ในชีวิตการเป็นแพทย์ พยาบาล หรือผู้ดูแลผู้ป่วย หลายครั้งเราต้องทำหน้าที่ "ปลอบใจ" หรือให้กำลังใจทั้งผู้ป่วยและญาติ  คำพูดประโยคหนึ่งที่ติดปาก หลายคนเคยใช้บ่อยๆ ก็ คือ "ทำใจให้สบายนะ.."  อยากจะเชิญชวนให้ลองพิจารณาคำพูดนี้กันให้ดีๆสักนิด  ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเราเป็นผู้ป่วยเสียเอง จะรู้สึกอย่างไร   

อยากเริ่มต้นด้วยเรื่องขำขันสั้นๆที่คงขำไม่ออกถ้าเป็นเรื่องจริง และลองอ่านความเห็นของพระมหาสมโภชน์ กิจจสาโร วัดหาดใหญ่สิตาราม เกี่ยวกับคำพูดประโยคนี้ดู

 

ว่าด้วยเรื่อง .. " ทำใจให้สบาย "

                                    นายระทม ล้มป่วยจนร่างกายผ่ายผอม หาหมอมาหลายครั้งก็ไม่ดีขึ้น รู้สึกว่าตนเองจะไม่รอดแน่แล้ว จึงเอ่ยปากกับศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก..คุณนายระทึกว่า "แม่ .. พ่อว่า พ่อคงอยู่ได้อีกไม่นาน ลูกสองคน แม่ช่วย.."

                                    คุณระทึกรีบชิงพูดก่อนว่า "โธ่..พี่ ทำใจให้สบายเถอะ.. พูดเป็นลางทำไมก็ไม่รู้"

                                                                        ..   ..   ..

                                    วันต่อมา ระทมรู้สึกปวดหน้าอก เหนื่อยหอบมาก ต้องพาเข้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลกลางดึก ระหว่างที่เขายังหอบเหนื่อย ร้องครวญครางว่า "..ปวดเหลือเกิน   ปวดจังเลย ..ทนไม่ไหวแล้ว"    พยาบาลสาวเข้ามาปลอบว่า "ทำใจให้สบายนะคะ   .."

                                                                        ..   ..   ..

สักพัก หมอเวรก็มาถึง พอตรวจร่างกายเสร็จ ก็แอบไปซุบซิบกับพยาบาลและคุณระทึก ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะมาคุยกับนายระทมว่า "คุณระทมครับ เรารู้แล้วนะครับว่าคุณเป็นอะไร แต่เราตกลงกันแล้วว่าจะยังไม่บอกคุณดีกว่า กลัวว่าคุณจะทรุดหนัก.. ทำใจให้สบายนะครับ"

 

ทำใจให้สบายๆ .. คำพูดที่บอกว่าทำใจให้สบายๆ   คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ มีคนไข้คนหนึ่ง ที่หมอบอกว่าให้ทำใจสบายๆ เขาโกรธมากเลย หลังจากหมอออกไป มันเป็นตรงกันข้าม   ..เป็นคำที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะว่าจะตายอยู่แล้ว ให้เราทำใจให้สบาย มันทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่วิธี มันเป็นเพียงคำพูดที่ลอยๆ   คำพูดคำนี้ทำให้โกรธก็ได้สำหรับบางคน

แต่ถ้าบอกวิธีนี้ ทุกคนน่าจะรับได้ บอกให้คิดถึงคุณงานความดีของตนเอง น่าจะเป็นวิธีที่ทุกคนรับได้ไม่ว่าคนไหน จะนับถือศาสนาใดก็ตาม เพราะสภาพจิตใจจะมีสติปัญญาอยู่ สติปัญญานี้ต้องการเหตุผล ให้เขานึกถึงเรื่องดีๆ จะทำให้เขามีพลัง โรคก็จะมีโอกาสหายมากขึ้น

คนที่ทำบุญมาเยอะก็จะไม่คิดมาก สำหรับคนท่ี่ไม่ค่อยได้ทำบุญนั้น เราอย่าไปพูดเรื่องบุญ เราบอกถึงความดี และชี้แจงว่าเคยซื้อเสื้อผ้าให้คุณพ่อ คุณแม่ก็เป็นความดีแล้ว เคยช่วยเหลือใครสักคนก็เป็นความดี   ตอนเด็กๆ เคยช่วยเหลือเพื่อน ช่วยเหลือครู อะไรก็แล้วแต่ นั่นคือความดีแล้ว     เขาจะคิดอย่างอื่นได้เอง เล็กๆน้อยๆ อย่างนี้เรียกว่า..ความดี อย่างอื่นเขาก็จะขึ้นอย่างอื่นมาเอง   ถ้าบอกว่าทำบุญบางทีจะตกใจว่าเราไม่เคยทำบุญ

           บางครั้งใช้คำพูดจาไพเราะกับคุณพ่อคุณแม่ หรือช่วยท่านทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นบุญแล้ว  

พระมหาสมโภชน์ กิจจสาโร

วัดหาดใหญ่สิดาราม