ฟังดูเป็นเรื่องขำๆ เหมือนคนกรุงมาเที่ยวทุ่งก็ไม่ปาน แต่ทั้งปวงนั้น ย่อมมี “ทุนชีวิต” ซ่อนงำอยู่ในฉากชีวิตที่พวกเขาสัมผัสด้วยตนเอง ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขา “ถอดความรู้” หรือ “สกัดความรู้” ได้แค่ไหน

วันศุกร์ที่ผ่านมา  ผมและน้องนิสิตเกือบๆ จะยี่สิบชีวิตออกเดินทางไปยังพระธาตุนาดูน อ.นาดูน  
จ.มหาสารคาม  เพื่อประสานงานเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมที่ต้องนำนิสิตใหม่ทุกคนไปกราบสักการะ
องค์พระธาตุนาดูน 

 

เราออกเดินทางในช่วงสายๆ ท้องฟ้าในยามนั้นยังคงดูหม่นเทาอยู่มาก  จึงไม่อาจรู้ได้ว่าฝนจะโปรยสายลงมาในเวลาใดบ้าง  แต่ตลอดระยะเวลาของการสัญจรนั้น ถึงแม้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่จะมีเค้าฝนอยู่บ้าง  แต่หัวใจของผมก็แช่มชื่นเป็นยิ่งนัก   เพราะภาพชีวิตริมฝั่งทางที่สัญจรผ่านนั้น ล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเป็นที่สุด 


....  หญ้าเล็กๆ  เขียวงามราวกับผืนพรมอันนุ่มบางที่โรยตัวห่มคลุมผืนดินอย่างอาทร  ทิวไม้จำนวนมากระริกระรี้ล้อเล่นกับสายลมไหว  ขณะที่ท้องทุ่งเกือบทุกแห่งก็ตื่นตัวด้วยนาฏกรรมแห่งท้องทุ่งอย่างเห็นได้ชัด  ผู้คนจำนวนมากเริ่มลงนากันอย่างแข็งขัน  มันเป็นเสน่ห์ของชีวิตและท้องทุ่งที่แยกกันไม่ขาด  ผมเองก็หลงรักห้วงบรรยากาศเช่นนั้น  ราวกับคนหนุ่มที่ตกหลุมรักแรกอย่างโงหัวไม่ขึ้น

 

...  ชีวิตมันเหมือนนิยายทั้งนั้นแหละ  ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้นเสมอมา  ดูสิ  จะเอาอะไรอีก  หากแม้นได้หวนกลับมาเป็นชาวนาเหมือนปู่ย่าตาทวดที่กรำงานด้วยชีวิตเยี่ยงนี้  ชีวิตก็คงหนักหน่วงมิใช่ย่อย 
     -เป็นความหน่วงหนักทางกาย  แต่หัวใจของผมก็คงเบิกบานอยู่มากโข, กระมัง

 

ไม่รู้แหละ  ผมคงด่วนสรุปไม่ได้เสียทั้งหมด   จนกว่าจะได้ใช้ชีวิตเช่นนั้นด้วยตนเอง  แต่จากมุมมองชีวิตที่ผมมองผ่านตัวละครที่มีชีวิตเหล่านั้น  ผมรู้สึกได้อย่างไม่กังขาว่า  ชีวิตที่ฝากลมหายใจไว้กับทุ่งนานั้น บริสุทธิ์และยิ่งใหญ่เสมอ 

    -   ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเงินน้อยที่สุด ก็เป็นชีวิตที่วิเศษสุดไม่แพ้กัน

 

ภายหลังการติดต่อประสานงานยุติลง  ผมแยกย้ายจากนิสิตทั้งหมด  เพียงเพื่อมุ่งหน้าไปยังบ้านหนองบัวแปะ อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม  โดยการไปในครั้งนี้ก็เพื่อไปพบปะเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจต่อน้องนิสิตที่เดินทางไปฝังตัวเรียนรู้ชุมชน


ตลอดเส้นทางที่ผมขับรถคู่ชีพผ่านไปนั้น  ทิวทัศน์เต็มไปด้วยสีสันของท้องทุ่งในหน้าฝน   เถียงนาหลายหลังดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าทึ่ง   ผืนดินหลายแปลงถูกไถคราดและท่วมขังด้วยน้ำฝน  แปลงนาหลายแปลงเริ่มมีต้นกล้าเขียนอ่อนประดับประดา  มองดูอ่อนหวาน  และพลิ้วไหวราวกับต้นกล้ากำลังเต้นระบำอย่างเริงร่า  ขณะที่ที่นาหลายแปลงก็พร้อมแล้วสำหรับการแบกรับความหวังของชาวนาในห้วงแห่งการเพาะปลูก

 

<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">ผมเดินทางมาถึงจุดหมายในราวบ่ายสองโมงเศษๆ  มีโอกาสได้นั่งทานมื้อเที่ยงใต้ชายคาใบตองที่อบอุ่น  อาหารการกินแบบพื้นๆ  ทำให้ผมทานได้อย่างมากมาย   ทุกอย่างล้วนเป็นผักเป็นปลาทั้งสิ้น  และทุกอย่างที่ว่านั้น ก็เก็บเกี่ยวมาจากหมู่บ้าน หาใช่จับจ่ายซื้อสอยจากตลาดในตัวเมือง </p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"> </p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;">หลังการทานมื้อเที่ยงสิ้นสุดลง  ผมนั่งพบปะพูดคุยกับนิสิตชาวค่าย  ผมไม่อยากเรียกว่านี่คือการมานิเทศค่าย  แต่ย้ำกับชาวค่ายอย่างหนักแน่นว่า… นี่คือการมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจแก่นิสิตล้วนๆ …และการมาในครั้งนี้ ก็เป็นการมาด้วยใจ หาใช่มาในหน้าที่อย่างที่ใครบางคนอาจกำลังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ก็เป็นได้</p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt;"></p>

 

ผมเริ่มวงเสวนาด้วยการให้นิสิตเล่าเรื่องที่ประทับใจให้ฟัง  ....
แรกเริ่มหลายคนเกิดอาการเกร็งๆ อยู่ไม่ใช่น้อย  เห็นได้ชัดจากการที่เกือบทุกคนยังคงก้มหน้านิ่ง นานทีถึงจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมสักครั้ง   จนผมต้องงัดการหยิกหยอกขึ้นมาใช้  โดยหลักๆ ก็แซวว่าแต่ละคนดูอ้วนพีขึ้นเยอะ หน้าตาผ่องแผ้วเบิกบาน  เสมือนคนที่กินดีอยู่ดี...ไม่ทุกข์ไม่โศกใดๆ กับชีวิต

 

ครับ-เป็นเช่นนั้นจริงๆ  ทุกคนขานรับว่า ใช่..
แน่ล่ะ  มันหมายถึงว่าชาวบ้านได้ให้การต้อนรับและดูแลนิสิตชาวค่ายนี้อย่างดียิ่ง   ยุงไม่ให้กัด ไรไม่ให้ตอม จนแต่ละคนดูแช่มชื่น มีน้ำมีนวลอย่างเห็นได้ชัด

 

และถัดจากนั้น เรื่องเล่ามากมายก็เริ่มเปิดตัวขึ้น แต่ละคนเริ่มบอกเล่าเรื่องต่างๆ ให้ผมฟังอย่างรื่นรมย์  ทั้งการถูกชาวบ้านและชาวค่ายปิดล้อมรถตู้ สร้างสถานการณ์ ปล้นรถ  อย่างสมจริง  จนทุกคนวิ่งตาแหกหนีเตลิดไปตามทุ่งนา-ตกใจและร้องไห้อย่างไม่อาย  มารู้อีกทีว่าเป็นเรื่องสมมติก็ตอนมาถึงค่ายโน่นแหละ...มันเป็นรสชาติชีวิตที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้สัมผัสด้วยตนเอง

 

บางคนเล่าให้ฟังว่า  เริ่มหลงรักที่นี่ขึ้นเรื่อยๆ  ได้เห็นความง่ายงามทางจิตใจของผู้คน
เห็นมนต์เสน่ห์ของความสมถะที่พึ่งพิงอยู่กับทุ่งนาและป่าโคก ...
เห็นความอิ่มอร่อยจากการได้กินผักที่ปลอดสารพิษ 
และสำคัญคือสิ่งเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าหากกลับมายังมหาวิทยาลัยจะมีโอกาสได้กินได้ทานเฉกเช่นที่หมู่บ้านหรือไม่
 
รวมถึงการสัมผัสซึ้งกับวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ระหว่างบ้านกับวัด..หรือระหว่างบ้านกับทุ่งนา ...และระหว่างบ้านกับโคกท้ายทุ่ง

 

ฟังดูเหมือนเรื่องชวนฝันและอุดมคติเป็นที่สุด  แต่ผมก็ยังอยากจะยืนยันว่า  ฉากชีวิตที่ว่านั้นมีอยู่จริงในหมู่บ้านแห่งนี้  และผมก็ไม่รู้สึกผิดหวังเลยที่นำพาพวกเขามาฝังตัวเรียนรู้ด้วยตนเอง  ยิ่งมาอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของชาวบ้าน  ยิ่งตอกย้ำให้นิสิตได้เห็นถึงคุณค่าของการใช้ชีวิต  ทั้งในฐานะของการเป็นผู้ให้และผู้รับ

 

ทั้งผมและนิสิตสนทนากันหลายเรื่อง  เราสนทนากันแบบเป็นกันเอง  พูดคุยหยิกหยอกกันด้วยถ้อยคำและแววตาอันเป็นมิตร  ผมมีความสุขที่เห็นห้องเรียนที่ว่านี้เป็นห้องเรียนการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความสุข และเป็นห้องเรียนที่สอนให้นิสิตและชาวบ้านได้ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองที่ซื้อขายไม่ได้ด้วยเงินตราใดๆ เลยสักบาท 

 

ช่วงท้าย  ผมยิงคำถามไปแบบตรงไปตรงมาว่า  ถ้าไม่มาที่นี่...ลองคิดทบทวนและพยากรณ์ดูสิว่า สิ่งใดบ้างที่นิสิตอาจไม่สามารถค้นพบหรือสัมผัสได้เลยในการเรียนตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย

 

แน่นอนครับ..แต่ละคนตอบคำถามนี้อย่างง่ายงาม  ไม่อิดออดและก้มหน้ามองพื้นกันอีกแล้ว  เป็นต้นว่า ...

·       ได้เก็บเห็ด

·       ได้เผาถ่าน

·       ได้อาบน้ำฝนที่เย็นสุดขั้วหัวใจ

·       ได้ช้อน ฮวก  ในทุ่งนา

·       ได้เก็บใบตอง ชาด มามุงหลังคา

·       ได้ทอดแหจับปลา

·       ได้ทอสื่อกก

·       ได้จับต้องใบลานเก่าๆ

·       ได้ทอผ้า- สาวไหมใต้ถุนบ้าน

·       ได้ฟังนิทานก้อมจากผู้เฒ่าผู้แก่

·       ได้ขี่รถอีแต๋น

·       ได้ทำอาหารด้วยตนเองแบบจริงๆ จังๆ

·       ได้ลงนาลุยโคลนลุยน้ำอย่างสมบุกสมบัน

·       ได้เดินป่า

·       ฯลฯ.....

