ใช่เลยครับ!!! KM. (knowledge management) น่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาโรงเรียน และ พัฒนากลุ่มโรงเรียนในเครือข่าย ยกระดับการพัฒนาขึ้นเป็นแผง พลังของความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติหากได้นำมาแลกเปลี่ยนกันในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ อีกไม่นานความงอกงามของนวัตกรรมการพัฒนาใหม่ๆ จะกระจายเต็มพื้นที่ อ.นครไทย

บันทึกก่อนหน้า กระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีงาม - โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

ในวันเดียวกันหลังจากที่เดินทางไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ นั่งสนทนาประสา KM ไร้กรอบกับคณะครู เสร็จเรียบร้อยด้วยบรรยากาศชื่นมื่น ช่วงบ่ายผมมีนัดกับ ผอ.สมตระกูล พลัง ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยเฮี้ยะ พร้อมกับไปรับประทานอาหารกลางวันที่นั่นด้วย

โรงเรียนห้วยเฮี้ยเป็นโรงเรียนขนาดเล็กเช่นเดียวกับโรงเรียนวิทยาสัมพันธ์ มีนักเรียนประมาณ ๑๗๕ คน(ในปีงบประมาณก่อน) มีคุณครูประมาณ ๗ ท่าน

โรงเรียนดูร่มรื่น ต้นไม้เยอะ โรงเรียนปิดแล้วคุณครูก็ยังทำงานกันอยู่ ช่วงนี้โรงเรียนไหนๆก็เตรียมพร้อมหลักสูตรเรียนฟรี ๑๕ ปี

อาหารกลางวันง่ายๆ แต่อร่อย ประมาณว่าได้ข้าวเหนียวเป็นกระติ้บๆ กับปลานึ่งจิ้มแจ่ว บรรยากาศกันเองในมื้ออาหารแบบนี้ เป็นไดอาล็อค (Dialogue) ที่อิ่มหนำที่สุด ทานไปคุยกันไป รู้จักกันไป

ผอ.สมตระกูล ท่านเป็น ผอ.นักพัฒนา วันนี้ที่โรงเรียนก็มีการพัฒนาทำรั้วโรงเรียน มีชาวบ้านเข้ามาช่วยคนละไม้คนละมือ นี่หละครับ ภาพของโรงเรียนของชุมชน เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมอะไรชุมชนก็เข้ามาร่วม ผมมองว่า ความสำเร็จของการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาที่อยู่ในชุมชน อยู่ที่ชุมชนเป็นหัวใจ เพราะเป็นหุ้นส่วนในการร่วมกันพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้กับเยาวชนบุตรหลาน

ผมรู้จักโรงเรียนผ่านทาง คุณครูนพวรรณ (ครูคิม) จากโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ ที่อยู่ห่างจากโรงเรียนนี้ไปเพียง  ๙ กิโลเมตร สภาพบริบทโดยรวมที่คล้ายคลึงกัน บรรยากาศเรื่องเล่าก็ไม่ค่อยแตกต่างกัน ในอดีตพื้นที่นี้เคยเป็นพื้นที่สีแดง ที่มี ผกค. อาศัยอยู่ บริบทส่วนหนึ่งก็จะมีเรื่องเล่าทำนองนี้

ผอ.สมตระกูล ท่านสนใจกระบวนการเข้ามาเก็บข้อมูลเพื่อ เฟ้นหาโรงเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนแบบ Humanized Edu Care : HCD.อ่านได้จากบันทึก Humanized Educare : การเคลื่อนงานพัฒนาคนมิติจิตวิญญาณในวงการการศึกษา  และ กระบวนการค้นหาช้างเผือก - โรงเรียนตามโครงการ Humanized Educare   ผอ.สมตระกูล บอกว่า หากมีโอกาสท่านก็อยากเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาลักษณะนี้ดูบ้าง จึงได้เชิญชวนผมผ่านทางคุณครูนพวรรณ ว่ามาเยี่ยมโรงเรียนห้วยเฮี้ยะบ้าง...

รู้สึกดีใจและยินดีสำหรับการเริ่มต้นคิดงานพัฒนาโรงเรียนครับ เพราะวัฒนธรรมในระบบการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนที่ดูแลตนเอง หาก หัวหน้าองค์กร มีใจ และมุ่งมั่นในการพัฒนาแล้ว เส้นทางแห่งความสำเร็จนั้น อยู่ไม่ไกลแน่

เวทีพูดคุยกับคณะครู เราจัดขึ้นง่ายๆที่ห้องสมุดของโรงเรียน ผมแนะนำตัวเองและต้นเรื่องที่ทำให้ต้องเดินทางมาเก็บข้อมูลยังพื้นที่ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์ ถือว่าเป็นโอกาสของผมที่ได้มาเรียนรู้เรื่องราวดีๆจากพื้นที่ ที่เรื่องบางเรื่องยังไม่เคยนำเสนอในสื่อๆใดๆมาก่อน ซึ่งผมบอกกับคณะครูเสมอว่า "ความดีงามนั้นเกิดจากจิตใจที่ดีงาม"  หากจะมาเรียนรู้ความดี ก็ต้องลงมาสัมผัสด้วยตนเอง

