
งานประเพณีลอยกระทงที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามปีนี้มีเรื่องชวนให้หันกลับไปมองอยู่หลายเรื่องด้วยกัน
งานประเพณีลอยกระทงปีนี้ดำเนินการภายใต้ชื่อโครงการ “ประเพณีฮีตคองสิบสองเพ็งลอยกระทง” และขับเคลื่อนงานไปตามกรอบแนวคิดอันสำคัญ คือ “มอน้ำชีเอ้กระทงงาม มหาสารคามเมืองศิลป์ ท้องถิ่นร้อยตำนาน มูนมังอีสานมั่นยืน”
กรอบแนวคิดว่านั้น
ประกอบด้วยสาระสำคัญ ๆ
เป็นต้นว่า
มหาวิทยาลัยมหาสารคามตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำชีที่ไหลผ่านเมืองมหาสารคาม
และเมืองมหาสารคามก็มีศิลปะหลากแขนง โดยเฉพาะเรื่อง
“ลายผ้าสร้อยดอกหมาก”
ซึ่งเป็นลายผ้าพื้นเมืองประจำจังหวัดฯ อันงดงามและวิจิตรตระการตา
รวมถึงการผูกโยงเอานิทานพื้นบ้านต่าง ๆ
มาบูรณาการนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมในกิจกรรมประเพณีเพื่อสืบสานความเป็นวิถีไทย

กิจกรรมลอยกระทงของมหาวิทยาลัยฯ จัดขึ้นโดยองค์การนิสิตที่บริหารงานโดยพรรคชาวดิน และถือได้ว่ากิจกรรมทั้งกิจกรรมเป็นการ “รังสรรค์” ด้วยมันสมองและสองมือของนิสิตโดยแท้ ส่วนมหาวิทยาลัยเป็นแต่เพียงฝ่ายสนับสนุนให้กระบวนการดังกล่าวดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเท่านั้นเอง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวก็ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2535 ครั้นนั้นผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน และลงไปลุยงานนี้กับพี่ ๆ เพื่อน ๆ อย่างแข็งขัน เพราะต่างมีแรงจูงใจอย่างมหาศาลกับการทำ “ครั้งแรก” ให้ดีที่สุด –




ตราบวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมเห็นพลังการคิดของนิสิตในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน กล่าวคือ ระยะ 2 – 3 ปีให้หลังนั้น กิจกรรมลอยกระทงจะจัดขึ้นภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสมอ เป็นต้นว่า ปีที่แล้ว ก็กำหนดให้แต่ละองค์กรนำเสนอเรื่องราวประเพณีของแต่ละจังหวัดในภูมิภาคอีสาน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ในเชิงวัฒนธรรม และผูกโยงไปสู่แนวคิดในการท่องเที่ยวแบบกราย ๆ
และปีที่แล้วก็ถือได้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเป้า
ขบวนแห่แห่งความเป็นนิสิตนั้นยิ่งใหญ่อลังการอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
จนหลายภาคส่วนถามผมว่า
ทั้งหมดนี้เป็นผลงานของนิสิตจริงหรือ ?
ขณะที่ผมเองก็ได้แต่ตอบอย่างยิ้ม ๆ ว่า
“.ครับ...นิสิตล้วน
ๆ”

