แน่นอนว่า KM เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน แต่สูงขึ้นมากกว่านั้น ผมคิดว่า Advance KM เป็นการพัฒนาคนในระดับจิตวิญญาณ เป็นธรรมะที่ประกอบด้วย เหตุ และ ผล (ความจริง + ความงาม+คุณค่า) เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Spirituality development ด้วยกระบวนการของ KM จะมี การฟังแบบ Deep listening กระบวนการ dialogue เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็มีผลโดยตรงกับ Inner Growing ของคน ผมจึงคิดว่า KM บวกกับ Spiritual tools จะช่วย Change บางอย่างของผู้คนได้

ได้มีโอกาสคุยประชุมวงเล็กกับคนทำงานทางด้าน Humanized health care : HHC. (การบริการทางการแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์) ที่ผมเคยทำงานร่วมกันมาก่อน ในพื้นที่ภาคใต้ ครั้งนั้นเราใช้ KM เป็นตัวเดินเรื่อง และประเด็น  Humanized health care : HHC. เป็นเรื่องราวงดงามที่กลุ่มผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ได้ทำอยู่แล้ว นำมาถอดบทเรียน นำมาเล่าเรื่อง ตีแผ่ และ ในบรรยากาศการเล่าเรื่องดีๆเหล่านั้น เราตั้งสมมุติฐานว่า จะช่วยพัฒนายกระดับจิตใจผู้เข้าร่วมกระบวนการไปด้วย   

ผมเองไม่ได้ประเมินผลจากผู้เข้าร่วมกระบวนการแบบมีหลักการนะครับ เพียงแต่ผมใช้ความรู้สึก และตัวผมเองที่คลุกกับกระบวนการ ตอบคำถามตัวเองตลอดเวลาว่าผมได้อะไร และผมกำลังเปลี่ยนอะไร และผมต้องการอะไรในชีวิต เป็นความพิเศษอย่างหนึ่งเมื่อเรารับรู้ข่าวสารแล้วเรานำมาประมวล ผสานกับประสบการณ์เดิม (ทุนเดิม)ที่มีอยู่ ทำให้ผมนิ่งมากขึ้นและเปิดใจกับเรื่องราวหลากหลายมากขึ้นอย่างมีสติและใคร่ครวญอย่างละเอียด นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ผมก็เชื่อแน่ว่าผู้เข้าร่วมกระบวนการ Humanized health care : HHC. ในเวทีภาคใต้ ก็คงมีพัฒนาการเช่นเดียวกับผม

และเมื่อไม่กี่วันทาง มูลนิธิสดศรี  - สฤษดิ์วงศ์ (มสส.)  ได้ชักชวนให้ไปนั่งแลกเปลี่ยนเวทีเล็กๆ เพื่อเปิดประเด็น Humanized health care : HHC. ขยายผลไปสู่ Humanized Educare  : HEC. หารือ  การพัฒนา  Spiritual Development  เข้าสู่ระบบการศึกษา และประเด็นที่คุยกันคือ เราจะเริ่มต้นขับเคลื่อนกันอย่างไร?

ผมร้องขอทางมูลนิธิฯ ว่าช่วยส่งต้นเรื่องให้ผมก่อนที่จะคุยกัน เพราะยังไม่มีข้อมูลเบื้องต้นในการคิดเลย ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งเอกสารมาให้ ผมพอสรุปได้บ้างดังนี้ (แต่ผมก็ยังต้องทำความเข้าใจอีกมากเลยครับ)

การเรียนรู้กระบวนการ HHC. จากความสำเร็จในวงการสุขภาพว่า HHC.สำเร็จได้อย่างไร? (ผมอ่านตามเอกสาร ไม่ได้ทึกทักเอาเองว่า HHC.สำเร็จ ด้วยความคิดของผมเองนะครับ) ประเด็นที่จับใจความได้ก็คือ วงการแพทย์เข้มแข็งในระบบการศึกษา มี Network HA,ในการทำ KM ทำได้ดีในกระทรวงสาธารณสุข เพราะประชากรไม่มาก แต่ระบบการศึกษา ครูและนักเรียน ตลอดจนผู้ปกครอง มีจำนวนมาก แต่ผมก็ยังมองว่าข้อสมมุติฐานเบื้องต้น หากวิเคราะห์ลงไปลึกๆแล้ว ไม่น่าจะจริงครับ เพียงแต่ วงการการศึกษายังไม่ได้มีการเริ่มต้นทำ Contemplative, Spiritual Development เรายังมองไม่เห็น Spiritual  tools เหมือนวงการด้านสุขภาพ ทำให้เมื่อคิดจะพัฒนา Humanized Educare ยังดูเหมือนว่า “ทุน” เริ่มต้นของระบบการศึกษาเรายังไม่พอ

ในการกล่าวหาว่าระบบการศึกษาเราล้มเหลวนั้น เป็นการกล่าวหาที่ง่ายที่สุด เพราะ การศึกษาเป็นจำเลยในทุกกรณี ผมก็มองว่าไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่  เรามีเรื่องราวดีๆที่วงการการศึกษาทำไว้ดีๆมากมาย สร้างนวัตกรรมก็เยอะ มีความพยายามพัฒนามาโดยตลอด แม้ว่าระบบบางระบบจะค่อยๆลดทอนพลังของคนในวงการการศึกษาลงก็ตาม

การจัดการศึกษาเพื่อให้คนในสังคมมีความรู้ มีปัญญา คนในวงการศึกษาก็ทำมาโดยตลอด  ครูบาอาจารย์มีที่รับใช้อุดมการณ์ หวังที่จะให้เยาวชนไทยเป็นคนที่ดี มีคุณภาพของสังคม เพียงแต่เรื่องราวดีๆ เหล่านั้น อาจไม่ได้ถูกเผยแพร่ และ ไม่มีกระบวนการสร้างต่อเติมคุณค่า,การสร้างพื้นที่สำหรับเรื่องราวดีๆแบบนี้ ทำให้ระบบการศึกษาไทยดูเหมือนอ่อนแรง ไร้พลัง ครูเองก็บอบช้ำมากกับระบบที่ทำร้ายเขาตลอดเวลา ดังนั้นจะเอาพลังทางจิตวิญญาณที่ไหนมาผลักดันงานตามอุดมการณ์

นวัตกรรม และกระบวนการต่างๆ เช่น โรงเรียนวิถีพุทธ,โรงเรียนทางเลือก  ,หนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียน และหลายๆกระบวนการที่ ทางกระทรวงศึกษาธิการเองก็พยายามให้เกิดการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาผู้เรียน ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ผมมองว่า Humanized Educare จำเป็นสำหรับวงการการศึกษา ด้วยเหตุที่ว่า KM จะสร้างให้เกิดการสร้างเครือข่ายครูมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้ KM มาพัฒนาสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ถึงขั้นยกระดับจิตวิญญาณ เปลี่ยนวิธีคิดจากข้างใน จะช่วยฟื้นคืนกลับ –เยียวยาคนในระบบการศึกษาของเราได้อีกทางหนึ่ง

แน่นอนว่า KM เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนางาน แต่สูงขึ้นมากกว่านั้น ผมคิดว่า Advance KM เป็นการพัฒนาคนในระดับจิตวิญญาณ เป็นธรรมะที่ประกอบด้วย เหตุ และ ผล  (ความจริง + ความงาม+คุณค่า) เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Spirituality development  ด้วยกระบวนการของ KM จะมี การฟังแบบ Deep listening กระบวนการ dialogue เป็นต้น  ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็มีผลโดยตรงกับ Inner Growing ของผู้คน ผมจึงคิดว่า KM บวกกับ Spiritual tools  จะช่วย Change บางอย่างของผู้คนได้  

ผมขอคิดไปเรื่อยๆ แบบนี้ครับ ยังฟุ้งอยู่มาก แต่ก็คิดว่า KM เป็นเครื่องมือที่ดี ในการเริ่มต้นการทำ Humanized Educare ให้ควบคู่กันกับการพัฒนา Spirituality  

เนื่องจากประเด็นนี้เป็นประเด็นใหม่  และกำลังริเริ่มคิดจะขับเคลื่อนจากทางมูลนิธิสดศรี  - สฤษดิ์วงศ์ (มสส.)  ต้องการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงกว้างครับ


 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๙ มี.ค.๕๒

นนทบุรี

---------------------------------------------------------------------------

ผมขอเพิ่มเติมบันทึก(บันทึกวันที่ ๒๓ มี.ค.๕๒)

เกณฑ์โรงเรียนตามโครงการ Mapping โรงเรียนที่มีการเรียนการสอน Humanized Eduecare

  1. เป็นโรงเรียนที่สร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข
  2. แนวทางการเรียนรู้ที่สอดรับกับ การเรียนรู้ของสมองแบบองค์รวม Brain based Learning (BBL)
  3. การเรียนรู้ผ่านหน่วยบูรณาการการเรียนโดย Project Based
  4. มีกระบวนการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเข้าใจมากขึ้น Teaching for understanding
  5. มีการออกแบบการเรียนการสอนแบบย้อนกลับ Backward design
  6. มีการใช้ทฤษฏีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง Constructionist
  7. มีวิชาที่ว่าด้วย “จิตศึกษา” วิชาที่มุ่งพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ เชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างอ่อนน้อมและอ่อนโยน เข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆอย่างเป็นองค์รวม,ตระหนักรู้คุณค่าสิ่งต่างๆโดยปราศจากอคติ,มีความรักความเมตตา
  8. มีกิจกรรมให้ผู้เรียนรู้ ได้เรียนรู้ สัมผัส นิเวศแนวลึก Deep Ecology,สัมผัสกิจกรรมศาสนา
  9. มีกิจกรรมที่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนด้านในของมนุษย์ เช่น ศิลปะ,ดนตรี,การละคร  
  10. เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม จิตอาสา
  11. มีกระบวนการพัฒนาจิตใต้สำนึกผู้เรียน

เกณฑ์การคัดเลือกโรงเรียน จาก นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

 

  1. เป็นโรงเรียนหรือมีบางหน่วยที่มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา
  2. กระบวนการเรียนรู้นั้นช่วยให้นักเรียนมองเห็นคุณค่าทั้งของตนเองและชุมชน
  3. กระบวนการเรียนรู้นั้นช่วยให้นักเรียนเคารพความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและผู้อื่น
  4. กระบวนการเรียนรู้นั้นช่วยให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียน