ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหนึ่งคนหนึ่งเครื่อง ทำไมหลายคนหนึ่งเครื่องไม่ได้

ผมบ่นเรื่องนี้กับเพื่อนมานานมากครับ ตั้งแต่ได้ยินชื่อโครงการก็เริ่มบ่นแล้ว บ่นมาร่วมปีจนเพื่อนเขาไม่อยากจะฟัง ผมเลยต้องมาบ่นให้คุณๆ ฟัง โครงการ OLPC นั้นริเริ่มโดย Media Lab ของ MIT   (http://www.laptop.org ) ภารกิจหลักโครงการคือให้เด็กทั่วโลกได้มีโอกาสค้นคว้า ทดลอง และแสดงออกในความเป็นตัวของเขาเอง

ผมลองดูที่หน้าการมีส่วนร่วม (http://www.laptopfoundation.org/participate/ ) อ่านได้สักพักแล้วรู้สึกเวียนศีรษะ ลองอ่านย่อหน้านี้นะครับ

The primary mission of the One Laptop per Child (OLPC) movement is to ensure that every school-aged child in the lesser-developed parts of the world owns their own personal laptop that they can use to learn and to learn about learning.

ผมอ่านแล้วนึกไปไหนต่อไหน นี่คงเป็นอีกครั้งในประวัติศาสตร์ที่ความไม่เข้าใจบวกกับความหวังดี (ตื้นๆ) จะส่งผลกระทบ... กระทบต่ออะไรไม่ทราบ แต่ไม่ได้มากระทบสมองน้องๆ ในต่างจังหวัดแน่ครับ

ผมติดใจข้อความที่ว่า to ensure that every school-aged child… owns their own personal laptop มาก ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกมวนท้อง ถ้าผมต้องพิมพ์ซ้ำอีกรอบคงต้องอาเจียนออกมาแน่
ผมขออธิบายเป็นห้าประเด็นดังนี้นะครับ

ประเด็นแรกคือการมองแบบเหมารวมของฝรั่ง อเมริกาอีกตามเคย เบื่อกันหรือยังครับ จริงๆ ผมว่าผมทำใจได้แล้วนะ ถ้าเรื่องมันไม่มาเกิดที่บ้านเรา เหมารวมแบบว่าทุกพื้นที่ที่เขากำลังพัฒนาต้องการคอมพิวเตอร์ ถ้าคอมพิวเตอร์ไปถึง เด็กก็จะได้เรียน “เรียนเกี่ยวกับการเรียน” (learn about learning) การเรียนเกี่ยวกับการเรียนนี่ไม่ใช่ของที่อยู่ๆ จะเรียนกับได้เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ไปวางตรงหน้านะครับ เพราะการจะเข้าใจถึงการเรียนได้ต้องมีกระบวนการคิดแบบ critical thinking (แปลเป็นไทยว่าอะไรผมไม่ทราบจริงๆ คิดแบบวิกฤต?) ต้องผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ถึงจะเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ได้

ถัดมาคือเรื่องโครงสร้างทางสังคมครับ เป็นประเด็นที่ผมคุยกับคุณ Ben Campbell เกี่ยวกับบทความที่ผ่านตาในชั้นเรียนนั้นคือเรื่อง Steel axes for stone age Australians[*] คงต้องเล่าเรื่องย่อนิดหนึ่งครับ เรื่องนี้เกิดในสังคมอะบอริจินในออสเตรเลีย อุปกรณ์สำคัญของการยังชีพในชนเผ่าคือขวานหินครับ การทำขวานหินนั้นลำบาก ต้องเดินทางไปเอาหินจากอีกเผ่าหนึ่ง ต้องหาไม้พิเศษมาทำด้าม ดังนั้นขวานหินจึงมีไม่มาก หัวหน้าครอบครัวเป็นคนถือขวานเป็นหลัก ถ้าผู้หญิงหรือเด็กอยากใช้ ก็ต้องมาขอ สังคมเป็นอยู่อย่างนี้จนมิชั่นนารีเดินทางมาถึงออสเตรเลีย และเห็นว่าสังคมนี้ล้าหลัง จึงมีการแจกขวานเหล็กให้ชนเผ่านี้ ขวานเหล็กไม่เพียงนำความสะดวกมาให้ชนเผ่า แต่เปลี่ยนรากฐาน โครงสร้างสังคมชนเผ่าจนยับเยิน ไม่มีการควบคุมกันอีกต่อไป ขวานหินหมดความหมายทางสัญลักษณ์ ชนเผ่าหลายคนยอมให้ภรรยาของตนนอนกับคนต่างถิ่น เพียงเพื่อจะได้มีขวานเหล็กกับเขา 

เพียงแค่นำขวานเหล็กเข้าไปให้เขาโดยหวังดี ผลที่ตามมาอาจจะร้ายแรง กว้างขวางกว่าที่จะคาดคิด ผมขอมองในแง่ร้ายกับ OLPC เช่นนี้เหมือนกันจะได้ไหม? ตอนนี้โครงการเริ่มมีการคิดถึงการติดตั้งอุปกรณ์ปิด laptop ระยะไกลเพื่อป้องกันในกรณีเด็กนำคอมพิวเตอร์ไปขายต่อ... (อ่านบทความได้ที่ techdirt ) ผมฟังแล้วทำให้นึกถึงประเด็นถัดมา นั้นคือ 

เรื่องการก้าวกระโดดของลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ (hierarchy of need ) เรื่องนี้ก็เห็นกันได้ชัดๆ ว่าเราจะเอาคอมพิวเตอร์ไปแจกให้เด็กที่ยังไม่มีปัจจัยสี่ แล้วเขาจะเอาคอมพิวเตอร์ไปทำอะไร ก็เอาไปขายสิครับ ผมนึกตลกกับหัวข้อบทความใน techdirt เพราะผมเชื่อว่าถ้าเด็กสามารถนำคอมพิวเตอร์ไปขายใน ebay ได้เอง นั่นน่าจะแสดงว่าเขาใช้อินเตอร์เน็ตและเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้เองแล้ว เจ้าของโครงการ OLPC น่าจะภูมิใจ

ประเด็นถัดมาคือปัญหาการเมืองและสังคมบ้านเราครับ โครงการ OLPC นี้เซ็นสัญญาในยุคของนายกฯทักษิณ ถ้าผมจำไม่ผิดจะมีการส่งคอมพิวเตอร์กลางปีหรือปลายปี 2007 นี้ ใครจะดูแลโครงการ ใครจะทำโครงการที่ตัวเองไม่ได้เริ่ม ทั้งยังเรื่องการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา ใครจะมาสนใจครับ?

เรื่องสุดท้ายที่คาใจผมที่สุดคือ ประโยคที่ผมตัดให้อ่านตอนต้นว่า to ensure that every school-aged child… owns their own personal laptop (ดีที่ผมตัดแปะเอา ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ เลยไม่ต้องอาเจียน)  ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหนึ่งคนหนึ่งเครื่อง ทำไมหลายคนหนึ่งเครื่องไม่ได้ ด้านการบำรุงรักษา ถ้ามีน้อยเครื่องก็ดูแลรักษาได้ง่าย เอาเงินมาลงด้านการบำรุงรักษาไม่ดีกว่าหรือ ถ้าจะเถียงว่าที่ต้องมีคนละเครื่องเพราะจะได้ไม่แย่งกัน ถามจริงๆ ครับ น้องเขาไม่ต้องทำงานบ้าน ช่วยพ่อแม่ทำนา หาเลี้ยงครอบครัวหรือทำอย่างอื่นกันเลยเหรอ จะใช้กันทั้งวันทั้งคืนเลยหรือไร  ที่ร้ายกว่านั้น ถ้าเกิดว่าเครื่องหนึ่งพังขึ้นมา เด็กคนนั้นไม่กลายเป็นแกะดำในกลุ่มเพื่อนเลยเหรอครับ ในเมื่อทุกคนต่างหวงของตัวเอง โรงเรียนแนวพุทธบ้านเราเขาเน้นการอยู่ร่วมกัน การแบ่งปันกัน โครงการนี้ทะลึ่งสอนให้เด็กหวงของ

หลายคน หนึ่งเรื่อง ได้แบ่งปันกัน เรียนรู้การอยู่ร่วมกันไม่ดีกว่าหรือ?

ผมคิดว่าที่ผมเขียนไปก็มีการคาดเดาอยู่มาก ดังนั้นผมยินดีรับความเห็น (เห็นด้วยหรือขัดแย้ง) ทุกประการครับ

ปล. ในบล็อกคุณ Ben Campbell วิเคราะห์เรื่อง GUI ของ  laptop OLPC ไว้ได้น่าสนใจเหมือนกันครับ

อ้างอิง:
Sharp, L. (1952).  Steel axes for stone age Australians.  In E. Spicer (ed.) Human Problems in Technological Change (69-90).  New York:  Russell Sage Foundation.