ปัญหาพื้นฐานที่โรงเรียนห้วยเฮี้ย ไม่ต่างจากวิทยสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาค ส่งผลให้รากหญ้าต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง ความยากจน แร้นแค้นของคนชนบท ทำให้ครอบครัวใหม่ แตกแยก หย่าร้าง การเคลื่อนย้ายอพยพที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในสถานการณ์ความไม่แน่นอนของรายได้ เด็กๆที่เป็นผลผลิตจากครอบครัวที่ไม่พร้อมก็เป็นปัญหาสังคมที่คุณครูต้องทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ กล่อมเกลาเด็กเหล่านั้น เพื่อเป็นเยาวชนที่ดีของชาติต่อไปในอนาคต ภาระอันหนักอึ้งเหล่านี้ ถือว่าเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของครู ที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและอุดมการณ์เพื่อสังคมอย่างแน่วแน่

ดังนั้นปัญหาเร่งด่วน คือ การเยียวยาจิตใจเด็กกำพร้าเหล่านี้...ทำอย่างไรให้เขาได้รับการชดเชยความรักที่เขาต้องการ ก่อนที่ทางโรงเรียนจะจัดการเรียนรู้ กระบวนการต่างๆเพื่อพัฒนาเขาต่อไป  ทางโรงเรียนสร้างกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น กิจกรรมค่ายเยาวชนแกนนำ ให้เยาวชนตระหนักถึงคุณธรรม ศีลธรรม โครงการแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

วันนี้โอกาสดีอีกเรื่องหนึ่ง นั้นก็คือ ท่าน ผอ.มนต์สัญธ์,คุณครูคิม และคุณครูนิน จากโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ เข้าร่วมเวทีพูดคุยเล็กๆของเราด้วย ในเวทีช่วงบ่าย สิ่งที่ผมสังเกตก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ความใกล้ชิด สนิทสนมกันเหมือนญาติระหว่างสองโรงเรียน ผมสัมผัสถึงใจที่เชื่อมกัน ปัญหาหนึ่งที่อีกโรงเรียนทำไม่ได้ แต่อีกโรงเรียนสามารถแก้ไขปัญหาได้ ประเด็นต่อประเด็นนำมาถกกันอย่างออกรส ผมจึงกลายเป็น Facilitator ชั่วคราว การพูดคุยฉันท์กัลยาณมิตรมิตรเป็น Dialogue แบบกลายๆ มีการเคารพซึ่งกันและกัน(Respecting) การฟังอย่างลึกซึ้งใคร่ครวญ(Deep listening) บรรยากาศที่เกิดขึ้นทำให้ผมคิดถึงกระบวนการ KM. ที่เรายังไม่ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรอย่างเต็มที่ ความรู้ชุดหนึ่งจากแหล่งหนึ่งไม่ได้ถูกนำไปใช้ต่อ ไม่ได้นำไปแลกเปลี่ยน การพัฒนาจึงฝืดเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ผมชอบบรรยากาศการแลกเปลี่ยนในวันนี้จังเลยครับ ความตั้งใจ สนใจ ใคร่รู้ของ ท่านผอ. และ คณะครูโรงเรียนห้วยเฮี้ย บวกกับความตั้งใจแลกเปลี่ยนฉันท์กัลยาณมิตรของโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ จนผมลืมไปว่าผมมาทำหน้าที่เก็บข้อมูลโรงเรียน แต่ได้ทำหน้าที่ Facilitator แบบบังเอิญ อย่างใจที่เป็นสุขที่เห็นความงอกงามของความรู้ที่เป็นความรู้จากการปฏิบัติล้วนๆ

เราเริ่มเห็นการเริ่มต้นบนเส้นทางที่ดูเหมือนมีหมอกควัน มองข้างหน้าไม่ชัด ...เริ่มสดใส และเห็นเส้นทางใหม่ที่ชัดเจนมากขึ้น ใช่เลยครับ!!!  KM. (knowledge management)  น่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาโรงเรียน และพัฒนากลุ่มโรงเรียนในเครือข่าย ยกระดับการพัฒนาขึ้นเป็นแผง พลังของความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติหากได้นำมาแลกเปลี่ยนกันในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติแบบนี้ อีกไม่นานความงอกงามของนวัตกรรมการพัฒนาใหม่ๆ จะกระจายเต็มพื้นที่ อ.นครไทย

ผมเก็บข้อมูลได้มากมายจากเวทีง่ายๆนี้ พร้อมกับ การสร้างแรงบันดาลให้ ท่าน ผอ.ทั้งสองโรงเรียนพร้อมกับคณะครู  คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีและดีใจครับที่ได้มีโอกาสเริ่มต้นคิดไปพร้อมกับพื้นที่

ประโยคสุดท้ายของ ผอ.สมตระกูล ที่บอกกับผม ก่อนที่จะลากลับ ผอ.ท่านได้บอกว่า

"เดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว จะไม่ย่อท้อต่อปัญหา ก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป ในฐานะผมเป็นผู้บริหาร จะนำเรือนำนี้ ล่องฝ่านาวา สู่เป้าหมายที่ตั้งไว้"

นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการพัฒนาโรงเรียน เป็นขวัญกำลังใจที่ดีให้กับคณะครูและนักเรียน พร้อมทั้งชุมชนที่บ้านห้วยเฮี้ย

ผมขอให้กำลังใจทุกท่านครับ

 

ขอบคุณ ผอ.มนต์สัญธ์ ,คุณครูคิม,คุณครูนิน แห่งโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และขอบคุณ ผอ.สมตระกูล พลัง พร้อมคณะครู โรงเรียนบ้านห้วยห้วยเฮี้ย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก