวันนี้

กำลังจะเริ่ม Workshop ครับ พี่น้องชาว พอช.เริ่มทยอยเดินทางมา จากที่คาดไว้ ๔๐ กว่าชีวิต กลายเป็น ๗๐ ชีวิต แม้จำนวนผู้เข้าร่วมจะมาเกินที่คาดไว้เกือบเท่าตัว....แต่ไม่ใช่ปัญหาครับ เราต้องปรับเปลี่ยนกันบ้าง แต่เชื่อแน่ว่า สามารถทำกระบวนการขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี

Img_4903

บรรยากาศรีสอร์ท ยามเช้า


การเตรียมงาน

การเตรียมงานครั้งนี้ ถือได้ว่า ใช้เวลานานพอสมควร จากที่ คุณสุเทพ ไชยขันธุ์ มาพูดคุยที่ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อปรึกษา หารือ รวมทั้งบอกเล่ารายละเอียดโดยรวมของ workshop ที่ทาง พอช. ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ ในการหารือในครั้งนั้น ก็ได้นัดหมายวันที่จะจัดเวทีไว้ และก่อนที่จะถึงเวทีก็จะมีการหารือกันอีกรอบสองที่ พอช.ย่านบางกะปิ อีกครั้ง

การเตรียมความพร้อมโดยการหารือทั้งสองครั้งทำให้ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรของ พอช. ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงเห็นความตั้งใจของคนทำงานที่ต้องการให้ การจัดการความรู้มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างที่ตั้งใจไว้

Img_4902

สำหรับการเตรียมการของผมในฐานะผู้นำทีมวิทยากร ก็มีในส่วนของการ “ค้นหาคนมีความสามารถ” ติดต่อวิทยากรท่านอื่นๆมาร่วมทีม โดยค้นหาวิทยากรที่คิดว่า มีคุณลักษณะที่จะช่วยเอื้อให้กระบวนการไปสู่เป้าหมายของ พอช.สำเร็จ ผมได้ติดต่อไปยัง SCG. คุณทวีสิน ฉัตรเฉลิมวิทย์ ซึ่งเป็น KM Facilitator ที่เลื่องชื่ออีกท่าน แต่น่าเสียดายว่า ช่วงที่จัด Workshop ท่านไม่ว่าง  ผมคิดว่าจะนำประสบการณ์ของ SCG.ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วย KM เป็นกรณีศึกษาที่มีพลังให้กับ พอช.  แต่ก็โชคดีที่เราได้วิทยากรอีกท่านที่มาจาก บ.วิทยุการบิน แม้ว่าบริษัทฯ กำลังขับเคลื่อนด้วย KM ในช่วงหลังๆ แต่ก็น่าจับตามองทั้งวิธีการ กระบวนการ เส้นทางของการพัฒนา

Action !!!

Img_4910

ผมเองรับเป็น Facilitator ดูแลกระบวนการในภาพรวมทั้งหมด โดยย่อยโจทย์สู่ทีมวิทยากร ขบคิด ไตร่ตรอง  นำไปวางแผนการทำเวที อย่างที่ได้เกริ่นไปในบันทึกก่อนหน้าว่า ต้อง Open will (เปิดพลัง) ของคนทำงานให้ได้ โดยใช้กระบวนการ KM ที่ไร้รูปแบบ แต่เน้นเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ดังนั้น การทำเวทีครั้งนี้ มีรูปแบบเป็นการคิดกระบวนการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์เป้าหมายอย่างรวดเร็วในแต่ละช่วงของ workshop ก่อนที่เราจะสรุปว่า เราน่าจะนำกระบวนการใดมาใช้เพื่อต่อยอดพลังให้แก่ผู้เข้าร่วมเวที “คุย คิด คลิก คลำ” มีการทำ Dialogue แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่สำคัญเสริมการ AI (Appreciative  inquiry)ระหว่างผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยน ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการสานสัมพันธ์กันระหว่างคนทำงาน

เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ “นพลักษณ์ ๙” ศาสตร์ที่ทำให้ เราได้ค้นพบและเรียนรู้ตัวเอง เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่เราจะไปทำความเข้าใจผู้อื่น ยอมรับในความหลากหลายของความเป็นมนุษย์ เราต้องยอมรับว่าองค์กรมีคนมากมายหลายลักษณ์ ดังนั้นการเข้าใจตนเองและคนอื่น เป็นการลดความขัดแย้งได้ดี นำไปสู่บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีความรู้สึกที่ไว้วางใจ ยอมรับ ปรับตัว ของคนในองค์กร

กระบวนการทั้งหมด ไม่เน้น “การบรรยาย” แต่จะเน้นกิจกรรมให้คิด และ ปฏิบัติ  มีหลายท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมเราถึงไม่บรรยาย เนื้อหาวิชาการหายไปไหนหมด???  ผมอยากจะบอกว่า

ทฤษฏี KM ไปหาอ่านที่ไหนก็ได้ครับ หนังสือ ตำรามีมากมาย และการทำ KM ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับองค์กรแต่อย่างใด แต่ การปฏิบัติจะทำให้เราได้เรียนรู้ว่าในที่สุดแล้วเราจะใช้ KM อย่างไร ที่เหมาะสมกับจริตองค์กรนี้  

การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ผ่านการทำ Workshop ในครั้งนี้ เราจึงพยายามลดการบรรยายให้มากที่สุด  จะมีก็เพียงแต่การสรุป และ ชี้ให้เห็นบางประเด็นเท่านั้น  

เมื่อเราผ่านการทำ workshop มาสองวันเราจะเห็นว่า กระบวนการต่างๆที่ ทีมวิทยากรได้พยายามร้อยเรียงออกมานั้น ล้วนแต่เป็นกระบวนการจัดการความรู้โดยทั้งหมด  

หัวใจที่อยากจะเน้นย้ำก็คือ “การเพิ่มพลังให้กับจุดแข็งและการแก้ไขจุดอ่อนขององค์กร” ทุกอย่างจะขับเคลื่อนได้เมื่อ เข้าใจตรงจุดนี้....ผมอยากบอกว่า “บรรยากาศ” สำคัญมาก สำหรับการขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรโดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ หากบรรยากาศที่ไม่เอื้อด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม ย่อมเป็นตัวขัดขวางการไหลของความรู้ที่เป็นพลังขององค์กร ...

สิ่งที่ต้องแก้ไข เราควรแก้ไข และประเด็นไหนที่แก้ไขไม่ได้จริงๆก็ต้องยอมรับ แต่สิ่งที่แก้ไขได้ และน่าจะแก้ไขทันทีก็คือ ทัศนคติของตัวเรา เมื่อบรรยากาศในองค์กรมีบางอย่างที่ไม่เอื้อ เราอาจปรับเปลี่ยนยาก แต่บรรยากาศในใจเราขอให้เป็นบรรยากาศที่รื่นรมย์และมีความสุขเป็นสิ่งที่เราใคร่ครวญ ปรับตัว ปรับใจกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจไม่ได้ดังใจในบางครั้ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ  ในเมื่อเราทำเรื่องใหญ่ๆไม่ได้ ก็ขอให้ทำเรื่องเล็กๆแต่ให้สวยงามครับ

มีสว่างก็ต้องมีความมืด แต่เมื่อมีความมืด ก็ขอให้เรียนรู้กับความมืด ไม่มัวแต่นั่งก่นด่าความมืดเพราะไม่มีประโยชน์อะไร สู้เราจุดเทียนกันคนละเล่ม ความมืดนั้นก็พลันสว่าง และฝึกการรอคอย อีกไม่นานก็เช้าแล้ว...

ให้กำลังใจคนจุดเทียนทุกท่านครับ

 


 

เอกสารประกอบการทำ work shop