วันนี้แม้ว่ามีปัญหายุ่งยาก ไม่มีทางออก แต่ทุกๆปัญหามีทางออกเสมอครับ

วันนี้เป็นวันที่ ๓ ที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในอาเจะห์  เมืองที่เคยต่อสู้กันรุนแรงในระดับโลก  ทั้งที่ตัวเองอยู่ห่างไกลแต่ขจายไปทั่วโลก 

วันนี้เจอกับกลุ่มภาคประชาสังคม ที่ดูแลและฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อม  แต่ละคนมีอุดมการณ์ในการพูดคุยให้เห็น  มุมนี้แตกต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง  แต่เขาบอกว่าอาจจะป็นเพราะเขาถูกกดขี่ไม่ยอมให้แสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นมานานโดยฝ่ายรัฐ

บางคนทำงานมาจากเริ่มต้นที่เป็นนักศึกษา  และทุกคนมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดสันติภาพมากๆ  เขาช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม  ฟื้นฟูความเป็นอยู่  ช่วยกันดูแลสังคม  เอื้ออาทรต่อผุ้ร่วมชีวิต  ถามว่าเอาความรู้จากที่ใดมาช่วยกันพัฒนาอาเจะห์  เขาบอกว่ามันอยู่ในหัวใจทุกคน  ลุงเอกว่ามันเกิดมาจาก Way of Life ทุกคนมีชีวิตจิตใจ  และมีการสอนสันติในโรงเรียน

ถามว่ามาจากการเลี้ยงดู  การศึกษา  หรือศาสนา ใช่หรือไม่  เขาว่าไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกคน  คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ก็มี 

ตั้งแต่เรียนมัธยมมีงานเขียน  หนังสือเรื่องการต่อสู้ให้อ่านมาก  และเสริมให้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม  มีประสบการณ์มาแลกเปลี่ยน  เรื่องนี้ต้องชื่นชมมหาวิทยาลัยรามคำแหงในบ้านเราที่ให้ภาพและความรู้ในเรื่องนี้กับนักศึกษามากๆ  ล่ามที่มาช่วยวันนี้ก็เป็นเด็กรามที่มาเรียนที่ Jokjakatar มีความรอบรู้มากๆเป็นเด็กปัตตานี 

การพูดคุยวันนี้บอกว่าแรงบันดาลใจทำเรื่องนี้มาจากความบัดซบของทหาร(ต้องใช้คำให้ตรงกับที่เขาใช้)  ที่บางคนบอกว่าพ่อแม่เคยถูกทหารรังแกเคยถูกกระทืบ  จนกระทั่งเมื่อเขามีเวทีพูดในมหาวิทยาลัย  จึงเกิดความคิดที่จะต่อสู้แต่เขาจะไม่ใช้ความรุนแรง  น่าศึกษาและศรัทธามากๆ  ยังมีเวทีเหลืออีกครึ่งวัน  แอบมาเขียนตอนกลางซะก่อนเพราะเมื่อเช้าก็มี ๑ คนที่ได้พูดด้วยเอาไว้เล่าในภายหลัง  จะค่อยๆเล่าไปเพราะเริ่มจะมีไฟในจิต จะได้ลิขิตให้อ่านครับ

รูปจะนำลงให้ดูเพิ่มเติมครับ