"หากรู้จักยอมรับในความไม่รู้ของตัวเอง จากสิ่งที่เคยเป็นอัตตาที่บีบคั้นเราให้อึดอัด ก็จะกลายเป็นความผ่อนคลายที่มีช่วยแก้ปมที่ผูกแน่นในใจให้สลายตัวลง สิ่งที่เคยอัดตัวเราให้บอบช้ำก็จะกลับมาเป็นครูสอนให้ชีวิตได้รู้จักที่จะฉลาดขึ้นจากสิ่งนั้น ๆ เสมอ"

ทราบข่าวสภาวะใจของใครบางคนที่เป็นกัลยาณมิตรของผม ... แต่ผมเชื่อมั่นว่า เธอสามารถนำความเข้มแข็งภายในตัวออกมาใช้ได้อย่างทันกาล

หนังสือเล่มหนึ่ง ข้อเขียนบทหนึ่ง ของท่านพระอาจารย์รูปหนึ่ง นำมาซึ่งแสงสว่างทางปัญญาที่เกิดขึ้น

ท่านเขียนหนังสือธรรมะเย็น ๆ เล่มนี้เป็นเล่มที่ ๑๖ ชื่อ "สิ่งที่มีค่ามากกว่าความรัก" ... เวลาผมอ่านหนังสือของท่าน ผมไม่เคยเรียงลำดับเลยสักครั้ง แต่มักจะอาศัยการพลิกเข้าไปด้านใน พบบทไหนที่อ่านคำโปรยแล้วอยากอ่านต่อ ก็จะนั่งอ่านจนจบบท

ข้อเขียนนี้ เป็นข้อเขียนแรกที่ผมพลิกไปพบอันดับแรก และอยากอ่านต่อให้จบข้อเขียนทันที

ข้อเขียนนี้ชื่อ "รู้ว่าตัวเองหลงทาง ดีกว่าอ้างว้างเพราะมีอัตตา"

อ่านจบ ทำให้นึกถึงเรื่องราวของการเดินทางในชีวิตว่าพบแต่อุปสรรคมากมายที่ชีวิตเราต้องผ่านมันไปให้ได้ และท้าย ๆ ความรู้สึก กลับไปคิดถึงสภาวะการณ์ ของ กัลยาณมิตรท่านนี้ (ได้ยังไงก็ไม่อาจทราบได้ มันแว่บเข้ามา)

ใจผมจึงเห็นควรเร่งนำเสนอเรื่องราวในข้อเขียนนี้ออกมาในรูปของบันทึก ทั้ง ๆ ที่ผมเองไม่แน่ใจว่า เป็นการถูกกาละ ถูกเรื่อง ถูกราว หรือไม่ อย่างน้อย เอาใจตัวเองว่า ระลึกถึงบุคคลผู้นี้ และอยากให้มีโอกาสได้อ่าน เหมือนที่ผมได้อ่านเช่นกัน .... อ่านนะครับ

 

... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ...

 

สิ่งหนึ่งที่คนเราเฝ้าถามหามาตลอด ตั้งแต่เริ่มจำความได้ในชีวิตของแต่ละคน นั่นก็คือ "ความสุขและความสำเร็จ" แต่ถ้าถามถึงชีวิตที่ใช้ในแต่ละวัน เราสมหวังได้ครบสมบูรณ์แบบในทุกเรื่องหรือยัง ?

คำตอบของคนที่เฝ้าถามตัวเองในเรื่องนี้ ก็มักจะบรรจบลงที่หลุมแห่งคำตอบที่ดูเหมือนตื้น ๆ แต่ลึกเกินกว่าใครจะเข้าใจ นั่นก็คือ "เราไม่ค่อยสมหวังในสิ่งที่ชีวิตลงทุนไขว่คว้าเท่าใดนัก"

 

ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับญาติธรรมหลาย ๆ คน และได้รับรู้ว่า เมื่อแรกเริ่มของการแสวงหา ตามนิยามความคิดของตัวเอง ทุกคนต่างก็มีความหวังว่า "สิ่งที่หวังไว้จะสำเร็จได้แน่นอน"

แต่เมื่อแสวงหาไปเรื่อย ๆ ด้วยกำลังกายและใจที่ทุ่มเทเต็มร้อยกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เรียกหานั้น กลับไม่เคยหยุดนิ่งให้ได้เชยชมสักที กลับปรากฏเป็นเงาของความต้องการที่เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เพราะเมื่อจบเรื่องหนึ่งที่เคยคิดว่าใช่ ก็มีเรื่องใหม่ที่ท้าทายมากกว่ามารอให้ค้นหา

จึงทำให้เราต้องออกติดตามความรู้สึกใหม่ ที่ผุดขึ้นมาในใจนั้นอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งเราเองก็งงว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่กำลังตามหานั้นมันคืออะไรกัน ด้วยเหตุนี้ ผลที่ได้รับกลับคืนมา จึงไม่ค่อยทำให้ใจของเราเป็นสุขแต่อย่างใด

เพราะหากสังเกตวิถีชีวิตของคนเรา จุดเริ่มต้นของการตามหาความฝันที่เกิดขึ้นในใจ เรามักจะมีคำตอบอยู่ที่ว่า "สักวันเราจะอยู่กับความพอดีของใจได้แน่นอน"

 

แต่เมื่อได้สิ่งที่ตัวเองหมายปองแล้ว คำตอบที่เคยรู้สึกดีกับสิ่งที่ได้มา กลับถูกลบทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย ซ้ำร้ายกลับเป็นการทิ้งความรู้สึกนั้นไป โดยที่ไม่เคยได้ปัญญาใหม่สักที

สิ่งที่เป็นเพียงความหลงที่บาง ๆ ทางความคิดที่เราสร้างขึ้น จึงเพิ่มเป็นผงขยะที่มากกว่าเดิม แล้วเพิ่มพื้นที่ของความหนาแน่นในใจ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "อัตตาตัวตน" ขึ้นมา

การแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ให้กับชีวิต ไม่ใช่ความผิดหากเข้าใจแต่การแสวงหาแล้วไม่รู้จักพอต่างหาก เป็นความบกพร่องของตัวเรา สิ่งที่ควรจะจบลงของแต่ละเรื่อง จึงเป็นไปแค่การจบเรื่องเก่า เพื่อเชื่อมต่อให้เรื่องใหม่ลุกลามตามมา

เพราะขึ้นป้ายว่ามีความหลงครอบงำ แม้ต้องการจะไปให้ถึงจุดหมายเพียงใด สิ่งที่เรียกหาก็เป็นแค่ความหวัง ที่พร้อมจะพังครืนลงมาทับตัวเราให้บอบช้ำเสมอ

 

แต่หากมีสติยับยั้งชั่งใจ แล้วรู้จักถามคนที่รู้มาก่อน แม้บางครั้งอาจดูเหมือนเราช่างอ่อนเยาว์ทางสติปัญญา แต่อย่างน้อยก็มีความน่ารักที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้นั้น นั่นคือ "ทำให้เรารู้จักยอมรับความจริงในความไม่รู้ของตัวเอง" ทำให้โอกาสที่จะค้นหาความถูกต้องเปิดช่องแก่เราได้

แต่หากจมอยู่กับความหยิ่งทะนงในความคิดที่ไร้หลัก สิ่งที่เกาะแน่นจนกลายเป็นอัตตา ก็จะเริ่มบีบตัวเราให้เล็กลง ทำให้จิตใจคับแคบเกินกว่าที่จะเปิดให้กว้าง เพื่อรับรู้ความจริงที่ถูกต้อง ความคิดที่เป็น "อัตตา" ก็จะเริ่ม "อัด" ตัวเราให้บอบช้ำมากขึ้นกว่าเดิม

 

ทว่าหากรู้จักยอมรับว่า "ไม่รู้" เพื่อที่จะให้ "ความรู้" เข้ามาแทนที่ เราย่อมมีโอกาสได้เรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้น และรู้จักที่จะค้นหาคำตอบจากคำถามที่เคยสงสัยได้

ยิ่งหากหลงแล้วยังดื้อดึงในความคิดของตัวเอง แม้ต้องการจะให้ชีวิตเดินไปสู่จุดหมายที่แสนไกล ก็เปรียบเหมือนการเดินเข้าไปในป่าแห่งความหลงเช่นเคย แม้จะทำให้เราดูเหมือนเป็นคนฉลาด แต่ก็เป็นการอวดฉลาดในความเขลาที่คอยประจานตัวเราให้อับอายแทน

 

แต่หากรู้จักยอมรับในความไม่รู้ของตัวเองได้ จากสิ่งที่เคยเป็น "อัตตา" ที่บีบคั้นเราให้อึดอัด ก็จะกลายเป็น "ความผ่อนคลาย" ที่มาช่วย "แก้ปมที่ผูกแน่นในใจ" ให้สลายตัวลง สิ่งที่เคยอัดตัวเราให้บอบช้ำ ก็จะกลับมาเป็นครูสอนให้ชีวิต ได้รู้จักที่จะฉลาดขึ้นจากสิ่งนั้น ๆ เสมอ

ปัญหาที่เคยยุ่งยากในเบื้องต้น ก็จะกลายเป็นศิลปะแขนงใหม่ที่เกิดจากการรู้จักคลายเกลียวให้หลวม กระทั่งรู้จักวิธีขันน๊อตแห่งปัญหานั้น ให้อยู่ในกรอบที่ควรอยู่อย่างรู้เท่าทัน

 

หากรู้ว่าตัวเองหลงทางแต่ไม่ยอมแก้ไขให้ดีขึ้น การรู้นั้นก็ยังชื่อว่า เป็นเพียงแค่การเตรียมพร้อม ที่จะหลงใหม่ในครั้งต่อไปเช่นเดิม แต่หากรู้ว่าหลงแล้ว รู้จักพลิกชีวิตให้กลับมาเรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้น เราย่อมไม่อ้างว้างจากเป้าหมายที่ต้องการแน่นอน

เพราะปัญญาที่เรามีจะคอยเป็นแสงสว่างนำทาง ให้เราได้มองเห็นทิศทางของการก้าวไปที่ชัดเจนกว่า แล้วทุกอย่างที่เราต้องประสบ ย่อมทำให้เราพานพบและจบลง บนรากฐานแห่งความเข้าใจจากเรื่องราวเหล่านั้นเสมอ

 

... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ...

 

อันความรู้สึกแสดงออกมาด้วยการรู้จักให้ ผมเองก็ทำได้แค่นี้ ให้ได้แต่ "ข้อเขียน" บทหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะดีในความรู้สึก หรือไม่ดีในความรู้สึกนั้น ผมเองก็ไม่อาจคาดหวังได้ เพราะเราไม่ใช่คนใกล้ หากแต่เป็นกัลยาณมิตรที่อยู่ห่างไกล มี "ดอยนางแก้ว" คั่นระหว่างกลาง เมืองที่มีผู้คนชอบฝ่าไฟแดดเป็นที่สุด (อิ อิ)

 

นอกจากนั้น ผมยังเชื่อในข้อคิดดี ๆ อันเกิดจากข้อเขียนนี้ จะยังประโยชน์ต่อผู้ที่ได้แวะเข้ามาอ่านมันครับ

บุญรักษา คนดี ครับ :)

 

 


แหล่งอ้างอิง

ชุติปัญโญ (นามแฝง).  สิ่งที่มีค่ามากกว่าความรัก.  กรุงเทพฯ: ใยไหม, ๒๕๕๑.