คนเราขาด sensing ไปพร้อมกับ บริโภคนิยม

ผมจำได้ว่า สมัยเป็นนักเรียน  ครูสอน เรียงความ ทั้ง ไทย และ อังกฤษ    มัก  จะ เข้มงวด กับ   การจัดประโยค  การรักษารูปประโยค ( เช่น มีประโยคประธาน ย่อย  คำนำ  บทสรุป  )  ฯลฯ    จนทำให้   แค่ คิดจะเขียนอะไร  ก็  "ค้าง"   เขียนไม่ออก   นักเรียนเกร็งกันไปหมด

จนโตขึ้น หลายคน   พอให้เขียนเรียงความ หรือ  เขียน blog  ก็จะกลายเป็น ของขม ของที่ไม่อยาก   ฯลฯ

คำว่าเรียงความ  มันทำให้  ความ หรือ สาระ  ต้องมาโดนเรียง  ตั้งแต่แรก   นี่แหละ Format นำหน้า Sensing

ผมอ่านหนังสือ Team acadamy ของพวก Finland    เพิ่งจะพบว่า   การเขียน Essay นั้น   เขา  เน้น Finding & feeling  การค้นพบ และ   ความรู้สึก อารมณ์ที่เกิดขึ้น  

พวกเรา  (บางคน) ดันไปเน้น  แต่ รูปประโยค   ยิ่งครูบางคน  เน้นสำนวน เน้นลายมือ  ฯลฯ  ตั้งแต่แรก  ทำลายขวัญกันตั้งแต่ต้น    

ผมเอง ก็สนับสนุนเรื่อง การใช้ภาษาที่ถูกต้อง และ การจัดประโยคที่ดี  แต่ ควร จะมาเน้น  กันก่อน ....  ในเรื่อง ความสามารถในการถ่ายทอด ความรู้สึก นึกคิด (ใช้ หมวก หกใบ ของ DeBono  โดยเฉพาะ หมวกสีแดง คือ show & share และ feelings นั่นเอง )  เน้น   การค้นพบ ข้อสังเกต  และ ความรู้สึก ( ได้แก่ สำนวน  เช่น   ผมสังเกตว่า   ตอนนี้ผมรู้สึก   ผมกังวล ผมตื่นเต้น  ประทับใจ   งงๆ สับสน ดีใจ  ปลื้มใจ  ฯลฯ  เป็นการเปิดใจ    เพราะใช้คำที่มีว่า "ใจ" บ่อยมาก   )  และ ครู คอยสอน เพื่อนๆ ให้ หัด deep listening ด้วย  อย่าแซว  อย่าออกอาการข่ม ดูถูก  ฯลฯ คนที่กำลังนำเสนอ

ผมพบอีกว่า   การเขียน Essay  แทรก อยู่ในทุกวิชาครับ    ไม่ใช่ มาเขียน essay กันเฉพาะ วิชาภาษาต่างๆเท่านั้น

เราเรียนวิทยาศาสตร์กัน    เอาตั้งทำตามที่ครูสั่ง  ตั้งสมมติฐานกันทั้งปี  เอาสมมติฐานที่เขาลากมาให้ใช้    ฯลฯ   เราไม่ได้สังเกต และ รู้สึกเอง     เราเปิดตำรา เพื่อดูว่า เราสังเกต ตรงตำราหรือไม่  ?    นี่แหละ  เรียนกันแบบ ตามก้นฝรั่ง   และ ขาดจินตนาการ  สร้างสมมติฐานเองไม่ได้  

หลังการทำ Lab  ในรายงาน จะมีคำว่า Discussion  นี่แหละ  ที่เป็น Show & share  แต่  ก็ยังค่อยจะไม่เห็น ครู อาจารย์  คนไหน  (อาจจะมีก็ได้นะ ที่ทำ)  ....  จะชวน นักเรียน  ล้อมวง  จัดเวที  เปิดใจคุยกัน  เกี่ยวกับ Findings & feelings ที่พบ    และ ไม่ต้องแคร์ Theory มาก    ดูพวกชาวนาที่เก่งๆ ระดับชาติสิครับ  พวกเขาค้นพบอะไรมากมาย กว่า พวกสายเทคโนโลยี (บางคน)เสียอีก   ก็เพราะ  การเรียนแบบ Team learning  แบบ AAR   แบบ Sensing  หรือ  Sense making for making sense

มันพลาดตั้งแต่ ครู และ คนผลิตครู  เลยครับ(ไม่ทุกโรงเรียน  ไม่ทุกครู นะครับ) 

พอเราเขียนไม่เป็น  ต่อมา เราก็จะทำให้ "พูดไม่เป็น"  คือ พูดไปเรื่อย   แต่  ไม่มี  คำพูดเชิง สุนทรียสนทนา (Dialogue) ออกมา

การเปิดใจเขียน ก็เป็น "สุนทรียบันทึก"