ปีนี้,
ลอยกระทงมีมติความร่วมมือที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
เพราะแทนที่จะเป็นการขับเคลื่อนโดยนิสิตเหมือนเช่นทุกปี
แต่กลับกลายเป็นว่าหน่วยงานในมหาวิทยาลัยกระโดดลงมาร่วมขบวนกันอย่างคึกคัก
พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้กับนิสิตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการมาของเทศบาลขามเรียงนั้น ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ควรต้องบันทึกไว้อย่างมาก
เพราะนี่คือครั้งแรกที่ชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมนี้ย่างสนิทแน่น
มีทั้งขบวนแห่
การออกร้านสินค้าของชุมชน
และส่งนางนพมาศขึ้นประชันกับนิสิต
รวมถึงการสนับสนุนถ้วยรางวัลและทุนการศึกษาอย่างไม่เกี่ยงงอน
นี่คือมิติที่ใหม่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความร่วมมือที่ผูกโยงระหว่างนิสิตกับมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกับชุมชนที่ดูแล้วเป็นภาพที่ชัดเจนและงดงามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นเสมือนการตอกย้ำให้เห็นว่า ทั้งมหาวิทยาลัยกับชุมชนต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และจำต้องจับมือกันพัฒนาท้องถิ่นตรงนี้ให้โดดเด่นและเข้มแข็ง สมกับเป็นพื้นที่ที่มีมหาวิทยาลัยมาตั้งอยู่

และอีกประการหนึ่งที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลยก็คือ การรวมคณะต่าง ๆ มาอยู่ในขบวนเดียวกัน ไม่แยกคณะเหมือนทุกปี เป็นการลดต้นทุนการจัดการ และปรามมิให้ทุ่มทุนสร้างเพื่อประชันขันแข่งอย่างเอาเป็นเอาตาย และที่สำคัญคือกุศโลบายของการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคณะดี ๆ นั่นเอง
วิธีคิดดังกล่าวนี้ ก็คงต้องยกเครดิตให้กับองค์การไปเต็ม ๆ พร้อม ๆ กับปรบมือดัง ๆ ให้กับทุกคณะที่เทใจสานสัมพันธ์กันอย่างพร้อมเพรียง เพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นว่า มหาวิทยาลัยยังคงมีความเป็นปึกแผ่น ไม่แปลกแยกและแตกต่างเป็นคณะใครคณะมัน !
นอกจากนี้แล้ว,
ปีนี้
ทางองค์การนิสิตยังนำแนวคิดในทางตำนาน
หรือนิทานพื้นบ้านของไทยมาเป็นแก่นเรื่องในการจัดขบวนแห่
เพื่อให้นิสิตและประชาชนได้เกิดความตระหนักถึงเรื่องราวอันเป็นภูมิปัญญาในทาง
“วรรณกรรม”
และ “คำสอน”
ซึ่งนั่นก็รวมถึงมิติทางประวัติศาสตร์ของชุมชนด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องราวอันเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่นำมาผูกโยงไว้ในแต่ละขบวนก็ประกอบด้วยเรื่อง “ผาแดง – นางไอ่, อุสา – บารส, สีทน – มโนราห์, สังข์ศิลป์ชัย, ท้าวปาจิตต์ – นางอรพิม และเรื่องจำปาสี่ต้น” โดยเฉพาะเรื่องหลังนั้นชวนให้ผมอดหวนคิดถึงวัยเด็กที่แม่เล่าให้ฟังไม่ได้ รวมถึงภาพในละครทีวีที่ยังติดตราตรึงใจอย่างไม่รู้จบ –
ในส่วนของนิสิตนั้น
ผมไม่รู้หรอกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา
พวกเขาเคยได้เรียนเขียนอ่านในเรื่องเหล่านี้หรือไม่
เคยมีใครเล่านิทานให้ฟังบ้างหรือเปล่า
เคยรับรู้ความเป็นไทยผ่านตำนานหรือนิทานพื้นบ้านกี่มากน้อย
..
แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อสงสัยส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องได้รับคำตอบจากพวกเขาเสียทั้งหมด
เพราะในขณะที่เขาเตรียมการในเรื่องดังกล่าว
นิสิตก็ย่อมเกิดการเรียนรู้ในเรื่องราวเหล่านี้ได้บ้างแหละ



ลอยกระทงปีนี้
ผมไม่ค่อยได้ฝังตัวลึกอยู่ตามขบวนแห่นัก
แต่ก็มีโอกาสได้แวะเวียนไปเยี่ยมชมอยู่บ้าง
สิ่งที่เห็นชัดเจนของแต่ละขบวนก็คือภาพของการรำฟ้อนในแบบฉบับ
“ออนซอนอีสาน”
ซึ่งมีนิสิตมากหน้าหลายตาเรียงแถวร่ายรำอย่างหยาวเหยียด
และแทบจะเรียกได้ว่าทุกขบวนล้วนมีการร่ายรำกันแทบทั้งนั้น
ขณะที่ชุมชนเองก็ตกแต่งขบวนอย่างเอิกเกริก
มีคนหลากวัยเดินร่วมขบวนอย่างมีสีสัน
เช่นเดียวกับจุดให้คะแนนแต่ละจุด ขบวนต่าง ๆ ก็จะหยุดเพื่อทำการแสดงอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการนำเสนอนาฏการเรื่องราวของนิทานหรือตำนานพื้นบ้านให้ได้รับชมกันอย่างแสนสนุก ครบถ้วนทั้งมิติ “บันเทิง – เริงปัญญา”




จากวันนั้นถึงวันนี้...
ผมเฝ้ามองพัฒนาการความคิดของนิสิตในเรื่องวัฒนธรรม
หรือประเพณีอย่างน่าชื่นชม
พวกเขามีพลังความคิดมากมายอย่างคาดไม่ถึง
มีจินตนาการที่กว้างไกล
และให้ค่าความสำคัญกับองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ อย่างน่ายกย่อง
ประกอบกับปีนี้เราสามารถรณรงค์การสืบสานประเพณีไทยในแบบฉบับ
“สนุกได้...ไร้แอลกอฮอล์”
ได้อย่างใจหวัง
ยิ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มใจ
สมกับที่มุ่งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างเสริมสุขภาพ
...



และนี่คือเรื่องราวที่อยากบอกเล่าในห้วงนี้ ส่วนรายละเอียดลึก ๆ อันเป็นเรื่องราวและตำนานนั้น หลายท่านก็คงคุ้นชินและผ่านเลยมาบ้างแล้วกระมัง

ไม่ยักกะรู้ว่าที่ มมส.ประเพณืลอยกระทงอลังการงานสร้างอย่างนี้อยากจะไปดูซักครั้ง
สวัสดีครับ
งานยิ่งใหญ่มากนะครับ
แวะมาบอกว่า..คิดถึง..ค่ะคุณพนัส..
ไม่ค่อยได้ทักทายกันเลยค่ะ..ช่วงนี้..
ภาระงานเบาบางลงหรือยังคะ..
มีความสุขกับครอบครัวมากๆนะคะ..
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ..^^
สวยงามมากค่ะ เลยเอาภาพบรรยากาศที่ ม.ขอนแก่นมาให้ดูบ้าง ภาพโดย KKU studio ค่ะ และภาพบรรยากาศเต็มๆที่ http://www.kku.ac.th/gallery/index.php?imgdir=Loikrathong_2551
สวัสดีค่ะ
ชอบ..วิถีชีวิตแบบภาพนี้ค่ะ
แวะมาเยี่ยมครับ
ครบเครื่องเรื่องลอยกระทง : ตำนานพื้นบ้านท่องทะยานบนท้องถนน
ความรู้ใหม่สำหรับครูต้อยค่ะ ขอบคุณค่ะ
สุดยอดเลยคะ
ขบวนสวยมาก ๆ ขูลูนางอั้ว
ที่ขอนแก่น เสียดาย ทำงานไปไม่ทันขบวน
ไม่ได้ภาพ ขอดูของมมส.แทนคะ
พลังนิสิต ทำได้ดีเสมอ ขอชื่นชม มมส ค่ะ
แวะมารับความรู้
ดูประเพณีที่งดงาม
สวยค่ะ
สุขภาพแข็งแรง นะคะ
ต้นข้าว ใน อ่างปลาค่ะ
ยิ่งใหญ่จังเลยค่ะ แต่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ กลุ่มคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำขึ้นมาคงจะเหนื่อยไม่น้อย แต่พอให้เห็นเบื้องหน้ากันแล้วคงจะหายเหนื่อยตามๆ กัน
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
***เป็นการรังสรรค์และอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยที่น่าชื่นชม
***พลังหนุ่มสาวของนิสิต ถ้าได้การชี้แนะนำทางจากผู้ใหญ่ที่ดี ย่อมมีคุณภาพงานออกมาเกินความคาดหมาย ขอชื่นชมผลงานของปัญญาชนผูที่กโยงระหว่างนิสิตกับมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกับชุมชนในครั้งนี้
***ขอบคุณอาจารย์ที่บันทึกเผบแพร่..ทำให้ผู้อื่นได้เห็นวิธีคิดอันมีคุณค่า
- แวะมาดูกิจกรรมดีๆค่ะ
- น่าชื่นชมในรูปแบบการคิด เป็นการจัดที่อนุรักษ์ ทั้งวัฒนธรรม และภูมิปัญญา
- สวยงามจริงๆ ค่ะ
สวัสดีครับ ครูโย่ง หัวหน้า~ natadee
ในปี 2534 เป็นปีแรกที่ผมเข้ามาเป็นองค์การนิสิต พี่ ๆ พาจัดโครงการลอยกระทงขึ้นครั้งแรก สมัยนั้นจัดกระทงเป็นรายวิชาเอก แห่กันแบบเรียบง่ายภายในมหาวิทยาลัย แต่พอปี 2535 จึงออกมาตั้งขบวนแห่จากชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจอันดีจากชาวบ้านมาก มีการตักน้ำตักท่าตั้งไว้ให้นิสิตได้ดื่มกินกันอย่างชื่นใจ
ทุกวันนี้ รูปแบบการจัดของนิสิตเปลี่ยนแปลงไปมาก มีการใช้งบประมาณจัดการค่อนข้างเยอะ ทั้งในรูปขบวนและในรูปของการแต่งตัวนางนพมาศ
ผมไม่รู้หรอกว่า ในความสนุกสนานที่เกิดขึ้นนั้น ยังมีใครกี่มากน้อยที่ยังให้ความสำคัญกับแนวคิดอันแท้จริงเกี่ยวกับพระแม่คงคงบ้าง ...
... ขอบคุณครับ..
สวัสดีครับ Sorrattana(ศ.รัตนะ)
สวัสดีครับ. ธ.วั ช ชั ย
งานลอยกระทงปีนี้ ย่อยรูปขบวนให้เล็กลงกว่าปีที่แล้วมาก และย่นระยะทางการเดินให้สั้นลง เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลและควบคุม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุรายาเมา ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จมาก
ปีนี้ขบวนแบ่งเป็นโซน ๆ ... เช่น กำหนดให้คณะที่มีหลักสูตรคล้ายกันรวมเป็นหนึ่งขบวน และให้ขบวนนั้น ๆ คิดร่วมกันว่าจะนำเสนอรูปแบบการแห่อย่างไร ผมว่าแนวคิดนี้ดีมาก ละลายพฤติกรรมระหว่างคณะ ถึงแม้ขบวนจะดูไม่ใหญ่โตเหมือนปีที่แล้ว แต่ในด้านการนำเสนอนั้น ก็ไม่ล้มเหลวเสียทีเดียว
สวัสดีครับ คุณครูแอ๊ว
ผมยังมีภารกิจแน่นทุกวัน กลับบ้านก็ดึกหน่อย แต่ทั้งปวงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งอันธรรมดาของชีวิตไปแล้ว ดีหน่อยก็ตรงที่ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้เดินทางไปไหน เลยพลอยได้นั่งสำนักงาน และสัมผัสบรรยากาศการทำงานในสำนักงานแบบเต็ม ๆ ...
ช่วงนี้สุขภาพกาย สุขภาพใจแข็งแรงดีมาก พลอยให้มีพลังชีวิตแบบต่อเนื่อง ,
ยังไงเสียก็ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตนะครับ.. ผมเป็นกำลังใจให้