การประเมินไม่ต้องกังวลเรื่องคะแนน แต่เราต้องเน้นเรื่องการพัฒนา

เมื่อวานนี้ (1 เม.ย 52) ในช่วงเช้า ทีมศูนย์ฯ ได้ออกเยี่ยมเยือนคณะ ในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ บ่ายกลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งบรรยากาศเป็นแบบกันเอง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมรับการประเมินคุณภาพฯในวันที่ 22-24 มิ.. 52 และเป็นการติดตาม Improvement Plan พร้อมทั้งเพื่อรับทราบปัญหา อุปสรรค และแลกเปลี่ยน Best Practice พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจ สมอ. 07 ซึ่งมีประเด็นดังนี้คะ

1.    ระบบอ้างอิงเอกสาร ควรใช้ระบบเดิม เนื่องจากระบบ FIS (โดย ม. แม่โจ้) และ CHE QA Online System (โดย มน.) ของ สกอ. ไม่สามารถดำเนินการได้ทันเวลาในรอบการประเมินปี 51 นี้

2.    ระบบ FIS และ CHE ยังไม่สามารถเชื่อมโยง Link กันได้

3.    ตัวบ่งชี้ที่มีการเปลี่ยนแปลง คือ งานวิจัย โดยผลงานให้ยึดตามปีปฏิทิน (Journal ตีพิมพ์ตามปีปฏิทิน) ส่วนเงินที่ใช้ให้ยึดตามปีงบประมาณ (เงินที่ใช้เบิกในช่วง งปม. ใหนให้ใช้ งปม. นั้น)

4.    มมส. รับการประเมิน ตบช.Minimum 41 ตัว ของ สกอ. เป็นหลัก โดยจะเน้น ตบช. ที่เกี่ยวกับหลักสูตร (2.1 2.2 และ 2.3)

5.    สมมติ ตบช. ที่ 2.1 คณะทำได้มากกว่าระดับที่ สกอ. ตั้งไว้ คือถึงระดับที่ 8 ซึ่งคะแนนจะไม่เพิ่ม ได้ 3 คะแนนเท่าเดิม ไม่สามารถไปชดเชยกับ ตบช. ที่ตกได้ แต่คณะ ได้ Best Practice ของ ตบช. นั้นๆคณะไม่ต้องกังวลเรื่องคะแนน เพราะการประเมินเป็นการชี้วัดเรื่องการพัฒนา การมองตนเองและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อ. หนุ่มกล่าว

6.    ถ้าคณะมีการประเมินไขว้ ก็ให้ทำ SAR ทุกสาขาวิชา จากนั้นนำผลการประเมินมารวมกัน สรุปเป็น SAR คณะ

7.    SAR ควรมีบทสรุปผู้บริหาร เพราะเป็นการบอกว่าคณะมีการพัฒนาอย่างไร มีจุดเน้น จุดเด่น และจุดอ่อนอย่างไรบ้าง สำหรับสรุปผลควรเขียนโดยกรรมการคณะ

8.    การประเมินคุณภาพรายหลักสูตรเริ่มตั้งแต่ปี 48 สกอ. ทุกปีการศึกษา (ตบช. 2.1 2.2 และ 2.3) สมอ. ทุกภาคการศึกษา

9.    ทุกหลักสูตรต้องทำ สมอ. 07 ทั้งหมด (มองดูตนเองและเขียนออกมา) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต้องส่ง ถ้าหลักสูตรที่ไม่ได้ใช้ก็ต้องปิด

10.      หลักสูตรนอก คือ 1 หลักสูตร ถ้าเปิด 10 จังหวัด ก็เป็น 10 หลักสูตร

11.      อาจารย์ประจำหลักสูตรต้องทำงาน Full time และต้องประจำหลักสูตรตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรซึ่งมีคุณวุฒิตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาที่เปิดสอน

12.      คณะกรรมการหลักสูตรต้องมีอย่างน้อย 5 คน

13.      การประกันคุณภาพหลักสูตร (จากสไลด์ของ อ. JJ คะ)

-ให้ทุกหลักสูตรกำหนดระบบการประกันคุณภาพของหลักสูตรให้ชัดเจน ซึ่งอย่างน้อยประกอบด้วยประเด็นหลัก 4 ประเด็น คือ

7.1 การบริหารหลักสูตร

7.2 ทรัพยากรประกอบการเรียนการสอน

7.3 การสนับสนุนและการให้คำแนะนำนักศึกษา

7.4 ความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต

14.      แนวทางการประเมินปี 52 จะเปลี่ยนไป เพราะบางตัวไม่ได้บ่งชี้คุณภาพ แต่ที่เกี่ยวกับหลักสูตรจะไม่เปลี่ยน

15.      การเชิญผู้มีส่วนร่วมในชุมชน คือ ถ้าเป็นข้าราชการต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับ C9 ขึ้นไป โรงพยาบาล อบต. และ อบจ.ฯ

16.      การติดตามแผนในวันนี้ คือ IP ที่คณะส่งไปยังศูนย์ฯ ซึ่งต้องสอดคล้องกับผู้ประเมินแนะนำ กับมหาวิทยาลัย ต้องผ่านคณะกรรมการคณะ (วิเคราะห์) ที่ผู้ประเมินแนะนำมา ไม่จำเป็นที่คณะจะต้องทำทุกเรื่อง

17.      ถ้าอาจารย์สอนไม่ดี นิสิตไม่อยากเข้าเรียน?

17.1       กรรมการหลักสูตรต้องดูแล โดยดูจากการประเมินโดยนิสิต Summative และ Formative Evaluation ก็จะบอกได้

17.2       ต้องมีกลไกในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับอาจารย์ผู้สอน ถึงวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการจัดการศึกษา ยกตัวอย่าง Best Practice ของคณะเภสัชศาสตร์ ดังนี้

1.     การสัมมนาจัดการเรียนการสอน เหมือนกับแจ้งให้อาจารย์ทุกท่านทราบ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

2.     มีการวิเคราะห์การเรียนการสอนทุกวงรอบปีการศึกษา

3.     มีการบริหารหลักสูตร เช่น การจัดประชุมย่อยการประชุมฝ่ายวิชาการของคณะและกลุ่มวิชา เพื่อกำหนดหัวข้อการสอน ฯลฯ

4.     นิสิตจะเขียน “Mind diary” ทุกวิชา คือบันทึกการเรียนรู้ของนิสิตรวมทั้งเป็นการการประเมินการสอนของอาจารย์ ซึ่งอาจารย์จะให้คะแนน 1% อาจารย์ก็สามารถทราบปัญหา และหาแนวทางแก้ไข

 

 

                                                                           น้ำหนึ่ง

                                                                        2 เม.ย. 52