ชีวิตที่พอเพียง 4103. เส้นทางพัฒนาประชาธิปไตยของจีน


 

นี่คือบทสะท้อนคิด (reflection) ชิ้นที่ ๑๐  ที่เกิดจากการอ่านหนังสือ ประสบการณ์ประชาธิปไตยจีน โดยอ่านบันทึกก่อนหน้านี้ได้ที่ (๑),  (๒)  (๓)  (๔) (๕)  (๖)   (๗)   (๘)   (๙) 

สาระในหนังสือบทที่ ๙ กลยุทธและโอกาสการสร้างประชาธิปไตยของจีน    บอกเราว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่มีอยู่แล้ว    แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาในสังคมนั้นๆ    คนไทยต้องช่วยกันสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมต่อบริบทของเราเอง     ไม่ใช่มุ่งคัดลอกเอามาจากประเทศอื่น    แต่ก็ต้องเรียนรู้ทั้งจากประวัติศาสตร์ของตนเอง  และเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น   

เราต้องมี เส้นทางพัฒนาประชาธิปไตยของไทย เอง

ปัจจัยที่ผลักดันให้การพัฒนาการเมืองแบบประชาธิปไตยในจีนได้ผลมี ๓ ประการคือ  (๑) การกระจายอำนาจ และกำหนดขอบเขตของอำนาจอย่างเหมาะสม  (๒) การตัดสินใจอย่างมีข้อมูลหลักฐานและซื่อสัตย์   นี่คือเรื่องความสามารถในการปกครอง (๓) การต่อต้านการทุจริตและส่งเสริมความซื่อสัตย์    ทั้งสามปัจจัยนั้น ในทางปฏิบัติมีความเป็นพลวัตมาก   ยิ่งประเทศมีความก้าวหน้ามาก ยิ่งมีความท้าทายมาก   

การต่อต้านการทุจริต และส่งเสริมความสุจริต  ใช้หลัก ๓ ประการคือ  (๑) พัฒนาบุคลากรของพรรค และของรัฐ  (๒) ปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ โดยเน้นระบบตรวจสอบและระบบอนุมัติ  (๓) ปฏิรูประบบตุลาการ   โดยจีนถือว่าระบบตุลาการเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการเมือง 

กลยุทธพื้นฐานในการส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างสรรค์ประชาธิปไตยจีน มี ๓ ประการคือ  (๑) ขยายการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ  (๒) ขยายขอบเขตและพัฒนาคุณภาพของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ  (๓) สร้างระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ และระบบกำกับดูแลแบบประชาธิปไตย   โปรดสังเกตวิธีคิดและวิธีดำเนินการอย่างมีพลวัต และผมตีความว่ามีวงจรเรียนรู้   

ประเด็นท้าทายต่อการพัฒนาการเมืองจีน ๓ ประการ ได้แก่  (๑) เสถียรภาพด้านโครงสร้าง เพราะในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจและด้านการเมืองอย่างก้าวกระโดด    การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมากมาย  ย่อมทำให้เกิดปัญหาทางสังคม และความขัดแย้งตามมา     ข้อมูลระหว่างปี 1998 – 2008 บอกชัดเจนว่ามีความไม่สงบและความขัดแย้งเกิดขึ้นมาก  (๒) ความเสี่ยงของการปฏิรูประบบ  ได้แก่ ก.) ความเสี่ยงจากการกระจายอำนาจ  ข.) ความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจและสังคม ค.) ความเสี่ยงจากการโจมตีในการแสดงความคิดเห็นสาธารณะที่ควบคุมยาก  (๓) อนาคตของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง  ที่มีปัจจัยเกิดใหม่ ๓ ประการคือ  ก.) การก่อตัวของโครงสร้างทางสังคมใหม่  ข.) การก่อตัวและรวมตัวของชนชั้นสูงใหม่  ค.) การก่อตัวของจิตสำนึกอนุรักษ์นิยมใหม่

อ่านประเด็นท้าทายข้างต้นแล้ว  ผมสรุปกับตนเองว่า จีนใช้การวิจัยด้านสังคมศาสตร์อย่างชาญฉลาดมาก    คือใช้ชี้นำการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ    ในหนังสือเต็มไปด้วยคำถามในการพัฒนา ที่ผมเดาว่า สถาบันวิจัยรัฐศาสตร์ ภายใต้สถาบันสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีน   (ที่ผู้เขียนหนังสือ คือ ศาสตราจารย์ฝางหนิง เคยเป็นผู้อำนวยการ) น่าจะได้รับเอาคำถามเหล่านั้นมาดำเนินการวิจัย   การพัฒนาประชาธิปไตยจีนจึง “ดำเนินการอย่างเป็นวิทยาศาสตร์”

ผมจึงจินตนาการว่า นโยบายของกระทรวง อว. ในการส่งเสริมการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้ง TASSHA (๑๐)  (๑๑)   น่าจะได้เรียนรู้จากประเทศจีนในประเด็นนี้    โดยน่าจะขอความร่วมมือกับประเทศจีนในการวางยุทธศาสตร์พัฒนาความเข้มแข็งของการวิจัยด้านรัฐศาสตร์           

 ปัจจัยเกิดใหม่ ๓ ประการคือ  ก.) การก่อตัวของโครงสร้างทางสังคมใหม่  ข.) การก่อตัวและรวมตัวของชนชั้นสูงใหม่  ค.) การก่อตัวของจิตสำนึกอนุรักษ์นิยมใหม่    เกิดขึ้นในทุกประเทศที่เอาจริงเอาจังกับการพัฒนาประเทศ รวมทั้งประเทศไทย   ต้องมีการวิจัยทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้    และนำมาใช้ในการสร้างวงจรการพัฒนาประเทศ     โดยในหน้า ๔๘๓ เขาเอ่ยถึงเหตุการณ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ ของประเทศไทยด้วย   รวมทั้งเหตุการณ์สำคัญในหลายประเทศในเอเชีย   

ผมสรุปว่า เส้นทางพัฒนาประชาธิปไตยของจีน บูรณาการอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างแน่นแฟ้น    โดยเขามีวิธีดำเนินการพัฒนา “อย่างเป็นวิทยาศาสตร์” (evidence-based development)   

ขอขอบคุณ คุณยุวดี คาดการณ์ไกล ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้ 

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ก.ย. ๖๔

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 693770เขียนเมื่อ 5 ธันวาคม 2021 16:41 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 ธันวาคม 2021 16:41 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี