เมื่อหลายปีก่อน เมื่อเราเริ่มๆจะดำเนินการเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบอกให้ผู้เขียน"เชิญอาจารย์ท่านหนึ่งมาแชร์ประสบการณ์" 

เพราะเห็นว่า อาจารย์ท่านนั้น มี tacit knowledge ซึ่งผู้เขียนรับผิดชอบงาน KM อยู่ด้วย 

อาจารย์ท่านนี้ เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายแล้ว 

ท่านมักจะเล่าเรื่องดีๆที่ท่านได้สะสมปฏิบัติมาตลอดชีวิตให้คุณหมอคุณพยาบาลฟังทุกวัน 

เมื่อผู้เขียนไปพบท่าน จึงเห็นว่า "นี่คือ จิตวิญญานของท่าน เป็นเรื่องที่ท่านอยากทำให้ลูกศิษย์ได้ดิบได้ดี ในฐานะครูบาอาจารย์ " 

ผู้เขียนจึงนำเอาประสบการณ์เหล่านี้ มาใช้เพื่อประเมินและพูดคุยกับคนไข้และญาติในหอผู้ป่วยหนัก 

ว่าท่านชอบอะไร เก่งและเชี่ยวชาญอะไร อยากถ่ายทอดอะไรให้คนรุ่นหลังบ้าง 

ผู้เขียนไม่เคยรู้มาก่อนว่า มี"แบบประเมินด้านจิตวิญญานด้วย" 

จนปัจจุบันก็ไม่ทราบว่ามี ไม่มีใครแนะนำ 

การทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายของผู้เขียน มักจะทำด้วยใจ หรือ by heart (จำมาจากนักดนตรี บอกว่า by heart คือไม่มี โน้ตเพลง)

ซึ่งก็มักจะได้ผลหลายครั้ง อย่างเช่นว่า ขอซื้อเตียงที่นอนอยู่ว่าอาจจะมีเจ้าของ โดยการวางเหรียญบาทไว้ใต้ที่นอนคนไข้ 

บางคน บอกว่า ถ้าลูกหายดี จะให้ลูกบวช ซึ่งลูกก็หายกลับมาฟื้นตื่นดีทั้งๆที่นอนไม่ได้สติมาหลายวัน แถมเซ็นให้การยินยอมไม่ปั้มหัวใจแล้วด้วย 

นี่....ก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง 

ผู้เขียนมาทบทวนดูว่า จิตวิญญานของพวกเราส่วนใหญ่ มักจะออกแนวศาสนา และสิ่งที่มองไม่เห็น 

การที่ญาติทำอย่างนั้นเพราะเรา(พยาบาล) ชี้แนะด้วยหรือเปล่า 

เพราะวันดีคืนดี เราก็นิมนต์หลวงพ่อ มารับบิณฑบาตรบ้าง รับสังฆทานบ้าง รดน้ำมนต์บ้าง 

ตั้งศาลพระพรหม ทำศาลาพระประธาน ให้ญาติๆคนไข้ไปบ่นไปไหว้ 

โดยไม่ทราบได้เลยว่า คนไข้และญาติชอบด้วยหรือเปล่า 

แต่....คิดอีกที สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ 

ทำให้เรามั่นใจขึ้นได้มาก 

เวลาที่ผู้เขียน ผ่านพระประธาน ผ่านวัด ผ่านพระฉายาลักษณ์ ก็มักจะพนมมือไหว้และขอพรอยู่เสมอ

ทั้งๆทีคิดว่า นี่ไม่ใช่ จิตวิญญาน หรอกนะ  

ดังนั้น การประเมินจิตวิญญานของคนไข้ของผู้เขียน 

จึงเป็นการพูดคุย หรือซักประวัติ เสียมากกว่า 

ให้รู้ว่า กิจวัตร ของคนไข้ชอบทำอะไรบ้าง

หากอยากจะทำก็ไม่ได้ห้าม อยากจะสนับสนุน 

ให้เกิดความอิ่มเอมใจ ทั้งคนไข้และผู้ดูแลรวมถึงพยาบาลอย่างเราๆด้วย 

จิตวิญญาน บางครั้ง เรายังไม่รู้สึกเลยว่าทำการประเมินคนไข้เสียด้วยซ้ำ

คนไข้และญาติก็เล่าให้ฟังเอง 

ผู้เขียนจึงอยาก สรุปเองว่า 

การฟัง การดู การพูดคุย การสังเกต การใส่ใจดูแลใกล้ชิด 

เป็นเครื่องมือในการประเมินคนไข้ได้เป็นอย่างดี 

................