นี่คือบทสะท้อนคิด (reflection) ชิ้นที่ ๔ ที่เกิดจากการอ่านหนังสือ ประสบการณ์ประชาธิปไตยจีน โดยอ่านบันทึกก่อนได้ที่ (๑), (๒) (๓)
บทที่ ๔ ความเป็นเอกภาพของการคุ้มครองสิทธิ์ กับการรวมศูนย์อำนาจ เป็นที่มาของชื่อบันทึกนี้
ในโลกของความซับซ้อน มีขั้วตรงกันข้ามเต็มไปหมด หากเรามองสมการชั้นเดียว (มองผิวเผิน) เราจะคิดว่าขั้วตรงกันข้ามเหล่านั้น ขัดกัน และหาทางหลีกเลี่ยง เท่ากับหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธความจริง แต่หากเรามองผ่านแว่นความซับซ้อน (complexity) มองจากมุมของเอกภาพ เราจะเห็นพลังของขั้วตรงกันข้าม (dilemma) โดยผมมีข้อเสนอว่า พลังที่หลอมรวมขั้วตรงกันข้ามเข้าด้วยกันคือ การมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน (shared vision หรือ purpose)
จะทำเช่นนี้ได้ ผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องเหนือผลประโยชน์ส่วนตน ประเทศที่ผู้คนถือประโยชน์ส่วนตนเป็นสรณะ ไม่มองผลประโยชน์ส่วนรวม จะไม่มีความสามารถสร้างเอกภาพบนความแตกต่างได้ พลังที่ยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติก็จะไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้ในประเทศนั้น
จะเห็นว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้น เป็นพลังสร้างสรรค์ก็ได้ เป็นพลังทำลายล้างก็ได้ ขึ้นกับจิตใจคน ว่าเป็นจิตใหญ่ หรือจิตเล็ก
ผมจึงเรียกร้องมาตลอดให้การศึกษา การสื่อสาร การเมือง การศาสนา และระบบสาธารณะอื่นๆ มุ่งสร้างจิตใหญ่ให้แก่เด็กและเยาวชน โดยผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่าง
หันมาสะท้อนคิดในระดับบุคคล เวลานี้องค์การระดับนำด้านการศึกษาของโลก เช่น OECD ระบุชัดเจนว่า ต้องฝึกฝนเด็กและเยาวชนให้เข้าใจ รู้เท่าทัน และอยู่กับแรงบีบคั้นจากเรื่องที่เป็นขั้วตรงกันข้ามได้ จะทำให้เติบโตเป็นพลเมืองที่อดทน หรือเคารพ ต่อความแตกต่าง และเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลายทั้งในธรรมชาติ และในสังคม มีทักษะในการอยู่กับความแตกต่างโดยไม่ขัดแย้ง รวมทั้งมีทักษะในการใช้พลังของความต่าง หรือขั้วตรงกันข้าม ในการดำเนินกิจการ
การจะทำเช่นนั้นได้ต้องดำเนินกิจการภายใต้กระบวนทัศน์ของความซับซ้อน ใช้พลังฝ่ายซ้ายในบริบทหนึ่ง ใช้พลังฝ่ายขวาในอีกบริบทหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน
นั่นคือ อุดมการณ์ และเป้าหมายต้องไม่คลอนแคลน แต่ยืดหยุ่นในยุทธวิธี และการดำเนินการ
ขอขอบคุณ คุณยุวดี คาดการณ์ไกล ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ย. ๖๔