ครูยอด
นาย วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์

เก็บตกจากการประชุมประจำปีทางมานุษยวิทยาครั้งที่ 6 (Self-censorship : การเซ็นเซอร์ตัวเองในฐานะพลเมืองดี???)


การเซนเซอร์ตัวเองหรือที่เรียกว่า Self-censorship เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สะท้อนการควบคุมกันเองของประชาชน ในฐานะ “พลเมืองดี ” เป็นปฏิบัติการทางอำนาจครอบงำของรัฐที่แฝงฝังอยู่ในหัวของเราเอง

เป็นประเพณีประจำปี ที่นักมานุษยวิทยา รวมทั้งนักวิชาการทางสังคมศาสตร์ ตลอดจนผู้ที่สนใจวิชาการแขนงนี้ จะเข้าร่วมประชุมรับฟังการนำเสนอบทความวิชาการ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ และเปิดเวทีให้มีการซักถาม อภิปราย เสนอแนะ

 

ทั้งยังเป็นการพบปะกันระหว่างคนในแวดวง เพื่อให้รู้ว่าใครทำอะไร ไปถึงไหน ได้เจอหน้าค่าตาเพื่อฝูง รุ่นพี่รุ่นน้อง ศิษย์อาจารย์ก็พลอยชื่นใจกันไปด้วย

 

ปีนี้ การประชุมจัดขึ้นที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เหมือนเช่นเคย ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่

6 แต่ผมเข้าประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เพราะบางปี ผมก็ไม่ได้เข้าประชุมเพราะติดธุระบ้าง ไม่มีงบเดินทางบ้าง มาปีนี้ ผมมีโอกาสได้ไปนำเสนอบทความ ก็เลยได้ค่าตอบแทนมาใช้กับการเดินทางและซื้อหนังสือกลับมา ก็นับว่าคุ้มค่าอยู่มาก โดยเฉพาะการได้ไปรับเอาความรู้ใหม่ๆ แนวคิดทฤษฏีใหม่ๆ มาเสริมให้การทำงานภาคสนาม คม ชัด ลึกขึ้น

 

ผมมีเรื่องประทับใจและไม่ประทับใจหลายอย่าง แต่ก็จะเขียนตามเท่าที่จะมีเวลา สำหรับบันทึกนี้ จะขอเล่าถึงปาฐกถาของ ดร. ธงชัย  วินิจกูล ผู้เป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่งของสังคมศาสตร์ร่วมสมัย ใครเป็นนักศึกษา ป. โท ป. เอก ทางสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะสาขารัฐศาสตร์และสังคมวิทยา และพวกที่สนใจแนวคิด post- modern  หากไม่เคยอ่านงานของท่านมาก่อน ก็อยากจะขอแนะนำให้ไปหาอ่านดูนะครับ

 

บ่ายวันนั้น (30 มี.ค. 2550) อาจารย์ธงชัยได้มากล่าวปาฐกถาว่าด้วยอนาคตของการศึกษาเรื่องรัฐไทย ซึ่งน่าสนใจมาก ผมขอสรุปไว้ย่อๆ เท่าที่ผมจับใจความได้ มีแนวคิดหลักๆที่ผมเห็นว่าเราสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการมองอำนาจรัฐ และวิเคราะห์ปฏิบัติการของรัฐได้ อาจารย์ธงชัยพูด (และถอดความโดยผม) อย่างนี้นะครับ

  <p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อำนาจรัฐสมัยใหม่ แม้จะมีการใช้อำนาจผ่านข้าราชการ และหน่วยงานของรัฐให้ไปควบคุมประชาชนโดยตรง แต่มันเป็นการควบคุมส่วนปลาย ไม่ได้มีผลต่อประชาชน มากเท่าการใช้อำนาจควบคุมของรัฐโดยอาศัย พลเมืองดี ด้วยกันเอง หรือพูดง่ายๆ คือการครอบงำให้ประชาชนด้วยกันนี่แหละให้กลายเป็นกลไกของรัฐโดยไม่รู้ตัว</p><p></p><p> </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจารย์ธงชัยได้ยกตัวอย่าง โดยถอดเสื้อยืดสีเหลืองสดที่ตนเองสวมอยู่นอกสุดออก บอกว่าร้อนแล้วโยนเสื้อทิ้งลงกับพื้น!!! (มีผู้เข้าร่วมประชุมส่วนหนึ่งปรบมือ อีกส่วนนิ่งเฉย หลายคนดูจะตระหนกตกใจ!)</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจารย์ธงชัยเหมือนจะล่วงรู้ความคิดที่อยู่เบื้องหลัง ในหัวสมองของผู้เข้าประชุม อาจารย์ถามว่า ทำไมท่านต้องปรบมือ ท่านรู้สึกอย่างไรกับการโยนเสื้อสีเหลืองทิ้ง หรือบางท่านทำไมรู้สึกตกใจ มันเกิดอะไรกับเสื้อสีเหลืองตัวนี้ </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">และแล้วอาจารย์ก็เฉลยให้ดูด้านหลังเสื้อสีเหลืองว่ามันมีโลโก้ของสถาบันสอนภาษาต่างประเทศที่มาจากเมืองนอก  แล้วโยนคำถามกลับไปยังผู้ชมว่า มันเกี่ยวอะไรกับเมืองไทย และถ้าอาจารย์จะโยนเสื้อสีเหลืองที่มีโลโก้ที่ไม่เกี่ยวกันนี้ลงกลางถนน จะเกิดอะไรขึ้น?</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจารย์บอกว่า นี่เป็นความสำเร็จของรัฐในการสร้างสัญลักษณ์เข้าไปในหัวสมองคน ให้ประชาชนรู้สึกว่าต้องควบคุมกันเอง และต้องเซนเซอร์ตนเองไม่ให้ทำอะไรที่อยู่ภายนอก กรอบการเป็นพลเมืองดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">                </p><p>การเซนเซอร์ตัวเองหรือที่เรียกว่า Self-censorship เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่สะท้อนการควบคุมกันเองของประชาชน ในฐานะ พลเมืองดี เป็นปฏิบัติการทางอำนาจครอบงำของรัฐที่แฝงฝังอยู่ในหัวของเราเอง   </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อาจารย์ธงชัยไม่ได้เล่าถึงด้านลบของอำนาจรัฐ ซึ่งผมคิดว่ามีคนพูดกันเยอะแล้ว แต่ปาฐกถาของอาจารย์ได้ทำให้เรารู้จักเฝ้าระวังอำนาจรัฐที่เข้ามาฝังอยู่ในหัวของเราโดยไม่รู้ตัว และรู้เท่าทันกับมันมากขึ้น</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม ผมคิดเอาเองว่า นักมานุษยวิทยา รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบางส่วน อาจจะเห็นต่างไปบ้าง โดยส่วนตัวผม วันนั้นก็คิดอะไรไม่ออก ก็ได้แต่นึกทึ่งในการปาฐกถาที่เข้มข้น ให้มุมมองใหม่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า สิ่งที่อาจารย์ธงชัยเล่านั้น ดูจะเห็นชัดในภาคเมือง แต่ในภาคชุมชนห่างไกลบนพื้นที่สูง ภาพของอำนาจรัฐจะแตกต่างออกไปค่อนข้างมาก เพราะรัฐเองไม่ได้มีอำนาจครอบงำผู้คนบนดอยเบ็ดเสร็จถึงขนาดนั้น แต่ดูเสมือนว่าความเชื่อเรื่อง ผีและกฏระเบียบที่ชุมชนยอมรับกันเอง ทั้งในหมู่ชาติพันธุ์เดียวกันและระหว่างชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์จะมีอิทธิพลเหนือกว่ารัฐมาก และหลายครั้งทีเดียว ที่ประชาชนกลับพยายามเป็นฝ่ายควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เสียเอง ให้ยอมรับจารีตประเพณีของพวกเขา</p><p>  </p><div style="text-align: center"></div> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แต่ผมไม่ได้หมายความว่า ชาวบ้านจะอยู่รอดปลอดภัยสุขโขสโมสรจากการปกครองควบคุมของรัฐซะทีเดียวนะครับ ผมยังคงเห็นภาพการใช้อำนาจรัฐกดขี่บีฑาคนจนทั่วไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแต่ผมอยากขยายให้เห็นนัยยะของการตอบโต้ และระดับของการครอบงำของรัฐที่ลดหลั่นไปตามความห่างไกลพื้นที่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>  ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้บันทึกนี้เป็นการโต้แย้งกับนักวิชาการระดับสูงที่ผมเคารพ แต่อยากจะลงไว้เป็นบันทึกไว้ให้ตัวเองได้ครุ่นคำนึงต่อไป และอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง เท่านั้นพอ  

หมายเลขบันทึก: 89814เขียนเมื่อ 11 เมษายน 2007 21:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 17:55 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (13)

มาเยี่ยม...

อ่านแล้วเป็นมุมมองที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า...

แต่ดูเสมือนว่าความเชื่อเรื่อง ผีและกฏระเบียบที่ชุมชนยอมรับกันเอง

คุณวิสุทธิ์ครับ ผมกำลังคิดอยู่ทีเดียวว่าคุณหายไปไหนเสีย ที่แ้ท้ก็ลงมารับความรู้เพิ่มเติม (พร้อมอากาศร้อน และมลพิษ เป็นของแถม)

ผมนึกสงสัยและบางครั้งก็น้อยเนื้อต่ำใจอยู่บางครั้ง ที่เกิดเป็นคนชานเมืองกรุงครับ คือไม่มีความเชื่อชัดเจนในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ยังดีที่คุณพ่อคุณแม่ และคุณพี่ผมเป็นนักอ่านทั้งสามท่าน ผมเลยได้ค้นหา พิสูจน์ความเชื่อ ต่างกับชุมชนที่มีความเชื่อชัดเจน เหมือนอย่างเรื่อง ผี ที่คุณวิสุทธิ์กล่าวไว้ 

ผมมองว่าการขาดความเชื่อที่ชัดเจน หรือการมีความเชื่อให้เลือกมากจนล้น อย่างที่เราเจอกันในปัจจุบันนี้ ทำให้เรามีตะกอนขุ่นในความคิดมาก มหาวิทยาลัยก็นำวัฒนธรรม หรือกฎเกณฑ์ที่เป็นของไม่นิ่งมาทำให้นิ่ง เพื่อจะได้สอนได้ (สอนเป็นบทๆ ตอนๆ ไป) ยิ่งทำให้เราเห็นทางเลือกแบบแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงกัน ไม่เหมือนชุมชนที่อยู่ร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกันไป ทุกคนทำงานได้ทุกอย่าง 

คนชั้นกลางล่ะครับที่เจ็บหนัก เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่ความเชื่อที่น่ากังขา บ้านถัดไปเชื่ออย่าง บ้านญาติเชื่ออีกอย่าง  ลัทธิต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย แล้วเราจะร่วมกันเซนเซอร์ตัวเองได้อย่างไรครับ ในเมื่อเรายังไม่รู้เลยว่า มาตรฐานการเซนเซอร์อยู่ตรงไหน???

เขียนแบบนี้ผมพอจะโพสต์โมเดิร์นกับเขาได้ไหมครับ 

สวัสดีครับ

  เข้ามาอ่านบันทึกพี่ชายแล้วครับ

  ขอบคุณมากครับ

ในบางครั้งผมสนใจมุมมอง/ท่าที แบบโพสต์ post - modern เพราะมันช่วยเราได้มองอะไร ได้ลึกกว่าปกติ ผมรู้สึกอย่างนั้นนะ...ผมไม่ค่อยแจ่มแจ้งเท่าไร...แต่พอจะรู้สึกได้...ถ้าได้อ่านบทความของใครที่เขียนแนวโพสต์โมเดิ้น...ผมพยายามจะเรียนรู้การมองโลก มองสังคมในแนวโพสต์จากหลายท่าน...ทึ่ได้อ่านได้เห็นได้เจอ...เผื่อจะได้ตกผลึกและคิดแบบนั้นเป็นบ้าง...แต่คงไม่ใช่มุมมองที่จะใช้มองทุกเรื่องนะครับ...ถึงอย่างไรก็ชอบแนวนี้อยู่...