 




 

นั่นคือคำบอกเล่าอันแสนงามแสนสนุก และตื่นเต้นของนิสิตชาวค่าย  ฟังดูเป็นเรื่องขำๆ เหมือนคนกรุงมาเที่ยวทุ่งก็ไม่ปาน  แต่ทั้งปวงนั้น ย่อมมี ทุนชีวิต ซ่อนงำอยู่ในฉากชีวิตที่พวกเขาสัมผัสด้วยตนเอง  ขึ้นอยู่กับว่า พวกเขา ถอดความรู้ หรือ สกัดความรู้ ได้แค่ไหนเท่านั้นแหละ

 

ผมยังคงรับฟังแบบอารมณ์ดีในเรื่องราวเหล่านั้น พร้อมๆ กับการสะกิดเตือนว่า  ดีใจที่ทุกคนมีความสุขกับวิถีเช่นนั้น  เป็นการเรียนรู้ที่มีความสุข...ชาวบ้านก็มีความสุขต่อการเป็นต้นแบบในเรื่องนั้นๆ แต่เมื่อถึงคราวต้องเขียนเป็น หนังสือ สักเล่ม  ก็ขอให้เขียนอย่างงดงาม  ให้ได้ทั้งสาระและความบันเทิง  ให้มี ทุนปัญญา-ทุนชีวิต   ให้มากที่สุด  เพื่อให้หนังสือที่ว่านั้นเป็น แบบเรียน ที่มี ชีวิต ต่อใครๆ อีกหลายคน ...

 

นอกจากนั้น  ผมยังบอกกล่าวอีกรอบว่า  ค่ายเรียนรู้ในทำนองนี้เป็นค่ายที่ทำได้ยากมาก  ส่วนใหญ่นิสิตมักนิยมไปสู่การทำค่ายสร้าง  แต่ระยะหลังนั้น  ผมย้ำเน้นถึงค่ายในทำนองนี้บ่อยมาก  โดยบอกเล่าว่า  ไม่จำเป็นต้องทำค่ายแบบนี้เสียทั้งหมด  แต่ให้บรรจุกระบวนการของค่ายเรียนรู้ไว้ในทุกๆ ค่าย ทั้งค่ายสร้างและค่ายสอน...

 

พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงคำถามไปถึงนิสิตชาวค่ายและชาวบ้านอย่างสุภาพว่า มีอะไรที่ต้องทำร่วมกันอีกบ้าง ....ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็บอกกล่าวในทำนองว่า

·       ชาวบ้านอยากให้นิสิตช่วยสร้างซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้านและเชิงเทียนขนาดใหญ่ไว้ในวัด 

·       ชาวบ้านอยากให้สอนอ่านอักษรธรรมในใบลาน 

·       ชาวบ้านอยากให้ช่วยสอนเยาวชนให้เล่นดนตรีได้  ทั้งวงลูกทุ่งและวงสตริงเล็กๆ

 

ซึ่งทั้งหลายนั้น ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงที่นิสิตจะทำได้  และผมก็เชื่อว่านิสิตชาวค่ายจะกลับมาที่นี่เพื่อต่อยอดในพันธกิจข้างต้นได้อย่างไม่ยากเย็น  สำหรับผมแล้ว  ผมดีใจอย่างเหลือล้นที่ยังมีหมู่บ้านดีๆ ให้นิสิตได้เรียนรู้...  

ดีใจที่เห็นชาวบ้านเรียนรู้ที่จะยืนหยัดอยู่ด้วยตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี  และเห็นคุณค่าของการพึ่งพากันและกัน  รวมถึงการเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รายรอบหมู่บ้าน 

 

นี่เป็นอีกกระบวนการหนึ่งของผมที่มุ่งให้นิสิตได้เรียนรู้นอกห้องเรียนแบบฝังลึก  โดยมีชาวบ้านและหมู่บ้านอันเรียบงามเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่าต่อการเรียนรู้  ถึงแม้นิสิตจะไม่สามารถนำในสิ่งที่พบเจอ ณ ที่ตรงนี้ไปใช้ได้แบบเพียวๆ  แต่ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างที่เขาสัมผัสได้และสามารถถอดความรู้ออกมาได้  จะเป็นทุนที่ดีในการนำไป ประยุกต์  ใช้กับความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยหน้ากากอันซับซ้อนของสังคม

..............................................

 

 

หมายเหตุ..
ภาพทุกภาพ จากนิสิตชาวค่าย
๒๙ พฤษภาคม ๕๒