การศึกษาและงานวิจัยล่าสุดได้ระบุว่าอุณหภูมิของขั้วโลกที่สูงขึ้นนั้น มาจากน้ำมือของมนุษย์โดยตรง

โลกร้อนเกิดจากมนุษย์

 

          การศึกษาและงานวิจัยล่าสุดได้ระบุว่าอุณหภูมิของขั้วโลกที่สูงขึ้นนั้น มาจากน้ำมือของมนุษย์โดยตรง  ทั้งนี้เป็นรายงานวิจัยจากทีมงานนักวิจัยนานาชาติที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการวิจัย ภูมิวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ หรือ Nature Geoscience Journal
         เมื่อปีที่แล้ว ที่ประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยอากาศเปลี่ยนแปลงก็ได้มีการนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า การเพิ่มของอุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยนั้น ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมต่าง ๆ      ที่มนุษย์ทำขึ้น  ซึ่งก็ตรงกันข้ามกับแนวความคิดที่เชื่อว่า โลกร้อนเกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติโดยเฉพาะเกิดจากแสงแดดซึ่งมาจากดวงอาทิตย์ที่เข้มข้น   มากขึ้น  แต่เมื่อปีที่แล้วนั้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัด ๆ ของบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้คือทั้งอาร์คติคและแอนทาร์คติค  ปีนี้งานวิจัยและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แสดงได้เห็นชัด ๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของขั้วโลกมาจากน้ำมือมนุษย์นั่นเอง แม้ว่ามนุษย์ไม่ได้อาศัยอยู่บนขั้วโลกเลย  ในงานวิจัยนี้ ได้สร้างแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงของอากาศและอุณหภูมิของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ไว้เป็น 2 แบบ คือ แบบแรกสมมุติว่าไม่มีมนุษย์อยู่บนโลกที่ทำกิจกรรมใด ๆ ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นกิจกรรมมนุษย์ที่มีอยู่จนกระทั่งปัจจุบันแล้วทดสอบอิทธิพลที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ขั้วโลก  กิจกรรมมนุษย์เหล่านี้ เช่น การเผาผลาญเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลหรือน้ำมันและการสูญหายของโอโซนบนชั้นบรรยากาศ เป็นต้น  ศาสตราจารย์ ดร.ปีเตอร์ สท้อท (Peter Stott) หัวหน้าสำนักงานมาตรวิทยา ด้านการเปลี่ยนแปลงของอากาศและผลกระทบ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยได้ระบุชัดว่า แอนทาร์คติคหรือขั้วโลกใต้ที่ร้อนขึ้นมาจากฝีมือมนุษย์โดยชัดเจน เพราะฉะนั้นข้ออ้างที่ว่าอุณหภูมิอากาศของขั้วโลกที่ร้อนขึ้นเกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตินั้นไม่ถูกต้อง  ศาสตราจารย์ ดร.ฟิล โจนส์ (Phil Jones) ผู้อำนวยการศูนย์การวิจัยอากาศแห่งมหาวิทยาลัยอีสท์แองเกลีย (University of East Anglia) ได้กล่าวว่าแม้ผลการวิจัยล่าสุดนี้จะเติมเต็มให้กับผลจากที่ประชุมองค์การสหประชาชาติปี 2007 แต่ผมก็เชื่อว่าจะต้องมีคนที่ไม่ยอมรับหรือจำนนต่อหลักฐานชิ้นนี้ รวมทั้งนักการเมือง ซึ่งคงจะยังไม่อยากทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้า จนกว่าจะได้เห็นเหตุการณ์ที่เสียหายรุนแรง ซึ่งเกิดจากมนุษย์ทำเอง เช่น น้ำท่วมใหญ่ หรือเกิดคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมบางพื้นที่ ก็คงจะทำให้คนคิดได้หรือยอมเชื่อมากขึ้น
 

ที่มา:หนังสือพืมฑ์เดลินัวส์ โดย ศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล
[email protected]