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา ผมขอแลกเปลี่ยนเรียงกันไปอย่างนี้นะครับ

คุณ UMI

ความเชื่อเรื่องผี เป็นสิ่งีอยู่คู่กับสังคมไทยมานมนานแล้วครับ

นักประวัติศาสตร์เท่าที่ผมรู้จักยืนยันนั่งยันกันว่ามีมาก่อนพุทธศาสนาจะเผยแพร่เข้ามาช้านาน

พุทธศาสนาถือเป็นศาสนาประจำ "ชาติ" แต่ "ผี" (รวมถึงความคิดเรื่องเทวดา เจ้าที่) เป็นความเชื่อดั้งเดิมของอารยธรรมส่วนใหญ่ของโลก และยังคงฝังรากลึกอยู่ในทุกสังคม ไม่เฉพาะแต่ในไทยนะครับ แต่ในชนบทจะแสดงออกกันชัดกว่า ส่วนในเมืองที่ทำทีรังเกียจ "ผี" นัยยะว่าเป็นเรืองงมงาย ล้าหลัง แท้จริงกรุงเทพ แม้จะเติบโตทางวัตถุเทคโนโลยีเพียงไร ก็ไม่ได้สลัดจากความเชื่อเรื่องผีไปได้เลย

เราจึงยังเห็นรัฐมนตรีต้องไว้ไปพระพรหม หรือกรุงเทพจัดงานบูชาศาลหลักเมือง

เด็กไทยสายเดี่ยวก็ยังเกี่ยวแขนกันไปดูหนังผี และไหว้เจ้าพ่อ ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

นี่แหละครับการผสมผสานทางวัฒนธรรมบ้านเรา ถ้าไม่มองอย่างมีอคติ ก็จะเห็นของหลายๆสิ่งมาหลอมรวมอยู่ด้วยกันได้

ปัญหาก็คือ การศึกษาและการพัฒนาสมัยใหม่ที่เข้ามาปะป้ายว่า สิ่งใดสูง ต่ำ ดำ ขาว ชั่ว ดีกว่ากัน

ความเชื่อเรื่องผี จึงถูกรังเกียจจากสถาบันการศึกษา ไม่มีที่ทางในห้องเรียน (แต่กลับมีศาลเจ้า อยู่ปากทางเข้าโรงเรียนให้ครูกราบไหว้???)

คนจนๆที่ควรจะมีสิทธิ เลือกแสดงความเชื่ออย่างเปิดเผยนเรื่องผี ก็เลยถูกเย้ยจากพวกที่ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ว่าเป็นพวกเชย ล้าหลัง งมงาย

ทั้งๆที่ ตัวเองหลายครั้งก็ปฏิบัติไม่ต่างกัน แต่ตนเองไม่รู้

ผมหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของนักวิชาการ คือช่วยให้ผู้คนเข้าใจตัวเอง เข้าใจความแตกต่างของผู้อื่น และสร้างเงื่อนไขให้ความหลากหลายทางความคิดมาสอดผสานกันได้อย่างสร้างสรรค์ สันติ และเสมอภาคกันเท่าที่จะเป็นไปได้

ภารกิจนี้ ต้องทำไปตลอดชีวิตครับ

ทักทายคุณแว้บ ยามบ่ายนะครับ

ขอบคุณที่ยังติดตามอยู่ ผมไม่หายไปไหนครับ แต่เป็นคนเขียนช้า หน้าร้อนอย่างนี้ ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ อาบน้ปะแป้ง นอนอ่านหนังสือ เลี้ยงลูก หยอกเมียอยู่บ้านสบายที่สุด จริงๆก็ขี้เกียจพบปะผู้คนมากๆด้วย ถ้าจะออกไปทำงานกลางแจ้งก็ตามแต่โอกาสและความจำเป็นครับ

ผมคิดว่าคุณแว้บมีจุดแข็งในตัวเองอยู่แล้วนะครับ อย่างน้อยที่ผมมมองเห็นในข้อเขียนของคุณก็คือ คุณไม่มีความเชื่อที่ชัดเจน ไม่มีมาตรฐานหรือบรรทัดฐานในการมองสิ่งต่างๆ ก็นี่ไงล่ะครับจุดแข็งของคุณ!!!

เป็นแก้วน้ำที่มีรูให้น้ำไหลออกไปได้เรื่อยๆ พร้อมที่จะให้มีน้ำใหม่ที่ใสกว่าเข้าไปเติมเต็มอยู่ตลอดเวลา.... 

ถ้าคุณจะเป็นโพสต์โมเดิร์นนิสต์ ลืมไปได้เลยเรื่องมาตรฐาน เพราะแนวคิดสกุลนี้ปฏิเสธการตั้งทฤษฎีสากล ปฏิเสธการตั้งมาตรฐาน เพราะมองว่านั่นเป็นเรื่องการใช้อำนาจครอบงำกักขังความรู้

แต่ตัวโพสต์โมเดิร์นเองก็มีปัญหาในตัวเองนะครับ จะเลือกหยิบใช้ในฐานะเครื่องมือในการมองสังคมล่ะก็พอไหว แต่จะให้ใช้ชีวิตตามก้นแนวคิดนี้ทึดๆ ผมว่ามันสุดโต่ง

ปัญหา (และมวลหมู่ศัตรู) ก็จะตามมาอีกเป็นกระพรวนในขณะที่มิ่งมิตรก็จะลี้หลบไปอย่างรวดเร็ว...

ถ้าเราดูแม่ครัวที่เก่งๆ (ส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องแขวนใบประกาศมากันรันตีว่าจบจากสำนักไหน) จะพบว่า เธอใช้เครื่องปรุงที่หลากหลาย และสามารถหยิบนุ่นหยิบนี่มาใช้แทนกันได้สารพัด

ถามว่าเธอต้องเคร่งครัดมากมายอะไรกับส่วนผสม เครื่องปรุง ลำดับขั้นการปรุงไหม ผมว่าคนที่เก่งจริงจะพลิกแพลงได้เสมอ เช่น ไม่มีซอส ก็ใช้เกลือ ไฟแก๊สไม่มี ก็ใช้ถ่านหุงแทน

แต่ท้ายสุด บทสรุปออกมาเป็นอาหารชวนน้ำลายหกได้เสมอ

เราจะใช้แนวคิดทฤษฎี โดยไม่ยึดติดกับยี่ห้อ หรือระเบียบอย่างที่แม่ครัวมือฉมังทำได้ไหม?

 

 

สวัสดี KMSABAI คุณพ่อน้องสบายคงสบายดีทั้งพ่อลูกนะครับ

ขอบคุณที่แวะเวียนมา ฝากปัญหาเรืองการพัฒนาเด็กเมืองปายไว้ให้ตามติดอย่างต่อเนื่อง อย่าเป็นไฟไหม้ฟางนะครับ

เพราะลูกผมและลูกคุณหมอก็อยู่ในวงล้อมของปัญหาเหมือนกัน

เรื่องอย่างนี้ ใจเย็น เย็นใจเป็นเช้าชามเย็นชามไม่ได้ครับ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีเด็กที่ไหนเสียอนาคตไปอีกบ้าง

ยินดีต้อนรับคุณชอลิ้วเฮียงครับ

ผมเองก็ไม่แจ่มแจ้งในโพสต์โมเดิร์นนะครับ เป็นพวกหยิบฉวยมาใช้ตามความเหมาะสมมากกว่า ก็ยังต้องศึกษาและต้องการคำชี้แนะอีกไม่รู้จบ

ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่าง คุณชอลิ้วเฮียงคงต้องเคยผ่านหูประโยคสำนวนหนังจีนกำลังภายในสำหนวนนี้มาแล้วแน่ๆว่า

"สุดยอดระบวนท่าคือไร้กระบวนท่า"

และถ้าดูปรัชญาลึกๆที่ซ่อนอยู่ในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักร วิถีชีวิต และการเข้าถึงเคล็ดวิชาของ "เล่งฮู้ชง" นี่สะท้อนอะไรบางอย่างคล้ายๆกับที่โพสต์โมเดิร์นว่าเอาไว้

ทั้งๆที่นิยายกำลังภายในเรืองนี้ไม่น่าจะเกี่ยวพันทางพรหมแดนอะไรกับโพสต์โมเดิร์นนิสต์ในยุโรปเลย

ไม่เห็นมีใครสนใจค้นหา โพสต์โมเดิร์นในวิถีตะวันออกสักเท่าไร ซึ่งมัน (น่าจะ) มีหรือไม่  ผมไม่รู้... แต่งานเขียนของ ดร. สุวินัย ภรณวลัย เขียนเรื่องทำนองนี้ไว้ในพ็อคเก็ตบุคส์ชื่อ "ภูมิปัญญามูซาชิ"

สำหรับผม อ่านแล้วได้อรรถรสจนวางไม่ลง สนใจลองหาอ่านดูนะครับ

 

เรื่องมุซาชิ ที่ดร.สุวินัย แปลไว้ ผมอ่านรอบเดียว (ก่อนสอบปลายภาคสมัยปริํญญาตรี) แต่จำขึ้นใจเสียยิ่งกว่าตำราเรียน ผมประทับใจที่ท่านเน้นเหลือเกินว่า ดาบคู่ของมุซาชินั้น ไม่ใช่ดาบสองมือ แต่เป็นดาบมือกับดาบใจ

เห็นคุณวิสุทธิ์อ้างถึงโพสต์โมเดิร์นนิสในยุทธจักรแล้ว อยากเชียร์ให้ลองเขียนนำเสนอเสียเลยสิครับ ลงตีพิมพ์ที่ไหน จะได้ตามไปอ่าน

ผมถึงกับอึ้งเหมือนกันที่บอกว่า ผมไม่มีความเชื่อที่จัดเจน ไม่ได้ดีใจ เสียใจ มันอึ้งครับ เพราะเหมือนกับคุณวิสุทธิ์จะรู้ทาง ผมค่อนจะเอียงไปทางจิตวิทยา แต่พอมาช่วงนี้ออกแนวสังคมวิทยาเสียอย่างนั้น แต่ให้ตายเถอะครับ ยิ่งอ่านไป ทำไมมันเชื่อมโยงกันไปหมด อันนี้ก็อึ้งอีก

ผมประทับใจมากที่คุณวิสุทธิ์บอกว่า หากเอาแนวคิดเหล่านี้มาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ชีวิตคงวุ่นวายไม่สิ้นสุด หลายบทบาทหลายหน้าที่ ก็ต้องแบ่งภาคให้สมดุลย์ ท้าทาย แต่น่าสนุกครับ

ท้ายสุด ผมแวะชมประวัติคุณวิสุทธิ์แล้ว ถึงทราบว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณ (อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ ) เป็นบุคคลที่ผมเคยอ่าน quote ข้อความในกรุงเทพธุรกิจหรือมติชนเมื่อนานมาแล้ว แต่เป็นข้อความเดียวที่ผมจำได้ขึ้นใจ (แบบลางๆ) ว่า "สังคมไทยพัฒนาไปมาก แต่เรายังไม่มีสังคมที่เป็นธรรม" น่าจะประมาณนี้นะครับ 

คุณแว้บครับ เรื่องที่จะให้เขียนเกี่ยวกับยุทธจักรกับโพสต์โมเดิร์นนิสต์นี่บอกตามตรงว่าเป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลาสะสมความรู้ ประสบการณ์ เคี่ยวข้นจนตกเป็นผลึก แล้วเก็บมาเจียระไน (โอ้ย หลายตลบ) เจียไปเจียมา อาจเหลือเป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้ ถึงตอนนั้น ประเด็นนี้อาจจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้

หลังๆ ผมเลยขี้เกียจเขียนอะไรที่มันเป็นวิชาการเชิงแนวคิดทฤษฎี เพราะผมคิดว่ามีหนังสือดีๆ คนเขียนเก่งๆที่ถ่ายทอดได้ดีกว่าผมเยอะ นักวิชาการหนุ่มๆสาวๆเดี๋ยวนี้ภาษาอังกฤษแข็งแรง แถมขยันอ่านตำรากันเยอะมาก ผมสู้ไม่ไหว ให้พวกเขาได้ทำหน้าที่นี้จะดีกว่า

