ความเห็น


คุณมานะชมผมเกินไปครับ ผมก็ยังรู้สึกว่าต้องเรียนรู้ไม่รู้จบครับ ที่ผ่านมาทำงานผิดพลาดไปก็เยอะ ไอ้ที่สำเร็จจริงๆมีไม่เท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นการคลำหาทางที่เหมาะสมมากกว่า

ผมเขียนบันทึกนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2550 นี่ก็ล่วงมาหกปีแล้วครับ นึกดีใจที่ยังเป็นบทความที่มีประโยชน์อยู่ Post Modern เป็นอะไรที่น่าหลงไหลสำหรับนักศึกษาใหม่นะครับ เพราะเหมือนว่าผู้เรียนได้ปลดแอกพันธนาการความคิดของตัวเองออกไป วิถีการปลดแอกส่วนใหญ่ก็จะโต้แย้ง วิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด บางคนก็หลุดโลกไปเลย ดูอย่างพวกนักคิดนักปฏิวัติสังคม เจ้าสำนักความคิดทฤษฎีทั้งหลายที่ทุ่มสุดตัวกับศาสตร์ที่ตัวเองศึกษา อ่านประวัติของปรมาจารย์นักคิดเหล่านั้นดูจะรู้ครับ (อ่านเป็นบันเทิงคดี หรือเอาไว้กระตุ้นเตือนตัวเองก็ไม่เสียหลาย เพราะจะดียิ่งขึ้น ถ้าเราไม่เพียงแต่รู้จักวิธีใช้เครื่องมือ แต่รู้ถึงชีวประวัติของผู้สร้างที่ผูกพันกับเครื่องมือดังกล่าว)

แนวคิดมีไว้หลากหลายนั้นดี แต่วิธีใช้ต้องเลือก เลือกใช้สลับไปสลับมา แล้วถอยห่างไปสังเกตดูการใช้แนวคิดของตัวเองเพื่อตรวจสอบตัวเองดอีกที เหมือนดูหนังที่เราแสดงแล้ววิจารณ์  

ในหนังชีวิตดังกล่าว เราจะพบว่าหลายครั้งทีในระดับปฏิบัติการก็ต้องใช้วิธีคิดเชิงซ้อนคือ ใช้ Post Modern บ้าง ใช้ femism บ้าง โดยยังต้องใช้แนว Structualism อยู่เป็นหลัก ไม่งั้นไม่มีพื้นที่รูปธรรมให้เกาะ ท้ายสุดหาที่ลงไม่ได้

เหมือนกรณีพระภิกษุท่านหนึ่งเอาเท้าเตะพระพุทธรูป อ้างว่ามันก็แค่สัญลักษณ์ หรือบางรูปกล่าวโจมตีพระเครื่องว่างมงาย นี่คิดแบบโพสต์โมเดิร์นไหม จริงครับ ทุกคนมีสิทธิ์คิดได้ และพระท่านนั้นอาจเจตนาดีที่มุ่งเตือนสติ แต่ในสังคมการแสดงออกหลายเรื่องเป็นสิ่งละเอียดอ่อน กระทบต่อคนอีกหลายส่วน มันมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงมากกว่าจะ Post ไม่ Post มันจำต้องมีการคิดไปไกลกว่านั้นมาก

ยิ่งเป็นนักวิชาการใหญ่เท่าไร คำพูดยิ่งดัง และอาจไปทำร้ายคนอื่น และสร้างศัตรู หรือความแตกแยกโดยไม่จำเป็น อันนี้เป็นบทเรียนที่ผมเจอมาแล้ว คนที่ใช้แนวคิด Post Modern เองโดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานกับมวลชนยิ่งต้องระวังครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี