อยากจะเชิญชวน พวกเราชาว G2K ทุกท่าน มาโพสต์มุกเด็ดๆ ตะกอนที่กลั่น หรือกวนกันจนตกผลึก มารวมๆ กันไว้ โดยมีเงื่อนไขง่ายดังต่อไปนี้ครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันไหมครับผม เนื่องจาก
-
ตอนที่ 1 จากบทความนี้ รวมตะกอนเด็ด วาทะเด่น ผลึกผล ทางการศึกษาไทย ใน G2K (มียอดให้คุณต่อครับ) โพสต์ตะกอนใส่จน การจัดหน้ามีปัญหาไปแล้วนะครับ ดังนั้น ได้เปิดตอนที่ 2 ขึ้น
-
ตอนที่ 2 จากบทความนี้ รวมตะกอนเด็ด วาทะเด่น ผลึกผล ทางการศึกษาไทย ใน G2K ตอนที่ 2 โพสต์ตะกอนใส่จน การจัดหน้าไม่มีปัญหา แต่ไม่มีปุ่มไอคอนให้คลิก คอมเมนท์ใส่เข้าไป ดังนั้น ขอเปิดหน้านี้
-
ตอนที่ 3 นะครับเพื่อ รับช่วงต่อนะครับ ท่าทางคึกคักมาก และเจอตะกอนและผลึกทางการศึกษากันเพียบเลยครับ เนื่องจากเรามี หมีแพนด้าที่ขยันมากๆ นะครับ มาช่วยให้กำลังใจกันต่อนะครับ เชิญทุกท่านด้วยนะครับ
อยากจะเชิญชวน พวกเราชาว G2K ทุกท่าน มาโพสต์มุกเด็ดๆ ตะกอนที่กลั่น หรือกวนกันจนตกผลึก ผมขอเรียกเป็น ผลึกผล (เลียนแบบผลิตผล) ก็แล้วกันนะครับ มารวมๆ กันไว้ โดยมีเงื่อนไขง่ายดังต่อไปนี้ครับ
-
ประโยคเด็ดๆ หรือข้อความเด็ดๆ ที่ท่านชอบ แล้วโดนๆ (หากเป็นประโยคเด็ดๆ หลายๆข้อความ ในบทความเดียวกัน ก็ใส่หลายๆ ท่อนได้เลยครับ)
-
จากบทความไหน อาจจะเป็นลิงก์ หรือชื่อบทความแล้วลิงก์ไปยังบทความนั้น (นำไปสู่การถกและประชาสัมพันธ์กันต่อ)
-
ชื่อบล็อก หรือ รูปภาพ หรือ ทั้งชื่อและรูปภาพ เพื่อชื่นชมครับ อาจจะไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในชื่อบทความก็ได้ครับ อยู่ในส่วนของการแสดงความเห็นก็ได้นะครับ
http://gotoknow.org/blog/higher-edu/102131
จากบันทึกของคุณ
Conductor เรื่องเกร็ดประวัติศาสตร์ Google กับบรรยากาศการเรียน ที่กล่าวถึงการมีบรรยากาศในการเรียนจะสร้างเสริมการเรียนรู้ ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างผลงานที่กระทบคนทั้งโลกได้ ทำให้ดิฉันคิดถึงเรื่องพื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่จะนำมาสร้างบรรยากาศในการศึกษา

เม้ง สมพร ช่วยอารีย์ ---------> http://www.somporn.net ---------> http://www.schuai.net
- สวัสดีครับพี่กมลวัลย์ สบายดีไหมครับ
- ขอบคุณมากๆ เลยครับ ที่หยิบเรื่องรั้วมาคุยกันต่อครับ
- รั้วในความหมายผม เป็นทั้งรั้วจริงและรั้วนัย ครับ พูดง่ายๆ คือ รั้วล้อมสถาบันการศึกษา และรั้วในใจของคนในสถาบันการศึกษาครับ
- สำหรับเรื่องความไม่พอเพียงเรื่องใดๆ ก็ตามเช่น พื้นที่ไม่พอ เงินไม่พอ ผมว่าตรงนี้เพราะขาดความสมดุลเกิดขึ้นในระบบนะครับ เลยเกิดปัญหานี้ขึ้นมาครับ
- ถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยรับจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่ทราบว่าศักยภาพในการรับเด็กมีจำกัด เราได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาดีแค่ไหน ตั้งแต่ระดับรัฐบาลมาเลยครับ การศึกษาอยู่ในอันดับเท่าไหร่ในวาระแห่งชาติ อันดับแรก หรือท้ายสุดครับ.....หรือว่าแค่ห้อยไว้ให้สวยงาม...
- เน้นปริมาณหรือคุณภาพกันแน่ หรือจะเน้นปริมาณที่มีคุณภาพ
- เพราะเรามีรั้วกันระหว่างองค์กรสถาบันการศึกษา กับ เอกชนหรือเปล่าครับ รั้วทั้งภายในและภายนอก ถึงทำให้ไม่เกิดความร่วมมือ บริษัทในประเทศต้องซื้อเทคโนจากต่างชาติเข้าไป วนเวียนว่าย งูกินหางอย่างที่พี่ว่านะครับ เมื่อไหร่ จะเกิดการทำเองคิดเองใช้เองแก้ปัญหาเองครับ
- ทุนที่มีการสนับสนุนให้นักวิชานักวิชาการทำวิจัย เป็นเสมือนทุนจำลองหรือเปล่าครับ จำลองให้ทำ ทั้งๆ ที่ทุนที่แท้จริงน่าจะเป็นทุนที่เกิดจากความต้องการของสัมคมภายในหรือภายนอก สอดรับกับการไว้ใจนักวิชานักวิชาการไทยให้ทำเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันครับ เอกชนก็ได้ประโยชน์ อาจารย์ได้ผลงานวิชาการ ได้งบมาพัฒนาวิจัย เงินทุนหมุนเวียนในระบบประเทศ
- หากการทำวิจัยเราเอาเงิน หรืองบประมาณมาเป็นกำแพงกั้นแล้ว เราไม่มีทางเกิดงานวิจัยได้เลยครับ ผมว่าเราก็ซื้อกันต่อๆ ไป ดังที่เคยทำมานะครับ
- ยังมีโครงการอีกมากมาย ที่จะเกิดขึ้นเพราะต้องการจะเอาเครื่องมือไปประดับองค์กรครับ ความมีหน้ามีตา แล้วถามว่าในที่สุดแล้วประชาชนได้อะไร
- ผมเองยังหัวโบราณอยู่ด้วยประโยคที่ว่า การศึกษาที่แท้จริงต้องมีการให้ฟรี ครับ....และผมยังเชื่อว่า การทำวิจัยแบบศรัทธาวิจัย ยังเกิดได้ครับ
- ผมพูดมาทั้งหมด ผมต้องเริ่มที่ตัวผมครับ
- สำหรับปัญหาการสร้างบรรยากาศในการเรียนนั้น หากยกรั้วออกจากในอก และนอกอก ออกได้แล้ว ผมเชื่อว่า บรรยากาศในการเรียนจะดีขึ้นครับ สถาบันการศึกษาไม่ใช่สร้างรั้วหรือห้องไว้ขังนักเรียนหรือนักศึกษาครับ ขังในเรื่องการเรียนรู้ ไม่ใช่ขังแต่เอกสารที่ใช้สอน ไม่ใช่ขังเฉพาะความคิดที่อาจารย์สอนเท่านั้น เลิกขังนักศึกษาได้เมื่อไหร่ บรรยากาศจะเกิดขึ้นครับ
- ข้อสำคัญ อาจารย์จะต้องไม่ขังตัวเองไว้ในกรอบแคบๆ ตรงนี้คือบรรยากาศจะเกิดครับ
- นักศึกษา และนักวิจัยผมว่า เป็นเหมือนเพื่อนกับอาจารย์ที่ปรึกษา หากช่องว่างระหว่างนักเรียนกับครูลดลงได้ ผมก็เชื่อว่าบรรยากาศในการเรียนจะน่าเรียนมากขึ้น เพราะเรามองผ่านทะลุกำแพงห้อง เรามองทะลุรั้วโรงเรียน เราเป็นชาวบ้านทำนา เรามีโอกาสไปเกี่ยวข้าวกับชาวนา
- ธรรมชาติควรมีอยู่ในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ชุมชนอย่างปราชญ์ชาวบ้าน มีสิทธิ์สอนนักศึกษาไหมครับ หรือว่าต้องฟังจากครูอย่างเดียวครับ
- หากคนเราไม่เสียสละ เป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กบนยอดดอยจะมีโอกาสเรียนหนังสือ เพราะเราติดภาระกิจของเราในครอบครัวของตัวเองแล้วเราไปไหนไม่ได้แล้วหรือครับ
- ผมได้ข้อสังเกตหนึ่งในเยอรมัน โปรเฟสเซอร์แต่ละคน จะเลื่อนขั้นได้ ต้องมีตำแหน่งว่างที่นั่นที่เปิดรับ แล้วคนที่จะปรับได้ก็ต้องเปลี่ยนย้ายสถานที่สอนและทำวิจัย ประมาณว่าต้องย้ายกัน สองสามครั้ง กว่าจะเป็น ศาสตราจารย์เต็มขั้น ถามว่าความลำบากใครได้ ศ.ผู้นั้นรับไปเต็มๆ และทุกคนต้องทำแบบนี้ หากจะปรับขั้น ไปอยู่ก็สองสามปีอย่างน้อย จนกว่าจะเป็นแบบ ศ.เต็มขั้น ก็อยู่ที่นั่นแบบปักหลักได้ถาวรตามวาระ
- ลองคิดดูซิครับ ว่าทำไมเค้าทำได้ แล้วสิ่งที่ดีๆ ประโยชน์ตกอยู่กับใครครับ ตกที่ประเทศชัดๆ การที่โปรเฟสเซอร์แต่ละคนจะย้ายไปแต่ละที่ เค้าได้เครือข่าย ได้เพื่อนร่วมงานวิจัย ได้นักศึกษาที่ทำงานกับเค้าที่จบไปทำงานในองค์กรต่างๆ ย้ายไปสามที่ คิดดูนะคับ ว่าเครื่องข่ายเค้าแน่นขนาดไหนครับ
- หากเรารักสะดวกเป็นที่ตั้ง ประเทศเราก็จะลำบากอยู่อย่างนี้ตลอดไปครับ หากเรายอมลำบากบ้างตามความเพียงพอเหมาะสม ประเทศชาติจะอยู่ได้เอง และดีขึ้นเองครับ ปัญหาอยู่ที่การจัดการมากกว่าเงินและพื้นที่ครับ ผมมองแบบนี้ ไม่แน่ใจว่าจะผิดหรือเปล่าครับ
- ท้ายสุด อิๆ ไม่รู้จะยกอะไรครับ ขอจบด้วยปณิธานอันนี้ครับ
-
"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัว เป็นที่สอง
- ขอบคุณมากครับพี่ อิๆๆ เข้ามาก่อกวนแค่นี้ก่อนนะครับ
เมื่อ ส. 09 มิ.ย. 2550 @ 21:23 [287626]
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ ให้บริสุทธิ์"
...มหิดล...
เมื่อ ส. 09 มิ.ย. 2550 @ 22:23 [287700]
คนไร้กรอบ
อริยชน
ผมจำได้ว่า สมัยเป็นนักเรียน ครูสอน เรียงความ ทั้ง ไทย และ อังกฤษ มัก จะ เข้มงวด กับ การจัดประโยค การรักษารูปประโยค ( เช่น มีประโยคประธาน ย่อย คำนำ บทสรุป ) ฯลฯ จนทำให้ แค่ คิดจะเขียนอะไร ก็ "ค้าง" เขียนไม่ออก นักเรียนเกร็งกันไปหมด
จนโตขึ้น หลายคน พอให้เขียนเรียงความ หรือ เขียน blog ก็จะกลายเป็น ของขม ของที่ไม่อยาก ฯลฯ
http://gotoknow.org/blog/chokthumrong/102167
คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ยาใจคนจน
ทำงานธรรมาพากเพียรใฝ่รู้ ให้ถึงซึ่งญาณประตู ศิษย์ปูฐานธรรมสง่า ในหนึ่งชีวิต มุ่งคิดช่วยงานธรรมฟ้า ไม่เหนื่อยกายใจล้า ทำหนอสัตย์ซื่อมือสร้าง ปัญหามากมายพาใจศิษย์ล้า เสมือนได้สอบปัญญา อดทนหนาและพาใจว่าง เป็นห่วงศิษย์รัก รากเดิมฐานธรรมถอยห่าง อุปสรรคปิดบังกั้นทาง ขอยังมีรักเมตตา
ยืนหยัดมั่นไว้ สัมภาระให้ทิ้งสิ้น โลกบนแดนดิน เคล้ากลิ่นหยาดของน้ำตา อย่ามัวแคลงใจ เดินไปให้ทันพุทธา งานใดมีใจจทุ่มหนา เบื้องฟ้ามอบผลธรรรมผ่อง
* ทำงานธรรมาทุ่มเทแบกรับ จับมือสานใจยืนยง อย่าหลงถ้อยคำยกย่อง อย่ามุ่งส่วนตน ทุกคนสมานปรองดอง รวมใจเพื่อธรรมนั้นได้ ครองใจทุกคนบนแดน
ถนนสายธรรมชาติ "วังเวียง - กุ้ยหลิน เมืองลาว"
ซำบายดี
http://gotoknow.org/blog/mhsresearch/102142
ด้วยการเดินทางที่ยาวนาน ก็เหน็ดเหนื่อยกะจะเขียนบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ประเด็น "การท่องเที่ยวโดยชุมชน" ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่มาเยี่ยมลาวในครั้งนี้
แต่ช้าก่อนครับ ...กระผมยังเหนื่อย ยังไม่ทันได้วางสัมภาระ
ขอนำภาพเส้นทางที่สวยงามและประทับใจ ระหว่าง แขวงหลวงพระบาง - วังเวียง จนถึงแขวงเวียงจันทร์มาให้ชมเป็นตัวอย่างนำเรื่องก่อน
เราออกเดินทางจากหลวงพระบางมาแต่เช้า เพื่อจุดหมายปลายทางที่เวียงจันทร์ ว่ากันว่าเดินทางทั้งวัน ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะขนาดไหน
เส้นทางจากแขวงหลวงพระบางเป็นเส้นทางลาดยางมะตอยที่ไม่ค่อยเรียบเท่าไหร่ ถนนเลนเดียวกับทางคดเคี้ยวขึ้นดอยสูง เล่นเอาพวกเราใจหายใจคว่ำเหมือนกัน
แต่ทราบมั้ยครับว่า สิ่งที่พวกเราลุ้นและไม่คุ้นชินคือการขับรถพวงมาลัยซ้าย เวลารถสวนมาแต่ละที เหมือนจะวิ่งมาชนเรา ผมนั่งอยู่หน้าสุดของรถ ย่อมลุ้นมากกว่าท่านอื่นๆในคณะ
ไม่ผิดหวังครับ....ถึงแม้ว่า กว่า 1 วันที่นั่งรถยาวนาน วิวสองข้างทางระหว่าง แขวงหลวงพระบาง - วังเวียง -เวียงจันทร์ สวยน่าประทับใจ ให้ผมคิดไปถึงเมืองกุ้ยหลินที่จีน สวยงามด้วยภูเขารูปทรงแปลกตา ป่าที่เขียวขจี สลับกับบ้านเรือนเล็กๆกระจายตามสองข้างทาง
ผมกดชัดเตอร์จากหน้ารถแทบไม่ยั้งมือ หลายครั้งที่ตื่นตะลึงกับทิวทัศน์สวยงามเบื้องหน้า
อย่ากระนั้นเลย ก่อนที่จะเขียนบันทึกต่อๆไป นำภาพมาให้พี่น้อง gotoknow ชมกันก่อนครับผม
http://gotoknow.org/blog/ooydiary/102190
สังกัด สพท.กทม.เขต2
ขอเวลาทบทวน ที่อยากจะทำ และยังไม่ได้ทำ
ขอเวลา กับการทำในสิ่งที่มีความสุขกับตัวเอง
หยุดกับการท้อแท้ และสิ้นหวัง ก้าวย่างอย่างมีคุณค่าและทรนง
ปัญญา สติ ความยั้งคิด ติดตามตัวมาเสมอ
ขอบคุณกับเวลา ที่ท่านผู้อ่านได้ให้ ได้มีโอกาสทบทวน
เมื่อ อา. 10 มิ.ย. 2550 @ 00:59 [287830]
http://gotoknow.org/blog/higher-edu/102131
เรื่องพื้นที่คับแคบ ทำแบบศาลพระภูมิ™ได้ไหมครับ ข้างล่างแคบ แต่ไปบานข้างบน ;-)
ความคับแคบของพื้นที่เป็นข้อจำกัดจริงๆ ครับ แต่บางทีหากการเรียนการสอน เปลี่ยนแนวจาก lecture และ course work เป็นการเน้นแนวปฏิบัติมากขึ้น ทำ lab ทำโครงงาน ก็อาจจะช่วยให้นักศึกษาได้เข้าใจในศักยภาพของตนได้เร็วขึ้นนะครับ
อาจารย์ที่ปรึกษาของ ชมรม ชุมนุม ต่างๆ อาจจะช่วยได้ดีขึ้นถ้าหากไม่รอจนนักศึกษามาปรึกษา แต่เสนอความคิดเกี่ยวกับกิจกรรมปฏิบัติโดยไม่ต้องรอให้นักศึกษาเดินมาหา ประยุกต์เอาตามข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งครับ
หรือทำโครงงานข้ามมหาวิทยาลัยจะดีไหมครับ ขยาดของเครือข่ายความรู้จะกว้างขึ้น
แหม เสนอความคิดนี่ ง่ายกว่าทำจริงๆ เลยนะครับ
เมื่อ อา. 10 มิ.ย. 2550 @ 14:52 [287947]
จาก http://gotoknow.org/blog/higher-edu/102131
สวัสดีครับคุณ
และหลายท่านที่ให้ความเห็นเข้ามา
แก่นปัญหา เรื่องพื้นที่การศึกษา และบรรยากาศการศึกษา
เมื่อ ส. 09 มิ.ย. 2550 @ 21:12 [287615]
ตัวเองกลับมองว่า มหาวิทยาลัยควรหาช่องทางแก้ปัญหา ไม่ใช่จบง่ายๆ ที่งบประมาณไม่พอ ไม่มี ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นก่อนลงมือทำ ไม่ยอมรุก ตั้งอยู่ในที่มั่นเป็นฝ่ายรับ มันจะเดินช้าเหมือนที่ระบบราชการไทยเป็น
ความเป็นจริงควรจะให้โอกาสภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน (ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ไปประชุมนะคะ) ซึ่งเอกชนรายใหญ่ๆ มีงบประมาณโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรืองบเพื่อสังคมตั้งไว้ทุกปีอยู่แล้ว บางที่หลายสิบล้าน เพียงแต่ว่าจะเอาไปใช้กับเรื่องอะไรเท่านั้น ถ้าไม่นำแผนมาเสนอ อยู่ดีๆ คงไม่มีใครนำเงินไปมอบให้ถูก
ปีๆ หนึ่งมหาวิทยาลัยผลิตบุคคลากรให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่ภาคเอกชนมากมาย อาจารย์ทำงานวิจัย ผลิตผลงานช่วยเหลือให้บริษัทเอกชนนำไปต่อยอดผลิตเป็นสินค้าและบริการ แต่ทั้งหมดเป็นการให้ฝ่ายเดียว มหาวิทยาลัยได้แต่ชื่อเสียง คำชม และความภูมิใจกลับมา
ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเมืองนอกไม่แปลกเลยที่ภาคเอกชนจะมาลงทุนในงานวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานที่ได้รับสิทธิ์ร่วม หรือเข้าไปให้ทุนนักศึกษาเพื่อจะได้บุคคลากรที่มีคุณภาพมาทำงานในองค์กร หรือเข้าไปมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
รู้สึกมานานแล้วว่าระบบมหาวิทยาลัยเมืองไทยแปลก บรรดาอาจารย์รู้สึกว่าต้องป้องกันชื่อเสียงและภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรก จนหลายครั้งมองข้ามโอกาสดีของการร่วมมือกันกับภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ระบบการศึกษามีทุน support มากกว่านี้ ...แต่ก็อย่างว่านะคะ เวลามีคนลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ก็จะมีคนจ้องจับผิดตั้งทัพรออยู่ก่อนเสมอ เพราะติมันง่ายกว่าทำค่ะ เป็นธรรมชาติของมนุษย์บางประเภท : (
นี่เป็นเพียงความเห็นหนึ่งของคนที่อยู่ในฝั่งภาคเอกชนค่ะ ขออภัยที่พิมพ์ยาว เพราะอึดอัดใจ และหงุดหงิดแทนระบบความคิดในการบริหารงานของมหาวิทยาลัยค่ะ
ท่านป๋าดัน กำลังจะถูกดัน http://gotoknow.org/blog/yahoo/101939
เมื่อ ส. 09 มิ.ย. 2550 @ 03:26 [286728]
ถ้ายังมีที่ดิินทำการเกษตรอยู่ ยังไงซะยังพอหาทางออกได้ แต่นี่ หน้าจืดสนิทค่ะ
เมื่อ ส. 09 มิ.ย. 2550 @ 08:30 [286794]
อ่านแล้วรู้สึกจืดสนิทเหมือนกันค่ะ... ดูวงจรแล้วมันวนไม่มีสิ้นสุดเลย แต่ละรอบที่วน ต้นกับดอกก็จะสูงขึ้นๆ คนเป็นหนี้ก็จะเป็นหนี้แบบไม่มีสิ้นสุด...ไม่มีงานในชุมชน --> ไม่มีเงินใช้ --> ออกไปหางานที่อื่น --> เงินเดือนที่ได้ไปหมุนอยู่ในชุมชนอื่น เช่นกรุงเทพ (ที่ค่าครองชีพแพง) ไม่กลับมาที่บ้านเกิด --> ซื้อมือถือ ทีวี ฯลฯ --> ไม่มีคุณภาพชีวิต ไม่มีเงินเช่นเดิม --> กู้เงิน .... เข้าสู่วงจรหน้าจืด...ทำอย่างไรถึงจะให้ชาวบ้านช่วยเหลือตัวเองได้..มีรายได้อยู่ในชุมชนของตัวเอง การช่วยเหลือต้องเป็นการสร้างอาชีพ ไม่ใช่การให้กู้ แล้วมายกหนี้ พักชำระหนี้ แล้วก็ให้กู้อีก
การช่วยเหลือจะต้องสร้างเศรษฐกิจในชุมชน..ต้องมีงาน..สร้างงาน... แต่ปัญหานี้ ใหญ่มากจริงๆ นี่ก็กำลังดูรายการเปิดบ้านพิษณุโลก นายกสุรยุทธ์กำลังพูดถึงการสร้างชุมชนเข้มแข็ง แต่ก็ยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเลย...
เมื่อ ส. 09 มิ.ย. 2550 @ 09:18 [286823]
สวัสดีค่ะพี่บางทรายตอนนี้เบิร์ดก็กำลังเจอ " วงจรหน้าจืด " ในชุมชนเหมือนกันค่ะ..ทำเอาเบิร์ดหน้าจืดสนิทเลย...ต้องค่อยๆดูทีละปม..ตอนนี้ยังไม่ได้แก้ไขอะไรเพราะยังแกะไม่ออกมีคำแนะนำมั้ยคะ...เบิร์ดมึนตึ้บเลยค่ะมีหนี้แม้แต่ค่าโทร.มือถือ !
แสดงว่าเราพบวงจรหน้าจืด จืดสนิท แบบนี้ในเกือบทุกที่ของเมืองไทย อยากได้วิธีการแก้ปัญหา ขอความกรุณาผู้รู้ เข้ามาแสดงความคิดเห็นให้หน่อยครับ ว่าเราควรแก้ปัญหานี้อย่างไร ขอบคุณครับผม
ขอบคุณ บันทึกนี้ของพี่บางทราย ท่านอาจารย์มัทนา ท่านอาจารย์กมลวัลย์ คุณเบิร์ด มากครับผม
http://gotoknow.org/blog/yahoo/101939
บทความข้างต้น บ่งแสดงถึงอะไรต่ออะไรเยอะแยะ
ไม่ใช่เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก ไม่ใช่ปัญหาที่เกินกว่ากำลังในการแก้
ปัญหาของปัญหาคืออยู่ในปัญหาที่มาในปัญหา
http://gotoknow.org/blog/higher-edu/102131
เมื่อ อา. 10 มิ.ย. 2550 @ 15:13 [287986]
และอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้ความเห็นคือ สถานการณ์ครอบครัวไทย อ่อนแอ จนน่า วิตก มิติของการบริโภคปัจจุบัน เด็กไทยกำลังเผชิญกับกระแสวัฒนธรรม กิน ดื่ม เดินซื้อของ อันเป็นตัวเร่ง ให้เกิด ค่านิยมในการบริโภคอย่างมหาศาล มิติด้านสื่อ มีการแสดงออกทางเพศมากเกินไป มิติการเสี่ยงโชค ก็มีวัยรุ่นอยู่ในวงจรนี้มากขึ้น เราต้องช่วยกันรักษา สถาบันหลักๆของเราค่ะ---สถาบันชาติ วัฒนธรรมของชาติ เยาวชนของชาติ สถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา รวมกันเป็น การสร้างสังคมคุณธรรมค่ะ มีอีกเรื่อง ขอแถม ขอนอกเรื่องหน่อยค่ะ จริงๆไม่ค่อยอยากพูด เพราะพูดไป มีแต่เข้าตัว กล้าพูดเฉพาะคนสนิทๆ ในแวดวงอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็คุยกัน แต่เฉพาะเพื่อนๆที่เป็นอาจารย์ แต่อยากให้มีการปรับปรุงในส่วนนี้บ้างค่ะคือ ครู อาจารย์บางคน ถึงเวลาสอนก็มา ไม่ถึงเวลา หายจ้อยเลย ส่วนใหญ่ไปรับงานส่วนตัว หรือ ไปขายของ ถ้า เราจะมีระบบ Child Center นั้น จะได้ผลอย่างที่อยากได้หรือคะ ทางออกน่า จะยกย่องครูให้มีสถานภาพทางสังคม มากกว่านี้ มีเงินเดือนมากกว่านี้ จะได้มีเวลามาเอาใจใส่เด็กๆมากขึ้นค่ะ
คณะบัญชี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
(ที่มา:หนังสือทำชีวิตให้ได้ดีและมีสุข 2548 หน้า 157)
สุดยอด สุดยอด
paew
http://gotoknow.org/blog/paew/102091
ข้าวยำ....แสนอร่อย...ภาคสอง
ภาควิชาสัตวศาสตร์
ดูหน้าตาความน่าอร่อยตามภาพต่อไปนี้นะค่ะ
<div align="center">งานฉลองวันรัฐธรรมนูญ ณ สวนลุมพินี
</div><div align="middle"></div><div align="center">
ยังมีรถรางวิ่งผ่านหน้าสวนลุมฯ
ถนนเยาวราชยังไม่เนืองแน่นไปด้วยรถราเหมือนปัจจุบัน
มีสามล้อถีบด้วย คิดถึงจัง
มองจากฝั่งพระนคร ยังเห็นฝั่งธนบุรีเป็นป่าเขียวพรึ่ด
</div><div align="center">
รถรางทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารบนถนนราชดำเนิน
ของที่ขายกันข้างทางยังบรรจุด้วยวัสดุธรรมชาติ
ไม่มีถุงพลาสติกหรือกล่องโฟม
ช่วงหนึ่งของถนนเจริญกรุง นึกไม่ออกเลยว่าตรงแถบไหน
มีโรงงิ้วเพื่อให้ความบันเทิง ได้รับความนิยมไม่แพ้โรงภาพยนตร์
เคยเห็นตอนเด็กๆ เหลืออยู่โรงนึง ปัจจุบันสาบสูญไปแล้ว
อันนี้ไม่แน่ใจ แม่บอกว่าน่าจะเป็นตลาดบางรักค่ะ
http://gotoknow.org/blog/littlecorner/102194</div>
http://gotoknow.org/blog/higher-edu/102131
เมื่อ อา. 10 มิ.ย. 2550 @ 20:47 [288281]
สวัสดีครับพี่กมลวัลย์
พอดีผมติดใจเรื่องหนึ่งในส่วนนี้ เลยขอยกมาพูดคุยกันต่อครับ ไม่งั้นนอนไม่หลับครับ
เรื่อง "ถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยรับจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่ทราบว่าศักยภาพในการรับเด็กมีจำกัด เราได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาดีแค่ไหน ตั้งแต่ระดับรัฐบาลมาเลยครับ การศึกษาอยู่ในอันดับเท่าไหร่ในวาระแห่งชาติ อันดับแรก หรือท้ายสุดครับ.....หรือว่าแค่ห้อยไว้ให้สวยงาม..." นั้นพี่ว่าเป็นปัญหาโลกแตกค่ะ พี่ก็อยากจะรับน้อยๆ ให้ได้คุณภาพอยู่หรอกค่ะ แต่นโยบายคือเราต้องรับเยอะขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาค่ะ และถ้าเราไม่รับเด็กเข้ามาเรียน ก็เหมือนไม่เปิดโอกาสให้เด็กที่จะพอเรียนได้ให้ได้เรียน คำถามก็คือ แล้วเขาจะไปเรียนที่ไหน ต้องไปเรียนในที่ที่สอนแย่กว่าเราสอนหรือเปล่า... อย่างที่บอกค่ะ ...ปัญหาโลกแตกค่ะ..
รูปเม้ง รูปใหม่นี้ ผมเห็นแล้วรู้สึกจำเม้งไม่ค่อยได้เลย
เพราะว่า รู้สึกว่า จะเจ้าเนื้อกว่าที่เคยพบ และขาวกว่าที่เคยเห็น
นายขำ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก
พ่อเป็นมัคนายก...
แม่เป็นชาวนาผู้ยากจน...ซื่อสัตย์...มีน้ำใจ...ที่ลูกได้เยี่ยงอย่างมาไม่น้อย
ประชาชนที่เก็บความสงสัย คาดหวัง และความต้องการแสดงออกถึงความต้องการของตัวเองในเชิงปัญญา...ก็จะได้มั่นใจว่า...เขาสามารถ...มีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง... และมีเวทีสภาองค์กรชุมชนรอพวกเขาอยู่...โดยที่ไม่ต้องไปเข้าสู่เส้นทางการเมืองที่หวังผลประโยชน์ตอบแทนจนสร้างปัญหากันไม่หยุดหย่อนจนถึงทุกวันนี้....
เมื่อ อา. 10 มิ.ย. 2550 @ 21:09 [288314]
สวัสดีค่ะคุณ
สิทธิรักษ์
เห็นด้วยค่ะว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มากๆ ในการเรียน
แต่เรื่องพื้นที่ที่ดิฉันพูดถึงในที่นี้คือ พื้นที่พักผ่อนของนักศึกษาค่ะ เช่น รูม หรือโต๊ะที่เขาสามารถมารวมกลุ่มสังสรรค์ อ่านหนังสือกันได้..พื้นที่ห้องสมุด พื้นที่ห้องคอมพ์...พื้นที่จัดกิจกรรม สันทนาการ เล่นกีฬาค่ะ ... ตอนเขียนคิดถึงพื้นที่กับ facilities พวกนี้ พอกลับไปดูที่เขียนไว้ พบว่าตัวเองไม่ได้อธิบายชัดเจนค่ะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ
พื้นที่ห้องเรียน...สำหรับที่สถาบัน มีพอ ถึงจะไม่ทันสมัย หรือเป็นพื้น slope (สำหรับห้องใหญ่) ก็ยังสอนกันได้ ถ้าอาจารย์ตั้งใจ และนักศึกษาส่วนใหญ่ร่วมมือค่ะ...
แต่ที่ปัจจุบัน สำหรับกรณีของตัวเองเลยคือ ขาดพื้นที่ห้องปฏิบัติการค่ะ .... เรามีนักศึกษาต่อห้องมากขึ้นเป็นเท่าตัวจากที่เคยรับในสมัยก่อน.. อุปกรณ์กับพื้นที่ของเรา...เท่าเดิมค่ะ เพราะฉะนั้นโอกาสที่นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัตินั้นน้อยลงทันตาเห็น แปลว่าเขาได้เรียนจากกระดาน แต่ไม่ได้ลองทำเองจริงๆ..เพราะไม่มีเครื่องมือให้เขาค่ะ เช่น นักศึกษาไม่มีโอกาสได้ฝึกผสมปูนเอง(ทุกคน) ไม่ได้โอกาสลองทำงานเชื่อมเอง ไม่ได้โอกาสทำงาน....สารพัดเอง เพราะเราไม่มีพื้นที่และเราไม่มีเครื่องมือพร้อมสำหรับทุกคนในเวลาเดียวกันค่ะ... อันนี้เป็นปัญหาที่รุนแรง เพราะกลายเป็นว่านักศึกษาได้สัมผัสจากกระดานเท่านั้น ไม่ได้สัมผัสด้วยมือ หรือได้ทำเองจริงๆ น้อยมาก ค่ะ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาของบางสาขาเท่านั้นค่ะ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ และแพทย์ศาสตร์ (ซึ่งต้องมีรพ.สำหรับหมออินเทอร์น) แต่ถ้าเป็นสาขารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ปัญหาน่าจะน้อยกว่านี้ค่ะ ...
เรื่องรั้วที่กลายเป็นกำแพงกั้นไม่ให้คนในออก คนนอกเข้า อันนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าค่ะ ไม่อยากให้ใครถูกกักด้วยรั้วอันนี้เลยค่ะ...
ขอบคุณนะคะ สำหรับความตั้งใจและความทุ่มเทในการพัฒนาการศึกษาด้วยกันนะคะ..
http://gotoknow.org/blog/higher-edu/102131