ถ้าผมจะเขียน ก็คิดเอาเองว่า น่าจะเขียนในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่เขียน คือเขียนให้แตกต่าง สร้างสรรค์ ผู้ชมผู้อ่านจะได้ไม่เสียเวลา

อนึ่ง ผมคิดว่าจะเข้าถึงแนวคิด หรือความรู้ใดๆก็ตามได้อย่าง "เนียนเป็นเนื้อเดียวกับวิถีชีวิต" ได้ก็ด้วยการศึกษาหลักวิชา ควบคู่ไปกับการปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง  ใครอยากรู้ลึกถึงจิตวิญญาณของโพสต์โมเดิร์นก็คงต้องบูชายัญตัวเองเฉกเช่นกัน

สำหรับผม ชีวิตผม ขอใช้ "โพสต์โมเดิร์น" อย่างพอเพียงก็เพียงพอแล้ว แต่ผมก็กำลังค้นหาทางเลือกที่เหมาะสมกับชีวิตตัวเองอยู่เหมือนกัน  ตอนนี้ชีวิตกำลังอยู่ในยุคแสวงหา ตัวผมยังไม่นิ่งพอที่จะชื้บอกอะไรชัดๆครับ

เวลาอ่านงานของผมก็ขอให้ใช้วิจารณญานด้วย อ่านแล้วอย่างเพิ่งเชื่อ แต่ลองฝึกตั้งคำถามตามไปด้วย ซึ่งน่าจะทำให้เราต่างเติบโตแตกฉานกันมากขึ้น ไม่มาก ก็น้อย

อนึ่ง ผมรู้สึกดีๆ ที่คุณให้ความสำคัญกับอาจารย์ฉลาดชาย ซึ่งเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ด้านนี้ให้ผมจนสามารถมาคุยเฟื่องอยู่ได้ทุกวันนี้

อาจารย์ฉลาดชาย เป็นหนึ่งในผู้ที่เขียนเรื่องยากๆให้เข้าใจง่าย อย่างที่เจือด้วยเมตตา ในขณะที่กล้าชนกับความไม่ยุติธรรม

ใครๆก็เป็นศิษย์แกได้ครับ เหมือนกับที่เราเป็นพุทธสาวก แม้ไม่เคยพานพบตัวตนจริงๆของพระพุทธองค์ 

 

ครูยอด...นี่ยอดจริงๆ ในฐานะที่เราได้มีโอกาสพบและคบหา คุ้นเคยกันพอสมควร(ทั้งลูกแลเมีย) ได้อ่านงานที่ถอดออกมาจากความรู้สึกของครูยอด ที่ตอบเพื่อนสมาชิก ทำให้ผมกิดความหวั่นไหวกับการเรียนรู้Post-Modern ที่กำลังคร่ำเคร่งอยู่ทำเมื่อเชื่อวัน จนกว่า จะผ่านด่านปริญญานิพนธ์สาขา "พัฒนศึกษาศาสตร์" แห่ง มศว ที่เน้นแนวPost-Modern ว่า ยังต้องเพิ่มความขยันขึ้นเป็นอีกหลายร้อยเท่าทวีคูณ เพื่อให้เกิดการมองสังคมที่ลุ่มลึกในเชิงวิชาการและนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งในหน้าที่การงาน(ที่อาจจะมาครอบงำ)และสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ถึงอย่างไร ผมก็ใช้แนวPost-Modern มาตั้งแต่ในการทำงานเพื่อชาวบ้านมากว่า 25 ปี แม้กระนั้นก็ยังไม่สามารถต้านกระแสหลักของสังคมได้มากนัก...เราจะทำอย่างไรให้ บางเรื่องและหลายเรื่องที่ จะทำให้ชาวบ้านชาวเมือง "คิดได้ คิดทัน ไม่ตกหลุมพรางของผู้หวังผลประโยชน์...ทั้งหลาย" คงต้องเหนื่อยกันเพิ่มขึ้นนะ ทีมPost-Modern

คุณมานะชมผมเกินไปครับ ผมก็ยังรู้สึกว่าต้องเรียนรู้ไม่รู้จบครับ ที่ผ่านมาทำงานผิดพลาดไปก็เยอะ ไอ้ที่สำเร็จจริงๆมีไม่เท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นการคลำหาทางที่เหมาะสมมากกว่า

ผมเขียนบันทึกนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2550 นี่ก็ล่วงมาหกปีแล้วครับ นึกดีใจที่ยังเป็นบทความที่มีประโยชน์อยู่ Post Modern เป็นอะไรที่น่าหลงไหลสำหรับนักศึกษาใหม่นะครับ เพราะเหมือนว่าผู้เรียนได้ปลดแอกพันธนาการความคิดของตัวเองออกไป วิถีการปลดแอกส่วนใหญ่ก็จะโต้แย้ง วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด บางคนก็หลุดโลกไปเลย ดูอย่างพวกนักคิดนักปฏิวัติสังคม เจ้าสำนักความคิดทฤษฎีทั้งหลายที่ทุ่มสุดตัวกับศาสตร์ที่ตัวเองศึกษา อ่านประวัติของปรมาจารย์นักคิดเหล่านั้นดูจะรู้ครับ (อ่านเป็นบันเทิงคดี หรือเอาไว้กระตุ้นเตือนตัวเองก็ไม่เสียหลาย เพราะจะดียิ่งขึ้น ถ้าเราไม่เพียงแต่รู้จักวิธีใช้เครื่องมือ แต่รู้ถึงชีวประวัติของผู้สร้างที่ผูกพันกับเครื่องมือดังกล่าว)

แนวคิดมีไว้หลากหลายนั้นดี แต่วิธีใช้ต้องเลือก เลือกใช้สลับไปสลับมา แล้วถอยห่างไปสังเกตดูการใช้แนวคิดของตัวเองเพื่อตรวจสอบตัวเองดอีกที เหมือนดูหนังที่เราแสดงแล้ววิจารณ์  

ในหนังชีวิตดังกล่าว เราจะพบว่าหลายครั้งทีในระดับปฏิบัติการก็ต้องใช้วิธีคิดเชิงซ้อนคือ ใช้ Post Modern บ้าง ใช้ femism บ้าง โดยยังต้องใช้แนว Structualism อยู่เป็นหลัก ไม่งั้นไม่มีพื้นที่รูปธรรมให้เกาะ ท้ายสุดหาที่ลงไม่ได้

เหมือนกรณีพระภิกษุท่านหนึ่งเอาเท้าเตะพระพุทธรูป อ้างว่ามันก็แค่สัญลักษณ์ หรือบางรูปกล่าวโจมตีพระเครื่องว่างมงาย นี่คิดแบบโพสต์โมเดิร์นไหม จริงครับ ทุกคนมีสิทธิ์คิดได้ และพระท่านนั้นอาจเจตนาดีที่มุ่งเตือนสติ แต่ในสังคมการแสดงออกหลายเรื่องเป็นสิ่งละเอียดอ่อน กระทบต่อคนอีกหลายส่วน มันมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงมากกว่าจะ Post ไม่ Post มันจำต้องมีการคิดไปไกลกว่านั้นมาก

ยิ่งเป็นนักวิชาการใหญ่เท่าไร คำพูดยิ่งดัง และอาจไปทำร้ายคนอื่น และสร้างศัตรู หรือความแตกแยกโดยไม่จำเป็น อันนี้เป็นบทเรียนที่ผมเจอมาแล้ว คนที่ใช้แนวคิด Post Modern เองโดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานกับมวลชนยิ่งต้องระวังครับ

ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงสังคม หลายปีมานี้ ผมเลิกคิดว่าตัวเองจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ใหญ่โต ผมคิดว่าแนวคิดอย่างนี้มีปัญหา เพราะว่ามันตัดผู้คนออกไป ไปเน้นว่า "ตัวฉัน" อยากจะเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มองว่าแล้ว "เขา" คนนั้นอยากจะเปลี่ยนหรือไม่อย่างไร ผมคิดว่าสิ่งที่พอทำได้ คือ หมั่นตรวจสอบความคิดและวิธีปฏิบัติของตัวเอง และช่วยหนุนเสริมให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเป็นสำคัญครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี